Articles

« Back to Result | List

เขาค้อทะเลภู ปรัชญาและธุรกิจการพึ่งพาตัวเอง โดยนายสนธิ์ ชมดี

เรื่อง : ศุภมาศ พะหุโล และนวียา ตังสกุล / 26 กันยายน 2551

khoakho01.jpg

ธรรมชาติและความงามแห่งชีวิต...ที่มาของอาณาจักรธุรกิจเกษตรยั่งยืน

ความเป็นมาขอ "เขาค้อทะเลภู"
ปีนี้ก็เข้าปีที่ 21 ของเราเเล้วครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากความคิด แต่ก่อนผมทำธุรกิจวัสดุก่อสร้างอยู่กรุงเทพฯ แต่ผมบอกตัวเองเสมอว่า วันหนึ่งต้องเลิกทำเเล้วมาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ผมตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อมาอยู่บ้านนอก โชคดีที่รู้จักตัวเองเร็ว เลยเริ่มได้เร็ว คิดอะไรได้ก็ทำเลย ผมต้องทำธุรกิจเพื่อเก็บเงินอยู่สิบกว่าปี พอเก็บได้ก็เริ่มดูที่ทาง และก็คิดว่า ชอบที่นี่ที่สุด

ตรงนี้เป็นที่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยที่ซื้อขายได้ แม้หน้าร้อนก็อากาศเย็นสบาย ปณิธานที่ผมตั้งเอาไว้ คือ เรื่องสิ่งเเวดล้อม เรื่องคุณภาพชีวิต เพราะผมคิดถึงตัวเองเป็นหลัก ต้องมีอาหารดีให้กิน มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้ทำ พื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ก็คือ ภูมิปัญญาไทย เราใช้มันเขับเคลื่อนทุกอย่าง ขอแค่รู้ทรัพยากร รู้นิเวศน์ของเรา เข้าใจโลกเเละเข้าใจตัวเอง จากนั้นก็เจียระไนตัวเองให้เหมาะกับยุคสมัย

กลับมาที่เรื่องคุณภาพชีวิต ทุกสิ่งที่เราไม่กิน ไม่ใช้ เราไม่ทำ เช่น เราไม่กินสารกันบูดเราก็ไม่ใส่ เราไม่วิเคราะห์ลูกค้า เราทำตามใจตามวิถีชีวิตเรา สุดท้ายผมเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่มีจิตวิญญาณ มันก็เหมือนกับงานศิลปะ เราทำตามที่เราเป็น

เวลาเห็นพรรคพวกกินดอกไม้กินผักหญ้ากับเราแล้วเขามีความสุข เราก็มีความสุขด้วย ผมถือว่ามาเเชร์กันตามกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็นเท่านั้นเอง

เมื่อ 21 ปีที่เเล้ว คุณสนธิ์ไม่ได้คิดว่าต้องมีผลิตภัณฑ์หรือบริการมากมายขนาดนี้
ใจตอนเเรกเเค่อยากมีไร่ทำกินทำใช้เป็นของตัวเอง จะได้เลิกทำธุรกิจ เเต่พอดีผมคงเป็นคนอยู่ไม่สุข

มันมีสองประเด็นครับ อย่างเเรกคือเรื่องสุขภาพเเละสิ่งเเวดล้อม เราเองเคยทำงานด้านสังคมมา เห็นว่าเมืองไทยมั่งคั่งด้วยทรัยพากรเเละภูมิปัญญา ทำไมจะต้องไปลำบากหวังพึ่งคนอื่น โดยเฉพาะโลกตะวันตก ผมเลยรู้สึกอยากทำอะไรโชว์ มันเป็นอีโก้ของผมเอง เรื่องอะไรที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามตะวันตก ในเมื่อเราเองก็มีพร้อมหมด มันเป็นเรื่องที่ผมคิดตั้งเเต่ตอนเป็นนักศึกษา เรื่องปรัชญาการพึ่งพาตัวเอง ทั้งที่เป็นนามธรรม (จิตวิญญาณ) และที่เป็นรูปธรรมซึ่งก็คือ ทรัพยากรเเละภูมิปัญญาไทยที่มั่งคั่ง เพราะฉะนั้นทะเลภูเลยทำสารพัดเลย เราสนุกที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ ทำไปไม่รู้จบเเละไม่สนเรื่องสิทธิบัตร ผมคิดว่า ความรู้ในการทำมาหากินเป็นของที่ควรเเบ่งกัน มันเป็นความรู้ของบรรพบุรุษที่สั่งสมมาทั้งนั้น พวกเราแค่นำมาบูรณาการ ฉะนั้น ใครอยากมาดูงานเราเปิดให้ดูหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาไทย

คุณสนธิ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองรึเปล่า
ครับ ผมคือรอยต่อของอดีตเเละอนาคต ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่ได้เห็นเมืองสมัยใหม่ อันนี้เป็นปมที่ทำให้ผมทำงานได้โอเค อย่างโรงงานมีกฎว่าต้องมีเภสัชกรเเผนไทยควบคุมโรงงาน ผมก็ไปสอบใบประกอบโรคศิลป์มา มันไม่ยากสำหรับผมเลย เพราะผมรู้กินรู้ใช้มาก่อน

เเสดงว่าไม่ได้ศึกษามาก่อน พอมาทำตรงนี้ก็กลับไปเรียน
ใช่ครับ สมัยก่อนไม่มีที่เรียนจริงจังเหมือนเดี๋ยวนี้ ใครมีความรู้ไปขึ้นทะเบียนสอบเอา ผมเองเวลาอยากทำไรก็ทำเลยวาดรูป ดูดาว ศึกษาธรรมมะ ชอบเรียนรู้ และกล้าจะทำ ผมคิดว่ามันก็เเค่เรื่องทำมาหากิน ความรู้มีเยอะเเยะขอเเค่เราใส่ใจ การค้นคว้ามันก็ไม่ใช่เรื่องยาก พรรคพวก ครูอาจารย์ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ช่วยเหลือเราได้ เป็นระบบเกื้อกูลกัน

ทำไมเลือกเขาค้อ
สูงที่สุดครับ หน้าร้อนไม่ต้องใช้เเอร์ ภูเขาสวยงาม ชุมชนสายน้ำอุดมสมบูรณ์​ พร้อมจะทำกิจกรรมต่างๆ แม้ว่าดินปากน้ำจะถูกทำลายไปเยอะ แต่ยังถือว่าอุดมสมบูรณ์อยู่ เเละเราก็มีวิธีการจัดการที่ดี เราคิดว่าเราฟื้นฟูได้ เพราะเราโตมากับตรงนี้

ตอนเเรกที่เริ่มปลูกป่าต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะตอนเเรกเห็นเป็นภูเขาหัวโล้นเลย
สองปีเเรกไถดินเผาหญ้าหวังจะปราบหญ้าคาโดยไม่ใช้สารเคมี เเต่ไม่ได้ผลเลยตัดสินใจใช้สารเคมีในปีที่สาม ซึ่งก็ยังไม่ได้ผลอีก ผมตกใจมาก คิดว่า วิถีพื้นบ้านก็ไม่ได้ผล เทคโนโลยีก็ไม่ช่วย ผมเลยทิ้งสิ่งที่เป็นความรู้ และหันมามองความจริงตรงหน้า (สัจธรรม) ผมเข้าไปเดินป่าเห็นว่าในป่าไม่มีหญ้าคาสักต้น เพราะอะไร คำตอบคือเพราะว่าป่ามีร่มเงา ณ ตรงนั้นผมเลยได้เข้าใจในระบบนิเวศน์

จากนั้นมาผมก็ทำงานโดยเอาธรรมชาติเป็นครู เป็นตัวตั้ง ผมได้ตระหนักรู้ว่า เราทั้งหมดคือสิ่งเดียวกัน มีอิทธิผลต่อกัน สามปีนั้นให้อะไรเยอะมาก ชีวิตเปลี่ยนไปเลย คิดใหม่เลย เราเเค่อาศัยเปลือกโลกอยู่ด้วยเวลาอันแสนสั้น และเราตัวเล็กนิดเดียว

ทราบมาว่าต้นไม้ทั้งหมดคุณปลูกเองเลย
90 % ครับ เเล้วก็มีที่เกิดเองบ้าง ตอนเเรกมีอะไรก็ปลูก คละกันไป ทำให้เขียวเร็วที่สุด ปลูกถี่ที่สุด ยังไม่คิดเรื่องผลผลิต ได้ต้นกล้ามาจากกรมป่าไม้บ้าง ปีที่สี่ยังมีหญ้าคา เราปลูกต้นไม้ใหญ่ เเละคลุมดินด้วยกระดุมทอง ให้เเย่งพื้นที่กับหญ้าคา รวมๆ ใช้เวลาประมาณสามปีก็เห็นผล ไม่มีหญ้าคาเลย ต้นไม้ก็เริ่มโต สรุปใช้เวลาแค่หกปีก็เขียวไปหมด

ใช้งบประมาณไปเยอะไหม
ไม่เยอะมาก ประมาณ 2-3 ล้าน รวมค่าที่ด้วยนะ เเรงงานก็หมุนเวียนในชุมชน ซื้อที่ทีละนิด ค่อยๆ ใช้เงิน เเละสร้างรายได้หมุนเวียนไป เพราะตอนเเรกผมไม่คิดว่าจะทำเยอะขนาดนี้ เเต่ก็อยู่ไม่สุขไง ผมค่อยๆ ทำไป เลยไม่รู้ว่าใช้เงินไปเท่าไหร่

khoakho02.jpg

ที่คุณสนธิ์บอกว่าค่อยๆ ขยายพื้นที่ไป อยากทราบว่าเป็นอย่างไรบ้างค่ะ เพราะบางพี้นที่ที่มีนายทุนเข้ามาเเล้วพื้นที่ถูกทำลาย
ถ้าทำในเชิงนิเวศน์ที่กลมกลืมมันก็ไม่มีปัญหา โทษนายทุนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษทั้งสอง ชาวบ้านก็พัง นโยบายรัฐก็มีผล มันเป็นเรื่องของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความละโมบ อย่างเรื่องส่งออกทำให้ชาวบ้านชาวนาปลูกข้าว พอเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเอาข้าวเปลือกไปขายหมด สุดท้ายต้องไปซื้อข้าวสารแพงๆ มากิน อย่างนี้ทำไปเท่าไรก็ไม่พอ เป็นการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไม่รู้จบ เราควรที่จะพึ่งพาตัวเองให้มีกินมีใช้ก่อน มีเหลือค่อยขาย ถ้าจะส่งออก เราก็ต้องเข้าถึงทรัพยากรของเราก่อน เราเองต้องมีความเข้มแข็งก่อน ต้องมีความรู้ก่อน เเล้วค่อยๆ คิดต่อยอดด้วยการแปรรูปทรัพยากรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาศัยภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐาน บูรณาการให้เข้ากับยุคสมัย ทำอย่างนี้มันจะลากจูงให้เกิดความยั่งยืน สรุปก็คือส่งเสริมการพึ่งตัวเอง ลดการใช้จ่ายนั่นเอง

ผมเคยเอาเเตงกวามาขายที่ปากคลองตลาดกับพ่อ ตอนนั้เราปลูกที่ปราจีนฯ ปลูกมากจนต้องขนมาขายกิโลละ 25 สตางค์ ค่ารถก็ไม่คุ้มเเล้ว ไม่ขายก็ไม่ได้ เพราะว่าสินค้าเกษตรมันมีอายุของมัน เหตุการณ์ตอนนั้นเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้ผมคิดถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้า ถ้าเราเอาวัตถุดิบมาทำแตงกวาดองหรือเจลล้างหน้าจากแตงกวา มันอาจจะขายได้ 50 บาทต่อกิโลเลยก็ได้ ส่วนต่างตรงนี้มันไปอยู่กับคนที่มีเครื่องจักร ฉะนั้น ถ้าเราส่งเสริมให้เกษตรกรมีเครื่องจักรเอง รายได้ก็จะไม่ไปไหน เเต่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ส่งเสริมเเนวคิดนี้ ผมว่า ชาวบ้านต้องการสองสิ่งครับ หนึ่งคือแนวคิดการพึ่งตัวเอง เเละสองคือ ความรู้ในการแปรรูปและเครื่องจักร วิถีการพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งที่โลกาภิวัฒน์หวาดกลัวที่สุด

