Articles

« Back to Result | List

รักโลกให้ถูกทางกับ CRADLE TO CRADLE ถึงเวลาของผลิตภัณฑ์ “สีเขียวเข้ม” เสียที

cradle_logo.jpg

พออ้าปากจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม ในใจหลายคนคงพึมพำว่า "เรื่องเดิมๆอีกแล้ว" (ก็นี่ฉันกำลังใช้กระเป๋าผ้าซื้อผลิตภัณฑ์รีไซเคิล สนับสนุนกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ยัง "Eco-Chic" ไม่พออีกหรือ) แต่สถาปนิก William McDonaugh และนักเคมี Michael Braungart ผู้ก่อตั้ง Cradle to Cradle Design และ Cradle to Cradle Certification กำลังพยายามบอกคนทั้งโลกว่า "เรากำลังทำร้ายโลกมากขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ" ( เป็นไปได้อย่างไร! ) ยังมีความเข้าใจผิดมหันต์เกี่ยวกับการ 'เป็นมิตร' ต่อสิ่งแวดล้อมที่พวกเรา (โดยเฉพาะนักออกแบบและผู้ผลิตทั้งหลาย) เป็นส่วนหนึ่งของต้นตอปัญหาถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องนี้โดยด่วน ทั้งสองกล่าวว่า "สำหรับเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ถ้าคุณยังทำดีไม่พอ นั่นแปลว่าไม่ดี" (Less Bad is No Good! )

McDonaugh และ Braungart อธิบายไว้ในตอนหนึ่งของหนังสือ Cradle to Cradle : Remaking the way we make things (North Point Press, 2002) ว่าความเข้าใจผิดสำคัญที่กลายเป็นแนวคิดหลักของนักอนุรักษ์แบบหยิบโหย่งอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คือ การท่องอาขยาน 3Rs (Reduce,Reuse และ Recycle) โดยเฉพาะการ Recycle ที่จริงๆ อาจต้องเรียกว่า Downcycle เพราะวัสดุที่ผลิตออกมานั้นไม่ได้ถูกวางแผนไว้ ให้มีวงจรชีวิตแบบรีไซเคิลตั้งแต่แรก สิ่งที่ได้ คือ วัสดุที่ยิ่งใช้ซ้ำยิ่งคุณภาพต่ำ ยิ่งรีไซเคิล ยิ่งปนเปื้อนและเป็นพิษ กลายเป็นสินค้าที่หน้าตาอัปลักษณ์แถมสิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่ายยิ่งกว่าการผลิตจากวัสดุใหม่

ตอนนี้มีบวกอีกหนึ่ง R มหาโหด (Regulate) คือ การตั้งมาตรการกีดกันต่างๆ ด้วยข้ออ้างด้านสิ่งแวดล้อม แต่ R นี้มักสวนทางกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และรังแต่จะทำให้สินค้าที่ผลิตนั้นตอบสนองการใช้งานได้ไม่เต็มที่ (หมายความว่า ถ้าคุณจะรักโลกคุณต้องเสียสละความสะดวกบางอย่าง) ซึ่งใน
แนวคิดของ Cradle to Cradle นั้นบอกว่า "ความเสียสละนั้นไม่จำเป็นเลย " เพียงแต่สิ่งที่ต้องทำกันแต่ต้นก็คือ " วิธีคิดแบบรอบด้านและครบวงจร "

Cradle to Cradle หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า C2C เป็นแนวคิดที่ต่อต้านระบบการผลิตแบบ Cradle to Grave อันก่อตัวขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมุ่งผลิตโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นพลังงานและสารเคมีอย่างเกรี้ยวกราดเพื่อให้ได้สินค้าที่มีเพียงวงจรชีวิตเดียว และถูกทิ้งได้แทบจะทันทีที่ถึงมือผู้บริโภค จุดจบของผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ คือ การเป็นขยะไร้อนาคต ซึ่งนับวันจะกินพื้นที่โลกมากขึ้นจนเกินจะจัดการนำไปสู่มลภาวะที่เลวร้ายไม่มีสิ้นสุด

แนวคิด C2C นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1991 เมื่อนักสิ่งแวดล้อมทั้งสอง (McDonaugh และ Braungart) ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีคิดเชิงกระบวนการ (ไม่ใช่เชิงผลผลิต) ที่ตามติดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นก่อนการผลิตไปจนถึงหลังการใช้งาน โดยยึด
หลักของธรรมชาติเป็นแม่แบบ "ธรรมชาติ" ที่ซึ่งระบบวงจรชีวิตทั้งหมดสอดประสานกันอยู่อย่างซับซ้อนเหลือเชื่อแต่กลับไม่เคยสร้างขยะไร้ค่ากลับคืนสู่โลกเลย จุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่งจะให้กำเนิดอีกสิ่งหนึ่งเสมอไป ซึ่งแนวคิดนี้ไม่เพียงนำไปสู่การผลิตวัสดุจากธรรมชาติ (ที่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้อย่างหมดจดและปลอดภัยแล้ว) ยังรวมไปถึงวัสดุสังเคราะห์ที่มักเป็นจำเลยที่หนึ่งของนักสิ่งแวดล้อมอย่าง "โพลิเมอร์" ที่แม้จะไม่ย่อยสลายในธรรมชาติ แต่ก็สามารถนำกลับมาใช้เป็น "อาหาร" หรือวัตถุดิบที่สะอาดบริสุทธิ์ (นำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สภาพใหม่เอี่ยมได้) นอกจากนั้นแล้ว C2C ยังเชิดชูความหลากหลายของธรรมชาติและมนุษย์ เน้นการสำรวจแนวทางแก้ปัญหาแบบยั่งยืนที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์หรือความพิเศษในแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วย

cradle_1.jpg

ความเคร่งครัดและเอาจริงเอาจังเหล่านี้ ไม่เพียงนำไปสู่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก(ชนิดรอบคอบ)แล้ว C2C ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ถึงพร้อมด้วยความงามทางกายภาพ และประสิทธิภาพอีกด้วย พูดง่ายๆ คือ ทั้งฉลาดทั้งสวย ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก C2C แล้วมีทั้งที่เป็นวัสดุเดี่ยวๆ เช่น วัสดุกรุผนังอาคาร, ผ้าบุโพลีเอสเตอร์ที่ปราศจากโลหะหนักไป จนถึงสินค้าประกอบ (จากวัสดุหลายชนิด) เช่น เก้าอี้ สำนักงาน พรมปูพื้น แว็กซ์สำหรับกระดานโต้คลื่นไปรษณียภัณฑ์ ไปจนถึงผ้าอ้อมเด็ก ผู้บริโภคที่เห็น สัญลักษณ์ C2C ก็จะวางใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้น จะใช้งาน ได้อย่างปลอดภัย และมีวงจรชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ไปตลอดกาลแถมยังไม่ต้องลดทอนความสุข สบายในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆอีกด้วย

cradle_2.jpg

ดูไปดูมา แนวคิด C2C นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย กลับจะเข้าใจได้ง่ายด้วยค่านิยมและความเชื่อที่คนไทยเรามีกันอยู่แล้วทั้งนั้น ทั้งแนวคิดทางพุทธศาสนาหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไร ก็ตาม C2C นี้ ต่างจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้มองว่ามนุษย์เป็นผู้ถือครองสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ ขัดขวางการพัฒนาทางวัตถุของมนุษยชาติ แต่มองทั้งสองสิ่งเป็นระบบที่พึ่งพาอาศัยกัน สามารถหยิบยืมปัจจัยการผลิต ถ่ายเทภูมิปัญญา สู่กันและกันได้อย่างยั่งยืน ดังคำอุทิศในหนังสือ Cradle to Cradle ฯ ที่กล่าวว่า "แด่ครอบครัวของเรา และผลิตผลของทุกเผ่าพันธุ์ ตราบชั่วนิรันดร์"

Note 1:
C2C มาถึงหน้าบ้าน TCDC แล้วด้วย เมื่อปลายปีที่แล้ว Material ConneXion จับมือกับบริษัทMBDC และ EPEA ของ McDonaugh และ Braungart ร่วมสนับสนุนการใช้วัสดุสะอาดบริสุทธิ์โดยรับหน้าที่เป็นองค์กรจัดการระบบ C2C ด้วยอีกแรงหนึ่ง ใครมีโอกาสเยี่ยมชมห้องสมุดวัสดุที่Material ConneXion Bangkok ก็จะเห็นว่ามีวัสดุที่มีเครื่องหมาย C2C กำกับไว้ให้เลือกใช้แล้วและข่าวว่า จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายรายการในอนาคต มองหาโลโก้ C2C ได้ใน
www.materialconnexion.com/th

Note 2:
การรับรองสัญลักษณ์ C2C ให้กับผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตามนั้นมีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ 5 ประการได้แก่ ความปลอดภัยในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไม่รู้จบ การใช้พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน การจัดการน้ำ และคุณภาพน้ำหลังกระบวนการผลิตและสุดท้าย คือ การรับผิดชอบต่อสังคม โดยแบ่งระดับย่อยเป็น basic, silver, gold และplatinum ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.c2ccertified.com/ และ http://www.mbdc.com/

« Back to Result

  • Published Date: 2008-06-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com