Creative Knowledge

« Back to Result | List

Saint Petersburg: อดีตขีดเส้นปัจจุบัน ความย้อนแย้งอันงดงามและน่าหวาดหวั่น

ขณะที่กรุงมอสโคว์ (Moscow) เปรียบได้กับศูนย์กลางแห่งความรุ่งเรืองทางอำนาจและเศรษฐกิจของรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซังค์เปเตร์บูร์ก หรือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) คือตัวต่อปริศนาชิ้นสำคัญที่ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของประวัติศาสตร์รัสเซียที่มีความซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเส้นทางการเติบโตของนครแห่งนี้จะเริ่มต้นอย่างงดงาม หากระหว่างทางกลับเต็มไปด้วยกับดักพรางตาที่คอยสร้างบาดแผลให้กับผู้คน อุดมการณ์อันสูงส่งที่คาดว่าจะเป็นกุญแจนำทางไปสู่ความรุ่งโรจน์และเท่าเทียมกลับกลายเป็นกฎจองจำสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ตลอดจนผลักดันให้ผู้คนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกอบกู้ความเป็นธรรมเช่นกัน

เงาสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เคยสิ้นสุด
สถาปัตยกรรมอันงามวิจิตรที่เรียงรายตามมุมเมืองของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งคือแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสความยิ่งใหญ่ในอดีตของรัสเซีย แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงปมความขัดแย้งและอุดมการณ์สุดโต่งที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย บอกเล่าทั้งเรื่องราวของผู้ล่วงลับและผู้อยู่รอด นับตั้งแต่ยุคสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งจักรวรรดิรัสเซียผู้มีพระราชประสงค์จะสร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็น “หน้าต่างแห่งโลกตะวันตก” โดยมีท่าเรือพาณิชย์และเปิดรับวิทยาการยุโรปสมัยใหม่แทนกรุงมอสโคว์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคเก่า เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจึงกลายเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมตะวันตกมากที่สุด ทั้งจากสถาปัตยกรรมบาโรคและนีโอคลาสสิกอันงดงามโอ่อ่าที่รายล้อมรอบเมือง ซึ่งภายหลังถูกทำลายเสียหายเมื่อรัสเซียเข้าสู่ยุคเรืองอำนาจของผู้นำแห่งพรรคบอลเชวิก

วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) คือ ผู้เริ่มจุดชนวนการปฏิวัติขึ้นเป็นครั้งแรกและเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสังคมนิยม อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณของสหภาพโซเวียต จากสถาปัตยกรรม จิตรกรรม สู่วงการวรรณกรรม ดนตรี และสื่อมวลชนซึ่งล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทั้งสิ้น หลังการเสียชีวิตของเลนิน เมืองนี้ได้รับการเปลี่ยนชื่อให้เป็น “เลนินกราด (Leningrad)” เพื่อยกย่องผู้นำการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพที่สร้างพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้มแข็งและน่าเกรงขาม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เลนินต้องการย้ายเมืองหลวงกลับไปยังมอสโคว์เพื่อลบล้างอดีตอันรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ซาร์


© Holger Leue / CORBIS

ต่อมาโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมวลสหภาพได้สืบทอดอำนาจต่อและพารัสเซียก้าวไปสู่จุดสูงสุดของประเทศมหาอำนาจฝ่ายซ้าย ในระหว่างนั้นกองทัพนาซีของเยอรมนีได้ปิดล้อมเลนินกราด ทำให้ทั้งพลเมืองและข้าศึกบาดเจ็บล้มตายกว่า 1 ล้านคน นับเป็นช่วงเวลายาวนานที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะของความหวาดกลัวการสูญเสียและความบอบช้ำที่ไม่มีวันเยียวยา อย่างไรก็ตาม ในช่วงการเรืองอำนาจของสตาลินมีอาคารทรงสไตล์สตาลินิสต์ (Stalinist Architecture) เกิดขึ้นอยู่หลายแห่งทั้งในมอสโคว์และชานเมืองของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดสังคมนิยมและความทะเยอทยานของเขาอย่างจัดจ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีรถไฟใต้เลนินกราด (1995) ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสมเกียรติ

ครั้นสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัสเซียก็ได้เก็บเกี่ยวเสี้ยวเศษที่กระจัดกระจายกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งพร้อมกับเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางของประชาธิปไตย อาคารสถาปัตยกรรมยุคเก่าที่รอดพ้นจากการทำลายล้างโดยพรรคคอมมิวนิสต์จึงได้รับการบูรณะอีกครั้ง อาทิ ป้อมปราการปีเตอร์และพอล (Peter and Paul Fortress) ซึ่งกลายเป็นคุกในยุคคอมมิวนิสต์ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) มหาวิหารเซนต์ไอแซค (Saint Isaac's Cathedral) และพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ (Hermitage Museum) หรือ “มูเซย์ เอร์มิตาช” หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอันเป็นแหล่งพำนักของศิลปะล้ำค่าที่รังสรรค์โดยปรมาจารย์ศิลปิน อาทิ ภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสม์และโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) กามิล ปิสซาโร (Camille Pissaro) และวินเซนต์ ฟาน ก๊อกฮ์ (Vincent Van Gogh) สะท้อนถึงความรุ่งโรจน์ของรัสเซียในรัชสมัยของพระนางอลิซาเบธแห่งราชวงศ์ซาร์ (แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแง่ความฟุ่มเฟือยเช่นกัน) ล้วนยังคงทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ กระทั่งในปี 1991 องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเมืองมรดกโลก (UNESCO World Heritage) จึงไม่น่าแปลกใจหากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ทับซ้อนกันบนหน้าประวัติศาสตร์จะส่งผลต่อวิถีชีวิต พฤติกรรม ทัศนคติ หรือกระทั่งความหวาดระแวงและไม่เป็นมิตรของชาวรัสเซียอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ทั้งยังขีดเส้นกำหนดอนาคตของรัสเซียยุคใหม่ซึ่งเหล่านักเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลกก็ยังคงทวงถามถึงสิทธิและเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้


© CGP Grey

กราฟิกดีไซน์ เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ
โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อมีบทบาทตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเรื่อยมาจนถึงสงครามเย็นในฐานะกระบอกเสียงของรัฐบาลเผด็จการที่มีอิทธิพลโน้มน้าวประชาชนรัสซียให้ปฏิบัติและคล้อยตามนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดมิทรี มูร์ (Dimitri Moor) คือหนึ่งในนักออกแบบกราฟิกรัสเซียที่น่าจับตามองมากที่สุด ผลงานของเขาโลดแล่นในยุคสมัยของพรรคบอลเชวิก (ปี 1917-1921) จนถึงยุคนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ส่วนใหญ่แสดงถึงเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมที่แตกต่างกันชัดเจน เช่น ขั้วอำนาจจักรวรรดิกับชนชั้นแรงงาน โดยเน้นการใช้สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติและสีดำแทนชาวนาและกลุ่มแรงงาน หนึ่งในผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ "Have You Enlisted In the Army?" อันมีส่วนทำให้พรรคบอลเชวิกสามารถโค่นล้มราชวงศ์ซาร์แห่งรัสเซียได้สำเร็จในปี 1917

เปลวไฟร้อนรุ่มเหนือศูนย์องศา
รสชาติอันขมเข้มและบาดลำคออย่างนุ่มลึกคงเป็นคุณสมบัติที่ทำให้วอดก้า (Vodka[1]) แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้วอดก้าซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบรัสเซียกลายเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกก็คือกรรมวิถีการกลั่นอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้รสชาติต้นตำรับของวอดก้าบริสุทธิ์ที่มีแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 38-40 หากน้อยคนจะรู้ว่าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งโรงกลั่นวอดก้าและเบียร์ที่โด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งในรัสเซีย ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองท่ามกลางความหนาวเหน็บอันหฤโหด ทั้งยังพันผูกกับประวัติศาสตร์ของชาติมายาวนาน นับตั้งแต่สมัยจักรวรรดิซาร์แห่งรัสเซียซึ่งเป็นช่วงที่โรงกลั่นวอดก้าถูกผูกขาดเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง ต่อมาในปี 1863 ภาครัฐยกเลิกการผูกขาดทำให้เอกชนสามารถเปิดกิจการโรงกลั่นได้ตามกฎหมายแต่ต้องจ่ายภาษีให้กับภาครัฐ วอดก้าจึงกลายเป็นเครื่องดื่มที่ทุกชนชั้นสามารถเอื้อมถึงและค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของชาวรัสเซียไปในที่สุด
            ด้วยความพร้อมทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดินดำที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหล่อเลี้ยงธัญพืชและน้ำคุณภาพดีจากทะเลสาบลาโดกา เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจึงกลายเป็นแหล่งรวมโรงกลั่นวอดก้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จัดอยู่ในระดับพรีเมียมทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ “ลีวิซ (Liviz)” แบรนด์วอดก้าที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซียตั้งแต่ปี 1897 ซึ่งถือสิทธิ์เป็นผู้ผลิตให้กับอิมพีเรียล คอร์ท (Imperial Court) แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจน้ำเมาก็ต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพ ความยากจน และอาชญากรรมที่แพร่ระบาดไปทั่วรัสเซีย เมื่อพรรคบอลเชวิกก่อการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ จึงออกกฎหมายห้ามการผลิตและจำหน่ายวอดก้าเพื่อจัดการถอนรากถอนโคนปัญหาดังกล่าว ก่อนที่กฎหมายนี้จะถูกยกเลิกไปในยุคสมัยของสตาลิน
            หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต อุตสาหกรรมวอดก้าก็กลับมาเดินหน้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมี “รัสเซียน สแตนดาร์ด (Russian Standard)” แบรนด์วอดก้ารายใหญ่ที่เพิ่งลงทุนขยายพื้นที่โรงกลั่นกว่า 30,000 ตร.ม.ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 2006 นำทัพมาขับเคี่ยวกับคู่แข่งร่วมสัญชาติตลอดกาลอย่าง “สตาลิชนายา (Stolichnaya)” อย่างไรก็ตาม จากบทความเชิงวิเคราะห์โดยยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor International) ระบุว่าแม้รัสเซียยังคงรั้งตำแหน่งตลาดวอดก้าที่ใหญ่ที่สุดในปี 2012 ทว่าก็มีแนวโน้มที่จะเสียแต้มต่อให้กับสหรัฐฯ และอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหญ่รองลงมาได้ อันเนื่องจากกระแสการแบนวอดก้าของรัสเซียเพื่อประท้วงกฎหมายต่อต้านกลุ่มเพศที่สามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้