มีวิธีการรักษาให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพอย่างไร
พูดถึงเรื่องคุณภาพ ประการเเรกคือเราใช้วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ (Organic) เป็นธรรมชาติมากที่สุด เลี่ยงการใช้สารเคมีเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้ง ประการที่สองคือในการบวนการผลิต เมื่อเราได้วัตถุดิบที่ดีแล้ว เราต้องดูแลกระบวนการผลิตให้ดีด้วย ชาติตะวันตกทำได้ดีในจุดนี้ แต่เราเองก็ศึกษาพัฒนาไม่หยุดเหมือนกัน อย่างเรื่องการเเเปรรูปเราเริ่มจากครัวก่อน อย่างครัวโบราณเรามีปลาร้า กะทิ น้ำปลา ของหมักดอง

เราจะต้องใช้พื้นฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมก่อน พึ่งเครื่องจักรให้น้อยที่สุด ทำให้เป็นพื้นบ้านมากที่สุด มันเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมมากกว่าด้วย วิถีชาวบ้านกับเครื่องจักรมันมีดีกันคนละแบบ ในบางเรื่องวิถีพื้นบ้านอาจจะดีกว่า แต่เครื่องจักรจะได้เรื่องความสม่ำเสมอแน่นอน เช่น ถ้าให้เลือกกินเสาวรสสดกับสารสกัดจากเสาวรส เราก็คงจะเลือกวิถีธรรมชาติคือ กินลูกสดๆ แต่สารสกัดอาจจะมีผลดีกับคนป่วยที่ต้องการสารอาหารเร่งด่วน เป็นต้น

ประเทศเพื่อนบ้านมีเเนวโน้มด้านนี้อย่างไรบ้าง
กระเเสหลักก็ยังเป็นกระเเสของโลกาภิวัฒน์รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย แต่ในหลายประเทศที่รวยเเล้ว ผู้คนก็กลับมาใช้ชีวิตกับธรรมชาติมากขึ้น

อยากให้เล่ารายละเอียดของเขาค้อเพิ่มอีก
เขาค้อทะเลภูประกอบไปด้วยเรือกสวนไร่นาอินทรีย์ รีสอร์ท สปา โรงงาน ร้านค้า ครัวเพื่อสุขภาพ คือเราทำเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยกเว้นส่วนของนักวิทยาศาสตร์หรือหัวหน้างานบางส่วน ตอนนี้มีคนงานประมาณ 90 คน เราออกเเบบผลิตภัณฑ์เอง ทำบรรจุภัณฑ์เองที่นี่ด้วย เมื่อประมาณสิบปีก่อน เราใช้ฉลากสีน้ำตาล ใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ ก็ไม่ค่อยติดตลาดเท่าไร แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าคนชอบ โชคดีที่เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่หวั่นไหวเปลี่ยนตามตลาด มาถึงตอนนี้แค่คนมองก็รู้เลยว่าสีอย่างนี้คือของทะเลภู ไม่ต้องอ่านก็ได้

ศึกษาเรื่องธรรมะรึเปล่า
ก็มีครับ ช่วงการเมืองรุนเเรง เข้าป่า ติดคุก เป็นเด็กวัดด้วย เเต่ผืนดินที่นี่เเหละครับที่สอนให้รู้จักธรรมะ พอเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็เข้าใจธรรมมะ มันเป็นเรื่องของชีวิต เป็นสัจจะที่เเทรกอยู่ในทุกๆ อย่าง เรื่องดูนก ดูดาว ก็สอนให้เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจธรรมมะได้

ข้อมูลเพิ่มเติม www.khaokhonaturalfarm.com/
รู้จักผลิตภัณฑ์และบริการของเขาค้อทะเลภูเพิ่มเติมได้ที่ Directory

« Back to Result

  • Published Date: 2008-12-01
  • Resource: www.tcdcconnect.com