Creative Knowledge

« Back to Result | List

PARIS : สู่ Greater Paris ในศตวรรษที่ 21

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Meri Tosh

จากสิ่งก่อสร้างหน้าตาประหลาดที่ชาวปาริเซียงเคยโจมตีว่าเป็นสิ่งที่ทำลายทัศนียภาพของกรุงปารีสเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ในวันนี้หอไอเฟล ผลงานที่รังสรรค์จากโครงเหล็กกว่าหมื่นชิ้น ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทรงพลังที่มีผู้คนจดจำได้มากที่สุด และเป็นต้นแบบของการใช้ไอคอนในการสร้างสัญลักษณ์ให้กับเมืองต่างๆ ทั่วโลก

ปารีส เมืองยิ้ม
แต่หอไอเฟลคงไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนกรุงปารีสได้เฉลี่ยสูงสุดถึง 29 ล้านคนต่อปี จนครองอันดับเมืองหลวงที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก เพราะพื้นที่ 105 ตารางกิโลเมตรของปารีส ยังประกอบไปด้วยแหล่งประวัติศาสตร์ที่รวบรวมวัฒนธรรมและศิลปะขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอีกมากมาย ทั้งโบสถ์สไตล์ศิลปะโกธิคที่มีอายุราว 850 ปี อย่างมหาวิหารโนตเรอดาม (Notre Dame) หรือพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musee du Louvre) ที่รวบรวมวัตถุโบราณและผลงานศิลป์ระดับปรมาจารย์ ไปจนถึงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในปลายศตวรรษที่ 20 อย่างปมปิดู เซ็นเตอร์ (Centre Pompidou) นี่ยังไม่รวมถึงงานออกแบบแฟชั่นภาพยนตร์ อาหาร และไวน์ชั้นเลิศ ที่ปารีสนำเสนอเพื่อตอบสนองความกระหายทางศิลปะ วัฒนธรรม และความบันเทิงของผู้คนทั่วโลก

จึงไม่แปลกที่การท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้หลักให้กับชาวปารีส แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำก็ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวในช่วงหกเดือนแรกของปีลดลงถึง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวปารีสพบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นผลมาจากความไม่เป็นมิตรของชาวปารีสเอง จึงเป็นที่มาของแคมเปญเชิญชวนให้ชาวเมือง “ยิ้ม”มากขึ้นในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แถมยังตั้งทูตแห่งรอยยิ้มหรือ Smile Ambassadors ให้ไปประจำตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นมากขึ้น เพื่อหวังจะเปลี่ยนทัศนคติของผู้มาเยือนได้บ้าง

ส่งออกวัฒนธรรม
การที่ปารีสก้าวขึ้นครองตำแหน่งศูนย์กลางวัฒนธรรมและศิลปะชั้นสูง ไม่ได้ใช้เวลาแค่เพียงหนึ่งหรือสองช่วงอายุคน แต่ใช้เวลากว่า 300 ปี นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ที่วัฒนธรรมฝรั่งเศสแสดงบทบาทที่โดดเด่นนี้เป็นครั้งแรกในยุโรป ในยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) จนปารีสกลายเป็นแหล่งนัดพบของศิลปินทุกแขนงจากทั่วทุกมุมโลก แม้จะมีกระแสความกังวลว่า เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอาจไม่สามารถต้านทานกระแสการตลาดเชิงบังคับ ซึ่งทุกคนจะหันมาบริโภคสิ่งที่เป็นแมส (Mass) หรือการผลิตจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ แต่มาจนถึงวันนี้ ตัวเลขทางสถิติการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ช่วยแล้วว่า ผู้คนยังขวนขวายเสพสิ่งที่โดดเด่น หลากหลาย และจับต้องได้ยากอยู่เสมอ

 

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Malias, tibchris

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ อาคารแห่งนี้เป็นพระราชวังเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ภายในจัดแสดงงานศิลปะภาพเขียน และรูปปั้นกว่า 35,000 ชิ้น บนพื้นที่ 60,600 ตารางเมตร ผู้คนทั่วโลกหลั่งไหลกันเข้าชมพิพิธภัณฑ์เฉลี่ย 15,000 คนต่อวัน จำนวนผู้เข้าชมที่น่าประทับใจนี้ทำให้กรุงอาบู ดาบี สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมทุ่มเงินจำนวน 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เซ็นสัญญาที่มีผลบังคับใช้ 30 ปี เพื่อเปิดสาขาของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในดินแดนตะวันออกกลาง เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ในการใช้ชื่อลูฟวร์ 525 ล้านเหรียญ และอีก 747 ล้านเหรียญ เพื่อยืมคอลเลกชั่นงานศิลปะมาจัดแสดง Lourve Abu Dhabi โดยได้สถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศส ฌอง นูเวล เป็นคนออกแบบ และคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมได้ในปี 2555

นอกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสยังเตรียมเปิดสาขาของมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ในกรุงอาบู ดาบี และสาขาของปอมปิดู เซ็นเตอร์ในเซี่ยงไฮ้ด้วย

ถึงแม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสใช้มรดกความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของตัวเองเป็นเครื่องมือแสวงหาผลกำไร และต่อยอดทางการเมือง แต่รัฐบาลฝรั่งเศสให้ความเห็นว่า การเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นการส่งผ่านและพัฒนาวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก แถมการเปิดเฟรนไชส์ใหม่ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ยังทำเงินให้ประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งสามารถนำมาซ่อมแซมและบูรณะพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ในกรุงปารีสได้อีกด้วย

Greater Paris
ถึงจะทำกำไรจากการส่งออกวัฒนธรรมได้อย่างมหาศาล แต่ปารีสก็ไม่หยุดนิ่ง รัฐบาลฝรั่งเศส โดยการริเริ่มของประธานาธิบดีนิโคลาส์ ซาร์โกซี กำลังดำเนินการนำเมืองเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และยกระดับให้ปารีสเป็น “Greater Paris” โดยต้องการเห็นปารีสและเขตปริมณฑล กลายเป็นเมืองที่ไม่เพียงพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะเป็นศูนย์กลางที่บริษัทระดับโลกด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ต้องการเข้ามาลงทุนในอีก 40 ปีข้างหน้า

                หนึ่งในแผนสร้าง Greater Paris คือ ระบบขนส่งมวลชน โดยรัฐบาลวางงบประมาณ 2.1 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนารถไฟฟ้าใต้ดินรอบเมืองที่เชื่อมต่อเขตธุรกิจที่สำคัญและเขตกลางใจเมืองเข้ากับแหล่งที่อยู่อาศัยรอบนอกได้ในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า คุรจะสามารถเดินทางจากสนามบินชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ได้โดยตรง ทางรถไฟนี้จะมีความยาว 130 กิโลเมตร และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

                นอกจากจะสร้างเมืองให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ปารีสยังไม่ลืมให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชาวเมือง ตั้งแต่ แบร์ทรองด์ เดอบาโนเอ (Bertrand Delanoe) เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีปารีสในปี 2544 เขาก็ริเริ่มโครงการที่น่าสใจต่างๆ มากมาย เช่น Paris Plage ที่เปลี่ยนถนนริมแม่น้ำแซนให้กลายเป็นชายหาดกลางกรุงในเดือนกรกฏาคม และสิงหาคมของทุกปี เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนให้ชาวปารีสที่ไม่มีเวลาเดินทางออกนอกเมืองช่วงวันหยุดฤดูร้อน และโครงการเช่าจักรยานสาธารณะ Vélib’ ที่มีจักรยาน 20,000 คันกระจายให้เช่าตามสถานี 1,450 แห่งรอบเมือง

                พ่อเมืองปารีสเจ้าพ่อโปรเจคยังเดินหน้าเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า ปารีสเป็นเมืองหลวงแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ด้วยโครงการ Paris Capitale de la Creation เวทีเปิดโอกาสให้ศิลปินและนักออกแบบหน้าใหม่ได้แสดงฝีมือ โดยจัดแข่งขันการออกแบบในสาขาต่างๆ และหนึ่งในผู้ชนะการประกวดปีนี้คือ นักออกแบบสาวไทย พิชยนันท์ “พริ้ง”จินดาพร เธอคว้ารางวัล “Shoe Designer of the Year 2009” หลังจากใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี เปิดร้านรองเท้าภายใต้แบรนด์ “Pring” ของเธอเอง บนถนน Rue Charlot ในกรุงปารีส