[1] *หมายเหตุ: คำว่า “vodka” มาจากภาษารัสเซีย “"voda” (вода) แปลว่าน้ำ

#DumpStoli
กฎหมายต่อต้านเกย์ในรัสเซียได้จุดชนวนความขัดแย้งขึ้น ทำให้เครือข่ายความหลากหลายทางเพศฯ (Lesbian, Gay, Bisexual, or Transgender – LGBT) ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านและประณามการกระทำครั้งนี้ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของกลุ่มเพศที่ 3 ในรัสเซียอย่างยิ่ง แดน ซาเวจ (Dan Savage) นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชาวนิวยอร์กได้เผยแพร่บทความออนไลน์ “Why am I Boycotting Russian Vodka?” เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเสนอให้ชาว LGBT ทั่วโลกเข้าร่วมแคมเปญ “#DumpStoli” เพื่อรณรงค์ให้ผับและบาร์ต่างๆ ของชาวสีรุ้งช่วยกันบอยคอตต์วอดก้าของรัสเซียโดยเฉพาะ “สตาลิชนายา” หรือ “สตาลิ” แบรนด์วอดก้าที่ขายดีมากที่สุดเป็นอับดับที่ 12 ในอเมริกาและที่ 14 ของโลก
           กระแสต่อต้านครั้งนี้ได้แพร่สะพัดจากนิวยอร์ก แวนคูเวอร์ ซานฟรานซิสโก ซิดนีย์ ไปสู่ลอนดอนอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อ วัล เมนเดอลีฟ (Val Mendeleev) ซีอีโอแห่งบริษัท SPI Group ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวอดก้าสตาลิออกมาชี้แจงกับสื่อว่าบริษัทผู้ผลิตวอดก้าแบรนด์นี้มีด้วยกัน 2 แห่ง ได้แก่ FKP Soyuzplodoimport ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสตาลิภายใต้การควบคุมของรัฐบาลรัสเซีย กับ SPI Group ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนในลักซัมเบิร์กที่ผลิตและจัดจำหน่ายสตาลิไปยังร้อยกว่าประเทศ รวมทั้งอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา ทั้งยังยืนยันว่า SPI นั้นสนับสนุนประชาชนเพศที่สามมาโดยตลอดเนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ และเห็นด้วยกับการต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท จึงขอร้องให้ทุกคนเลิกบอยคอตต์สตาลิของ SPI โดยเร็ว นอกจากนี้ นักวิเคราะห์การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งยูโรมอนิเตอร์ ยังออกโรงหนุนให้ผู้บริโภคยกเลิกการต่อต้านวอดก้าของรัสเซียด้วยอีกแรง ทั้งนี้ก็เพราะว่าการคว่ำบาตรอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นๆ ที่อยู่บนสายพานการผลิตเดียวกันกับสตาลิและสินค้าส่งออกทั้งหมดของรัสเซียเช่นกัน

เสรีภาพล่องหนของเพศที่3: เพศสภาพที่ถูกสั่นคลอน
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนปลอดเพศสภาพแห่งแรกได้เปิดทำการในกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กวัย 1-6 ขวบ ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยไม่ยึดติดกับกรอบค่านิยมของสังคมสากลเรื่องเพศสภาพ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น แต่สถานการณ์ของกลุ่มรักร่วมเพศในรัสเซียกลับเลวร้ายลงไปทุกที เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหพันธรัฐรัสเซียได้ลงนามอนุมัติและประกาศใช้กฎหมายต่อต้าน “การโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน”
            เดิมทีสิทธิและเสรีภาพของเพศที่ 3 ในรัสเซียถูกรุกรานและลิดรอนตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งราชวงศ์ซาร์ได้ออกกฎหมายห้ามทหารในกองทัพมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกัน เพื่อมุ่งผลักดันรัสเซียไปสู่ความยิ่งใหญ่ ในช่วงการปกครองระบอบสังคมนิยม รัฐบาลโซเวียตได้ออกกฎหมายที่ระบุว่าการรักคนเพศเดียวกันถือเป็นการก่ออาชญากรรม และกำหนดให้บุคคลที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีความผิดปกติทางจิต อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 1999 ซึ่งเป็นช่วงที่ปูตินยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ในปี 2006 มีการก่อตั้งเครือข่าย LGBT แห่งรัสเซียขึ้นอย่างเป็นทางการเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรมให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งยังคงถูกมองและปฏิบัติในฐานะ “คนชายขอบ” ของสังคมรัสเซียสมัยใหม่


© vancouversun.com

            รายงานของสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ระบุว่าในปี 2012 เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกลายเป็นเมืองที่ 4 ในรัสเซียที่ต่อต้านกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน โดยมีกลุ่มนักการเมืองและศาลเยาวชนภายใต้คริสตจักรรัสเซียออโธดอกซ์คอยสนับสนุนให้ภาครัฐประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2013 จึงทำให้กลุ่มเพศที่ 3 ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านถูกทำร้ายร่างกายจำนวนมาก นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังรายงานว่าสถานการณ์การต่อต้านอย่างรุนแรงในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนชาวรัสเซียที่มีผู้ปกครองเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนอย่างยิ่ง เด็กสาววัยรุ่นอายุ 17 ปี คนหนึ่งวิตกกังวลว่าผู้ปกครองของตนเองอาจถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากร ในขณะเดียวกันกลุ่ม LGBT ในรัสเซียรายงานว่าร้อยละ 15 ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันที่รับเลี้ยงบุตรบุญธรรมต้องเผชิญกับความหวาดระแวงและถูกลอบทำร้ายร่างกายเป็นครั้งแรกในรอบสิบเดือนที่ผ่านมา ทำให้พวกเขารู้สึกกลายเป็นคนชายขอบของสังคมมากขึ้นไปทุกที อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนรักเพศเดียวกันรวมไปถึงองค์กรนานาชาติและผู้นำแห่งประเทศเสรีต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านกฎหมายของรัสเซียฉบับนี้ รวมทั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ได้แสดงความเป็นห่วงว่าอาจจะกระทบไปถึงการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปีหน้าที่เมืองโซชิ ในรัสเซีย
            สาเหตุที่ปูตินสนับสนุนกฎหมายดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของคริสตจักรซึ่งมองว่าการรักเพศเดียวกันนั้นเป็นบาป และร้อยละ 78 ของประชาชนชาวรัสเซียทั้งหมดก็นับถือศาสนานี้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับอัตราการเกิดที่ร่วงหล่นจาก 145.2 ล้านคนในปี 2002 เหลือเพียง 142.9 ล้านคนอาจสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศและตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาได้ง่ายๆ

แม้ว่าวันนี้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะเดินข้ามผ่านคืนวันอันโหดร้ายในยุคโซเวียตและเติบโตเป็นเมืองท่าเศรษฐกิจที่อุดมด้วยความมั่งคงทางทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุ แต่ท่ามกลางการเกิดใหม่ของสถาปัตยกรรมยุคบาโรคและนีโอคลาสสิกที่ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว หนทางสู่เสรีภาพกลับยังคงเลือนราง ด้วยมายาคติทางศาสนา วัฒนธรรม และแนวความคิดเก่าที่ยึดติดกับ “สภาวะผู้นำแห่งชาติ” เช่นในอดีต เสรีภาพที่ถูกสั่นคลอนในวันนี้จึงอาจไม่ใช่แค่เสรีภาพของกลุ่มเพศทางเลือกเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงเสรีภาพของประชาชนชาวรัสเซียทั้งหมดในวันข้างหน้าอีกด้วย

ที่มา:
หนังสือประเทศรัสเซีย โดยสำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง
บทความ Propaganda Design & Aesthetics: Soviet Retro Postersโดย Lars Hasvoll Bakke จาก crestock.com
บทความ The Gay Boycott Against Russian Vodka: Stoli's CEO Speaks Outโดย Vanessa Wong จาก businessweek.com
บทความวิจัย ความเข้าใจเรื่องเพศ จากแนวคิดทฤษฎีที่หลากหลาย โดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
architecture_history.enacademic.com
euromonitor.com
liviz.cz
moma.org
sovietposters.com
sptimes.ru
theatlanticwire.com
theguardian.com
vodkamuseum.su

เรื่อง ปิยพร อรุณเกรียงไกร

 

« Back to Result

  • Published Date: 2013-10-15
  • Resource: www.creativethailand.org
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง