Articles

« Back to Result | List

จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่สังคมสร้างสรรค์: Neighborhood-based Creative Economy

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

case_ce.jpg
Case Studio ทำงานร่วมกับคนในชุมชน

นโยบายสร้างความมั่งคั่งกับความแตกแยกในสังคม

เป็นที่รู้กันว่า โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางระบบเศรษฐกิจ จากสังคมอุตสาหกรรมสู่สังคมแห่งข้อมูล องค์ความรูู้ และความสร้างสรรค์ เมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลกต่างเร่งพัฒนา ติดจรวดนโยบาย สร้างงานและสร้างรายได้กันอุตลุด จากภาวะความเปลี่ยนแปลงนี้ นักนโยบายประกาศปาวๆ บอกประชาชนว่า หลักการง่ายๆ คือ คุณต้องแข่งขันใช้ความแตกต่างพัฒนาตนสู่โอกาสแห่งความร่ำรวย เพราะนี่เป็นการลงทุนด้วยมันสมองล้วนๆ ฟังดูไม่ใช่จุดหมายที่ไกลเกินฝัน แต่ในความเป็นจริง มันจะมีคนสักกี่กลุ่มกันที่สามารถเข้าถึงซึ่งโอกาสอันนั้นและลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า(และเป็นธรรม) เพราะไม่ใช่ทุกคนในทุกสังคมที่สามารถเข้าถึง "ข้อมูล" หรือ "องค์ความรู้" ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ (บางข้อมูลมีค่าเป็นทอง เมื่อมันยังร้อนเท่านั้น) ฉะนั้น ถ้าจะว่ากันตามทฤษฏี โอกาสทองมีอยสำหรับทุกคนที่ขวนขวายจริง แต่นั่นหมายความว่า สังคมหรือชุมชนนั้น ต้องดำรงอยู่ในบริบทของความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยพื้นฐานเสียก่อน ...ใช่หรือไม่

เมื่อหันมามองดูความเป็นจริงของโลก ปัจจุบันนี้ มีชุมชนและชาวเมืองจำนวนไม่น้อยที่กำลังตกเป็นเหยื่อของความไม่เท่าเทียมในหลายระดับและรูปแบบ อันเป็นเหตุนำมาซึ่งปัญหาความแปลกแยก ไม่สามัคคีปรองดองไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กระทั่งถึงความไม่ร่วมมือร่วมใจกันในชุมชน นี่เป็นประเด็นที่ยิ่งวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะในประเทศที่พัฒนาสุดๆแล้วอย่างในยุโรปหรืออเมริกา หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างบ้านเราก็ตามที

คำถามคือ ถ้าเรายังยืนกรานจะพัฒนาชาติบนแนวคิดของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ต่อไป เราควรมีนโยบายหรือทางออกอย่างไรให้กับสมาชิกสังคมผู้ "เข้าไม่ถึงซึ่งโอกาส" เหล่านี้บ้าง รัฐจะพัฒนาวิถีชุมชนอย่างไร ให้ความแตกต่างและความสร้างสรรค์สามารถดำรงอยู่ได้แบบพอดีๆ ไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง หรือทำให้บางชุมชนตกต่ำจนเกินกว่าเหตุ ก่อนที่แนวคิดดีๆจะกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม (และการเมือง) ในวันหน้านักนโยบายส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการจ้างงาน คือหนทางขจัดปัญหาความยากจนในแต่ละภูมิภาค ทุกวันนี้ "เศรษฐกิจบนพื้นฐานความสร้างสรรค์" กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมด้วยความเชื่อทางทฤษฎีที่ว่า การดึงกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์เข้าสู่ภูมิภาคนั้น จะสามารถสร้างงานใหม่ๆ สร้างรายได้จากการเก็บภาษีใหม่ๆ และสร้างความเจริญลงไปสู่ระดับรากหญ้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับกลายเป็นว่า "ความเจริญ" ดังกล่าวนั้นได้นำพา "ความไม่เท่าเทียม" และ "ความแปลกแยก" มาสู่สังคมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ปัญหามันเกิดจากอะไร? เป็นไปได้มั้ยว่านโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยรวมนั้น มันมีจุดบกพร่องบางประการที่อาจไม่ตอบโจทย์ของทุกสังคมก็ได้ ประการที่หนึ่งคือ การที่นักคิดหลายท่านตีความนัยสำคัญของ "วัฒนธรรม" และ "ความสร้างสรรค์" เป็นเรื่องที่เริ่มต้นจากภูมิปัญญาในระดับปัจเจกชน ทำให้เมื่อดำเนินนโยบายจริง อาจละเลยประเด็นด้านความสัมพันธ์ไป และประการที่สองคือ การที่หลายๆเมืองหลายๆประเทศตัดสินใจปรับ - เปลี่ยน - แปร วิถีของชุมชนเดิมอย่างไม่รอบคอบนัก พูดง่ายๆคือยอมสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายในบางชุมชน อาทิ การเวนคืน ไล่ที่เพื่อจัดผังเมืองใหม่ โดยอ้างว่าต้องเป็นไปเพื่อความอยู่รอด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่ภาครัฐภูมิใจเสนอ แต่กลับไม่มีมาตรการรองรับที่สร้างสรรค์และเท่าเทียมกัน สำหรับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ

case_ce01.jpg
ภาพชุมชนเมื่อก่อน ภาพการพัฒนาร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและทีมงาน Case Studio

นิเวศน์ของชุมชนสร้างสรรค์ยกระดับความเท่าเทียม

หนึ่งทศวรรษผ่านไปกับการเติบโตขึ้นของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในทั่วโลก หลายท้องถิ่นคงเริ่มรับรู้ได้แล้วถึงข้อดีข้อเสียที่กำลังเกิดขึ้นบนความเปลี่ยนแปลงอันนี้นั่นเองคือที่มาว่าทำไมในวันนี้ เราจึงเริ่มได้ยินได้ฟังถึงแนวคิดใหม่ของการพัฒนาที่จะขอเรียกเป็นภาษาไทย ณ ตรงนี้ก่อนว่า "เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับชุมชน" (หรือ Neighborhood-based creative economy) อันเป็นหนทางการพัฒนาที่อาจนำไปสู่การเกิดขึ้นของชุมชนสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ได้ในหลากหลายระดับ

แนวคิดนี้ได้แตกหน่อและตั้งโจทย์เพิ่มให้กับแนวคิดของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์เดิมนั่นเอง โดยเน้นว่า การพัฒนาสังคมสร้างสรรค์ให้ยั่งยืนนั้นจำต้องมีกลไกบางอย่างที่ทำให้ชาวประชา สามารถเข้าถึงความโอกาสกันอย่างถ้วนทั่ว นำมาซึ่งสังคมที่แน่นแฟ้นเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน

แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับชุมชุน จะสามารถสร้างโอกาสที่เท่าเทียมขึ้น โดยไม่ก่อปัญหาความแบ่งแยกในสังคมได้อย่างไร? หัวใจอยู่ที่การเชื่อมโยงแนวคิดของ 1.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2.การสร้างเครือข่ายสังคมและ 3.กลุ่มทางวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน โดยหวังว่าองค์ประกอบทั้งสามนี้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันชุมชน หรือกลุ่มคนที่โอกาสน้อย(กว่า) ให้มีศักยภาพในการสร้างสรรค์สังคมเล็กๆแต่มีคุณภาพของตนเองขึ้นได้ รวมทั้งสามารถดำรงความสร้างสรรค์นั้นไว้ได้ไปเรื่อยๆด้วย

ถ้านโยบายการผสานสามแนวคิดนี้ในระดับชุมชน เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมจริง จะส่งผลให้องค์กรระดับชุมชนเริ่มก้าวข้ามแนวคิดการพัฒนาแบบไม่หวังผลกำไร และหันมาทำความเข้าใจต่อคุณค่าและทรัพย์สินในชุมชนมากขึ้น พูดง่ายๆ คือ "หันมามองในสิ่งที่มี และคิดว่าจะขายมันอย่างไร ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่ขาด และคิดว่าจะไปขอ
บริจาคจากใครดี"
นั่นแหละ

กลุ่มทางวัฒนธรรมก็เช่นกัน จากที่เคยทำงานแยกกันเป็นอิสระ ก็จะเชื่อมโยงเข้าหากันเป็น "เครือข่ายการทำงาน"มากขึ้น เริ่มให้ความสำคัญกับความร่วมมือ เน้นความก้าวหน้าของก๊วนใหญ่ มากกว่าความก้าวหน้าของกลุ่มตนเองยกตัวอย่างเช่น โรงละคร ค่ายเพลง ค่ายหนัง หรือสำนักพิมพ์เล็กๆ คงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่า ในภาวะการณ์ปัจจุบันกลุ่มนักทำงานด้านวัฒนธรรมเล็กๆเหล่านี้ จะยืนหยัดอยู่ได้ก็ด้วยพลังและอำนาจต่อรองแบบ "ก๊วนใหญ่" เท่านั้น

กลยุทธ์การพัฒนาสังคมสร้างสรรค์ให้บรรลุเป้าหมายจะต้องเน้นในสองจุดหลักคือ ตัวบุคคลและสถานที่ โดยเริ่มที่ตัวบุคคลก่อน สมาชิกต้องมีความเข้าใจ ตั้งใจ และมั่นใจ จากนั้นก็พัฒนาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างชุมชน และระหว่างกลุ่มธุรกิจ ตลอดไปทั่วทั้งเมืองและทั้งภูมิภาค โดยปล่อยให้ความแข็งแรงของวิถีชุมชนเดิมเป็นกลไกที่เชื่อมต่อสมาชิกทุกหน่วยเข้ากับระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขบวนการนี้จะให้กำเนิดวัฒนธรรมสังคมใหม่ที่เอื้อต่อการคงอยู่ของสังคมสร้างสรรค์ในอนาคตได้

ที่ผ่านมา มุมมองต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฝ่ายนโยบายอาจยังเข้าไม่ถึงธรรมชาติของ "ความสร้างสรรค์" ที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับองค์กรหรือกลุ่มสังคม ความสร้างสรรค์จะโตหรือจะตาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอเดียเลิศไม่เลิศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสังคมหรือนิเวศน์ในตัวมันเองด้วย ซึ่งโดยมากแล้วโครงสร้างดังกล่าวจำต้องพัฒนาขึ้นจากรากหญ้า บนพื้นฐานความสมัครใจ สมานสามัคคีกันเองในกลุ่ม ที่แน่ๆความร่วมมือชนิดนี้ไม่สามารถเกิดประสิทธิภาพจริงได้ หากมันเป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่รัฐบอกว่า "พวกคุณต้องปฏิบัติตามนี้" ...นั่นไม่เวิร์คแน่

(ติดตามตอนหน้า)

« Back to Result

  • Published Date: 2008-08-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com