                แม้จะเป็นเวลาอีกหลายสิบปี กว่าเราจะได้เห็น Greater Paris หรือปารีสในรูปโฉมใหม่ แต่ด้วยความอลังการทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์งานศิลปะที่ไร้พรมแดน และอิทธิพลของงานออกแบบและแฟชั่น ต่างหล่อหลอมให้กรุงปารีสในวันนี้ครบครัน และมีเสน่ห์ดึงดูดมากพอที่จะทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้จะได้ปักหมุด “ปารีส”บนแผนที่ว่า “เคยไปมาแล้ว”

Did you know?
โครงการ La Nuit des Musees (nuitdesmusees.culture.fr) เปิดโอกาสให้ชาวปารีสและนักท่องเที่ยวเข้าชมพิพิธภัณฑ์กว่า 100 แห่งทั่วปารีสได้ฟรี ตั้งแต่ 6 โมงเย็น-เที่ยงคืน โอกาสทองเช่นนี้มีปีละหนึ่งวัน โดยมักจะจัดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี

View from the Top
สมัยฌาคส์ ชีรัค ยังเป็นนายกเทศมนตรีกรุงปารีส เขาได้ออกกฎหมายห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่า 37 เมตร ในเขตตัวเมือง ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แต่กฎหมายนั้นเพิ่งได้รับการโหวตให้ยกเลิกไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ปารีสจะเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้ารูปทรงทันสมัยมากมาย

Le Projet Triangel
ตึกระฟ้าสูง 200 เมตร ที่ออกแบบโดย Herzog & de Meuron มองจากด้านหนึ่งตัวตึกจะมีรูปทรงเหมือนปิระมิด แต่อีกด้านดูเป็นสามเหลี่ยมทรงผอมพุ่งขึ้นฟ้า Le Projet Triangel เป็นตึกไร้เงา ใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ นับว่าเป็นอาคารสูงแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตให้สร้างในเขตตัวเมืองปารีส คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557

Tour Signal
สร้างชื่อจากการออกแบบหอคอยไอเฟลสถาปนิกรางวัล Pritzker ฌอง นูแวล กลับมาพร้อมโปรเจคยักษ์ชิ้นใหม่ ที่เขาชนะการประกวดและได้รับเลือกให้สร้างอาคารสูง 71 ชั้นแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของย่านธุรกิจ La Defense โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 2558

Le Phare (Lighthouse)
อีกหนึ่งตึกระฟ้าที่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2550 และคาดว่าจะเสร็จในปี 2555 ตั้งอยู่ในเขตธุรกิจ La Defense ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปารีส ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน Thomas Mayne ด้วยความสูง 300 เมตร เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคธุรกิจเข้ามาในเขตนี้

สถิติของกรุงปารีส

• 2.2 ล้าน จำนวนประชากรในกรุงปารีส
• 27 ล้าน จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนปารีสต่อปี
• 450 จำนวนสวนสาธารณะรอบเมือง โดยมีสวนสาธารณะบัวส์ เดอ บูโลญ (Bois de Boulogue) และบัวส์ เดอ แวงแซนน์ (Bois de Vincennes) เป็นปอดหลักของเมือง
• 478,000 จำนวนต้นไม้ที่ปลูกรอบเมือง ทำให้ปารีสเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในทวีปยุโรป
• 260 จำนวนจุดบริการเครือข่ายข้อมูล Wi-Fi ฟรีทั่วเมือง แน่นอนว่าคุณสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ขณะเดินชมปอมปิดู
• 730 จำนวนภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในปารีสต่อปี
• 14.5 ล้าน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม Disneyland Resort Paris ในปี 2550 หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุด

« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-04
  • Resource: www.creativethailand.org
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง