Creative Knowledge

« Back to Result | List

จีนรู้ทัน ลอกฝรั่งทั้งดุ้นไม่เวิร์ค : เน้นพัฒนา “ความคิดสร้างสรรค์แบบกลุ่ม” (Collective Creativity) ประยุกต์เป็นยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจชาติ

collective-creativity_china.jpg

ถ้าต้องจับคู่ของสองสิ่งจากสามสิ่งต่อไปนี้ คุณจะจับคู่อะไรกับอะไร 1.ไก่ 2.วัว 3. หญ้า

บางท่านอาจจับคู่วัวไว้กับหญ้าด้วยเหตุผลที่ว่า ก็ "วัวกินหญ้า" ไง ในขณะที่บางท่านก็จับคู่ไก่กับวัว เพราะ "ไก่กับวัวเป็นสัตว์เหมือนกัน" (แต่หญ้าเป็นพืช) คำถามนี้ไม่มีผิดหรือถูกทั้งสิ้น เพราะมันเป็นไปตามระบบความคิดที่ไม่เหมือนกันของกลุ่มวัฒนธรรมที่ต่างกันนั่นเอง ซึ่ง Richard E. Nisbett (2003) ได้เคยทำวิจัยและตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ The Geography of Thought โดย Nisbett พบว่า คนตะวันตก (อันหมายเฉพาะถึง คนยุโรปตะวันตกและอเมริกาที่เป็นชนผิวขาว) มีแนวโน้มที่จะจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ ไว้ด้วยกันตาม "ประเภท" (Class) ของสิ่งนั้นๆ เมื่อคนอเมริกันต้องตอบคำถามดังกล่าว จึงจัดไก่ไว้พวกเดียวกับวัว (เพราะทั้งไก่และวัวเป็นสัตว์) ขณะที่คนเอเชีย(ซึ่งหมายถึง เอเชียตะวันออก อันได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นหลัก) มีแนวโน้มที่จะจัดกลุ่มสิ่งต่างๆตามความสัมพันธ์ (Relationship) ของสิ่งนั้นๆ ผลการตอบแบบสอบถามจึงปรากฏออกมาว่า คนจีนจัดวัวเข้ากับหญ้า
(เพราะวัวกินหญ้า)

งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายนโยบายด้าน Creative Economy ของจีนได้ ซึ่ง ดร. เดสมอนด์ ฮุย (Dr. Desmond Hui) จาก Departmen of Cultural & Religious Studies, Chinese University of Hong Kong ได้บรรยายไว้ในงานสัมมนา Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ ว่า เมื่อกล่าวถึง Creative Economy และอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรมของประเทศจีนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญนั้น ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์ในระดับปัจเจก (Individual Creativity) เหมือนกับในประเทศอังกฤษ (ซึ่งเป็นผู้นำความคิดด้าน Creative Economy)แต่จีนกลับเน้นถึงความคิดสร้างสรรค์แบบกลุ่ม (Collective Creativity) ซึ่งก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ของประเทศทั้งประเทศนั่นเอง

แนวคิดต่อคำว่า "ความคิดสร้างสรรค์" ของอังกฤษ (และชาติตะวันตก) กับของจีน (และชาติตะวันออก) ต่างกันตรงที่โลกตะวันตกมักให้คุณค่ากับอิสรภาพและการแสดงออกทางความคิดของปัจเจกชน (เห็นได้จากปรัชญายุคกรีกเรื่อยมาจนถึง Existentialism ของ Jean-Paul Sartre) ขณะที่โลกตะวันออก (ซึ่งมีพื้นฐานสังคมแบบเกษตรกรรมมักให้คุณค่ากับความสามัคคีและการพึ่งพาอาศัย เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ)

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองและสังคมของประเทศจีนแล้ว ก็น่าจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดจีนจึงดำเนินนโยบายด้าน Creative Economy ของตน ในลักษณะที่แตกต่างจากของอังกฤษผู้เป็นต้นฉบับอยู่ไม่น้อย รัฐบาลจีนเลือกที่จะกำหนดความเชื่อพื้นฐานขึ้นใหม่ว่า คนทุกคนสามารถสร้างสรรค์ได้ (อังกฤษ: คนทุกคนมีความสร้างสรรค์) ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นต้องการตลาด (อังกฤษ: ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสระภาพ)และตลาดต้องการความเป็นอิสระ (อังกฤษ: อิสระภาพต้องการตลาด) ที่สำคัญรัฐบาลจีนมีนโยบายที่เน้นหนักกับผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม(Social Benefits) ดังนั้น แนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงวัฒนธรรมจีนจึงเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับมหภาคซึ่งนอกจากรัฐจะปรับปรุงองค์กรทางด้านวัฒนธรรมของรัฐที่มีอยู่ให้ทันสมัย และมีการจัดการทางธุรกิจที่ดีขึ้นแล้ว รัฐยังพยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์จากต่างชาติอีกด้วย

เริ่มต้นที่การกำหนดนโยบายระดับชาติให้ Creative Economy เป็นยุทธศาสตร์หลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในแต่ละภูมิภาค อาทิ ในฮ่องกง ภาครัฐเริ่มใช้นโยบาย Creative Economy ตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี ค.ศ. 1998 โดยเน้นถึงความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมแต่ละประเภท และระหว่างภูมิภาคที่มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในตลาดโลกให้สูงขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ กรณีของบริษัทInnoVech ในฮ่องกงที่รู้ตัวดีว่าฮ่องกงเองไม่มีศักยภาพในการผลิตขั้นสูง แต่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การพาณิชย์และมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริษัทจึงติดต่อดึงตัวนักออกแบบชาวอิตาเลียน Giorgetto Giugiaro ให้มาออกแบบรถเล็ก (Micro Car) ภายใต้แบรนด์ MYCAR ของฮ่องกงเป็นการหยิบยืมความรู้ความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์จากภูมิภาคยุโรปมาผสานกับจุดแข็งด้านการพาณิชย์ของตน
โดยใช้จีนแผ่นดินใหญ่เป็นฐานการผลิตด้วยแนวคิดดังกล่าว เกาะฮ่องกงสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มูลค่ามหาศาลขึ้นได้ ด้วยมันสมองและการจัดการไม่จำเป็นต้องลงทุนทำทุกอย่างเองตลอดทั้งกระบวนการ นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจได้อย่างหลักแหลม ต้องปรบมือให้กับนโยบายที่แยบยลของชาติจีน (ที่เน้นว่าจะโตก็โตด้วยกัน ไม่จำเป็นก็อย่าเสียเวลาไปแข่งขันกันเองในกลุ่มย่อย) บวกกับพลังของอำนาจรัฐ ที่สามารถสานต่อนโยบายต่างๆลงสู่ภาคปฏิบัติได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าเส้นทางของ Creative Economy ในเมืองจีน เป็นคนละเส้นทางกับของอังกฤษและชาติตะวันตกแต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถนนสู่บัลลังก์เศรษฐกิจโลกของพญามังกรในวินาทีนี้ ...ช่างสดใสเหลือเกิน


« Back to Result

  • Published Date: 2008-08-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี