Creative Knowledge

« Back to Result | List

หอมกลิ่นกาแฟที่บ้านแม่กำปอง

แม่กำปอง1.jpg

หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า "แม่กำปอง" ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าชั้นดี เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1300 เมตร มีอากาศเย็นฉ่ำตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่นี่ใช้วิถีการปลูกกาแฟแบบธรรมชาติและปลอดสารพิษ ทำให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพล้ำเลิศทั้งในด้านรสชาติและความหอมหวล ไม่แพ้เมล็ดกาแฟจากแหล่งใดในโลก นอกจากนี้ "บ้านแม่กำปอง" ยังเป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนที่มีการจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เคยได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในปี พ.ศ. 2550 ชาวหมู่บ้านแม่กำปองเริ่มต้นปลูกกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการปลูกต้นชาเมี่ยงมานานกว่า 20 กว่าปีแล้ว โดยความช่วยเหลือจากโครงการหลวงฯ ศูนย์ตีนตกที่ได้เข้าริเริ่มแนะนำพันธุ์พืชต่างๆ อันเหมาะสมกับพื้นที่ ให้ชาวบ้านได้ทดลองปลูกกันเป็นการส่งเสริมอาชีพ

ทุกวันนี้ บ้านกำปองสามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้มากกว่า 5 ตันต่อปี ภายใต้การทำงานของ ‘กลุ่มแปรรูปอาราบีก้าแม่กำปอง' ถือเป็นชุมชนพึ่งพาตนเองที่สร้างผลผลิตกาแฟแบบปลูกเอง คั่วเอง ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและจัดจำหน่ายเองโดยสมาชิกในชุมชน "บ้านแม่กำปองของเรานั้น สามารถสร้างผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพดีได้เพราะมีระดับความสูงและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟชั้นเยี่ยม ชาวบ้านใช้วิถีการเกษตรแบบธรรมชาติ ปราศจากการใช้สารเคมี" คุณพรมมินทร์ ประธานกลุ่มแปรรูปกาแฟอาราบิก้า บ้านแม่กำปอง วัย 56 ปี กล่าว

หมู่บ้านแม่กำปองทุกวันนี้ มีสมาชิกทั้งหมดราว 133 ครัวเรือน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งนั้นปลูกกาแฟในพื้นที่ของตน โดยมีการรวมกลุ่มกันทำงานอย่างสามัคคี การปลูกกาแฟของที่นี่ มักเป็นรูปแบบของการปลูกพืชแบบผสมผสาน ภายใต้ร่มเงาของต้นชาเมี่ยงที่ปลูกกันมาแต่ดั้งเดิม โดยฤดูการเก็บเกี่ยวกาแฟจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงธันวาคมของทุกปี พรมมินทร์เล่าว่า หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วนั้น สมาชิกกลุ่มจะนำเมล็ดกาแฟมาแปรรูปในโรงคั่วกาแฟที่สร้างขึ้นโดยงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบล โดยทางสมาชิกจะมีการรวมกลุ่มกันซื้อขายโดยหลังจากหักต้นทุนกาแฟ ค่าเชื้อเพลิงในการคั่ว ค่าถุงกาแฟ ฯลฯ ออกแล้ว ก็จะปันกำไรส่วนหนึ่งมาเป็นทุนดำเนินงานของกลุ่ม ก่อนที่จะจัดสรรรายได้สุทธิที่เหลือไปตามกำลังการผลิตของแต่ละครัวเรือนเป็นลำดับสุดท้าย


แม่กำปอง2.jpg

"กาแฟที่เราปลูกเป็นกาแฟอาราบีก้าคุณภาพดี มีความหอมและรสชาติที่กลมกล่อม โดยทั่วไปนั้นจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งแรกภายหลังจากการปลูกราวสามปี โดยต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตได้ปีละเกือบ 2 กิโลกรัม"

ขั้นตอนการผลิตกาแฟนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน และต้องการความพิถิพิถันเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีที่สุด พรมมินทร์ได้ถ่ายทอดเกร็ดความรู้จากประสบการณ์อันยาวนานของเขาว่า เราควรจะเก็บเกี่ยวเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกจัดสีแดงเต็มที่เท่านั้น จึงจะได้กาแฟที่รสชาติดี โดยเมื่อเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟมาแล้ว ก็ควรกระเทาะเปลือกออกด้วยเครื่องภายในวันรุ่งขึ้นเลย เพื่อไม่ให้เปลือกเน่าเสีย อันจะมีผลต่อรสชาติและความสวยงามของเปลือกชั้นในหรือที่เรียกว่า ‘กะลากาแฟ\' ด้วย จากนั้นก็ให้แช่น้ำทิ้งไว้สองคืน เพื่อให้ล้างเมือกออกได้ง่าย โดยต้องล้างให้เหลือแต่กะลากาแฟ แล้วจึงนำไปตากแดดเป็นขั้นตอนต่อไป ในการตากแดดนั้น ก็ต้องอาศัยความระมัดระวังอีกเช่นกัน เราไม่ควรตากกาแฟกับดินหรือคอกสัตว์ เนื่องจากเมล็ดกาแฟจะมีคุณสมบัติความไวในการดูดกลิ่น เมื่อนำกะลากาแฟมาตากแดดจนแห้งสนิท ราว 5-6 แดด ก็ให้นำไปเก็บไว้ในกระสอบ ซึ่งควรทิ้งระยะเวลาเก็บไว้อย่างน้อย 5 เดือนก่อนที่จะนำมาคั่ว แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 2 ปี เพราะจะทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟด้อยลง

พรมมินทร์อธิบายว่า การคั่วเมล็ดกาแฟนั้นต้องควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ใช้ความร้อนประมาณ 120 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปอาจแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามรสนิยมการดื่มกาแฟของผู้บริโภคปัจจุบัน เช่น การคั่วเมล็ดกาแฟแบบอ่อนให้ใช้เวลานาน 40 นาที การคั่วแบบปานกลาง ให้ใช้เวลานาน 45 นาที และการคั่วแบบเข้มข้น ให้ใช้เวลานาน 50 นาที เป็นต้น หลังจากคั่วเสร็จแล้ว ก็ให้นำมาร่อนคัดเมล็ดที่แตกหักออกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะนำไปบรรจุหีบห่อ หรือถุงที่ป้องกันอากาศและความชื้น เพื่อรักษาคุณภาพ และกลิ่นหอมของกาแฟไว้ให้ยาวนานที่สุด ก่อนที่จะนำออกจำหน่ายถึงมือคอกาแฟทั้งหลาย

ก่อนหน้านี้ พรมมินทร์เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านแม่กำปองมานานกว่า 12 ปี และถือเป็นแกนนำสำคัญในการส่งผลิตภัณฑ์กาแฟเข้าในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของประเทศ จนได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับสองดาวที่ขึ้นชื่อนับตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งนั่นเอง ทำให้คนรู้จักกาแฟแม่กำปองกันมากขึ้น และเมื่อคนเริ่มเชื่อมั่นในด้านมาตรฐาน ก็ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นตามลำดับ

บ้านแม่กำปองเอง ยังเป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลในฐานะหมู่บ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็ทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชนในเวลาต่อมา

"หมู่บ้านของเรานั้น ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ด้วยมีปัจจัยของความหลากหลายที่ครบครัน ทั้งในแง่วิถีชีวิตของชุมชน และธรรมชาติที่งดงาม โดยสมาชิกหมู่บ้านกว่า 10 หลังคาเรือนได้ร่วมกันทำโครงการโฮมเสตย์ ที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้รับความนิยมมากทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ"

พรมมินทร์ให้รายละเอียดว่า ทางกลุ่มสามารถขายผลผลิตให้กับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมายังหมู่บ้านแม่กำปองราวร้อยละสามสิบ จากปริมาณการผลิตทั้งหมดในปัจจุบัน โดยส่วนเหลือนั้น ก็จะส่งขายตามการสั่งซื้อของลูกค้า ทั้งที่เป็นร้านกาแฟ และผู้ที่นำไปจำหน่ายแบบปลีกจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ

หากใครผ่านมายังบ้านแม่กำปองในช่วงที่มีการคั่วเมล็ดกาแฟแล้วนั้น จะต้องได้กลิ่นหอมของกาแฟที่อบอวลไปไกลทั่วทั้งหุบเขา

"บ่อยครั้งที่มีคนตามกลิ่นหอมของกาแฟมา เพื่อถามซื้อกันถึงโรงคั่วกาแฟประจำหมู่บ้าน รวมทั้งคอกาแฟหลายคนที่ติดใจในรสชาติและกลิ่นหอมก็มักจะแวะเวียนกลับมาเยี่ยมเสมอ" พรมมินทร์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับกรอกเมล็ดกาแฟที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ บรรจุใส่ถุง พร้อมติดฉลากบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบไว้อย่างเรียบง่าย

ctentre_kumpong_r03.jpg

ทุกวันนี้ เมล็ดกาแฟอาราบิก้าปลอดสารพิษจากบ้านแม่กำปอง บรรจุขายที่ 250 กรัม ราคา 80 บาท หรือถุงละ 500 กรัม ราคา150 บาท ได้กลายเป็นของฝากจากเชียงใหม่ที่ใคร ๆต่างก็ถามหาไปแล้ว ต้องปรบมือให้กับชุมชนสร้างสรรค์แห่งนี้และสมาชิกทุกคนที่ร่วมกันผลักดันด้วย ...ขอให้ขายดีเทน้ำเทท่าตลอดไป 

Aromatic Arabica from Mae Kampong community

ctentre_kumpong_r02.jpg

Mae Kampong is a small village in the remote valley of Chiang mai, located at over 1300 meters above the sea level where is suitable for growing good Arabica coffee that can compete to imported coffee bean in term of quality.

Over half of entire 133 households in Mae Kampong village involve into coffee industry which organized to be independent and self-sufficient. The villagers control all processes of coffee production from growing, roasting, packaging, to distributing their products to the coffee lovers in Chiang mai as well as other cities under the name of Arabica Mae Kampong group.

"We have grown the coffee for more than 20 year from the support of the Royal development project in this area" Prommin 56 year old man, the head of Arabica Mae Kampong group said.

Prommin, who has been the village head man for 12 years, has played the key role in this success story of the community business. He presented the coffee bean from the village to OTOP selection process. The Arabica of from Mae Kampong is recognized as 2 stars OTOP product since then which introduce this local coffee wider into the market enhancing the sales volume dramatically.

The story of Arabica from Mae Kampong is an excellent example of the corporative community work. The individual households grow coffee, collect their produce, process and selling it under the single brand. Moreover, they contribute to the group\'s expense and share the profit. The community working hard and support itself by getting assistance from the local government unit for necessary equipment and knowledge.

Mae Kampong village also recognized as one of successful local community in eco-tourism management competition last year.

« Back to Result

  • Published Date: 2008-11-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง