Articles

« Back to Result | List

สู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วย Culture and Creativity

เรื่อง: สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

ปีนี้จะทำอะไรกันดี? คำถามนี้ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นทุกครั้งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ประเทศไทยคงต้องรับบทหนักเป็นพิเศษ เพราะต้องเจอทั้งปัจจัยภายนอกจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และปัจจัยภายในจากความวุ่นวายของการเมืองในขวบปีที่ผ่านมา

ในปีที่แล้วนั้น Green Design ถูกหยิบยกมาเป็นตัวประกัน เป็นกลยุทธ์หลักอันหนึ่งในการแสวงหาข้อได้เปรียบเชิงพาณิชย์ไม่ว่าจะในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่หรือเล็ก เช่น การออกแบรนด์ Idea Green ของกลุ่ม SCG กับการผลิตกระดาษโดยใช้นวัตกรรม EcoFiber (นำเศษกระดาษขาวมาปรับปรุงสูตรจนสามารถใช้แทนต้นไม้) ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้ต้นไม้ได้ถึง 30% แคมเปญแนะนำให้ผู้บริโภคใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดการผลิตถุงผ้าหลากดีไซน์วางขายกันเกลื่อน หรือแม้กระทั่งร้านน้ำผลไม้ปั่นเล็กๆ ชื่อ “อ้วนจัง” ก็ยังคิดค้นหูหิ้วแก้วมาแทนการใช้ถุงพลาสติก สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกไปได้กว่า 80% จากเดิม อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า Green Design จะอยู่ยงคงกระพันให้เราหยิบยกมาเป็นตัวประกันกันได้ตลอดไปนะครับ เพราะคำว่า Green คำนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนสถานะจาก “ไอเดียทางการตลาด” ไปเป็น “ภาคบังคับทางการผลิต” ที่ทุกสินค้าและบริการจะต้องมีไว้เป็นพื้นฐานกันแล้วในอนาคต

BizWeek กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม ได้กล่าวว่า ภาวะเลวร้ายของประเทศอาจทำให้อัตราว่างงานมีโอกาสเสี่ยงทะลุ 1.5 ล้านคนในปีที่ผ่านมาคนว่างงานเหล่านี้จะมีช่องทางการดำรงชีพต่อไปยังไง แล้วไหนจะผู้ประกอบการรายย่อยอีกล่ะ ในภาวะฝืดเคืองทั้งระบบเช่นนี้พวกเขาจะทำมาหากินและหากำไรจากอะไรได้บ้าง

ถ้าตำราแบรนด์ดิ้งใช้ได้ในทุกสถานการณ์จริง คำว่า “เอกลักษณ์” ก็ยังเป็นหัวใจที่จะสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น และสร้างธุรกิจให้เข้มแข็งได้ ฉะนั้นในปี นี้ การหาหนทางสร้างรายได้ “อย่างมีเอกลักษณ์” ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ

หาเอกลักษณ์จากไหน? คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือจากเรื่องราวรอบตัวเรา จากภูมิปัญญาของครอบครัวหรือชุมชนของเรา เพราะวิถีของแต่ละท้องถิ่นก็น่าจะมีส่วนผสม และเรื่องเล่าให้นำมาเป็นเอกลักษณ์สร้างความไม่ซ้ำใครได้แล้ว อาจจะพูดได้ว่า “เอกลักษณ์พื้นถิ่น” น่ะเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่บ้านเรามีเพียบ หาไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหายไป ก็คือการนำเอกลักษณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการอย่างเต็มสูบ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? สาเหตุอาจสืบเนื่องมาจาก “ความเป็นไทย” นั้นถูกมองว่า “เชย” ในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยหันไปลอกเลียน “เอกลักษณ์จากต่างประเทศ” แทนการพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่ในตัว ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นสินค้ารูปร่างหน้าตาแบบเดียวกันไปหมด ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ ล่องใต้ หรือเดินเล่นอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อตัวสินค้าและบริการไร้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว มันก็ยากที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือกำไรในเชิงพาณิชย์ด้วย

ปัญหาดังกล่าวนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วย “กระบวนการออกแบบ” ซึ่งสามารถเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาไทยเข้ากับสินค้าและบริการได้อย่างสร้างสรรค์ พลิกภาพลักษณ์ของ “ความเป็นไทย” ให้ดูฮิปทันสมัยขึ้น รวมทั้งปรับฟังก์ชั่นของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ “ระหว่าง( )ทาง” ที่นำนำเอกลักษณ์การแต่งกายของพี่น้องชาวอีสาน มาประยุกต์ทำเป็นตุ๊กตาหน้าตาถูกใจวัยรุ่น กลายเป็นสินค้าของที่ระลึกที่ดูน่าสนใจในสายตานักท่องเที่ยว หรือการผสมผสานข้ามวัฒนธรรมของการเสิร์ฟอาหารแบบตะวันตกกับครัวไทยของบ้านเรา ทำให้เกิดอาหารที่เรียกว่า Fusion Food ขึ้น เช่น เมนูข้าวน้ำพริกปลาทูสูตรดั้งเดิม ที่ทาง Greyhound Café ปรับภาพลักษณ์ใหม่ โดยการคลุกชิ้นเนื้อปลาทูเข้าไปอยู่ในน้ำพริกให้เสร็จสรรพ เสิร์ฟพร้อมแกงจืดหนึ่งถ้วย ทำให้รูปแบบของอาหารบ้านๆ จานเดิมดูทันสมัยและเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบนั้น เป็นทางออกของการประกอบธุรกิจแบบง่ายๆ ใช้ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงใดๆ แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี ดูๆ แล้ว น่าจะเหมาะสมที่สุดกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย (และของโลก) ในช่วงนี้


« Back to Result

  • Published Date: 2009-01-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com