Articles

« Back to Result | List

คุยกับคุณนวพรรษ จินดารัตนวรกุล จากสหกรณ์กรีนเนท ถึงสินค้าผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์: ตัวอย่างการออกแบบนวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อความยั่งยืน

พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่ความเร็วนำหน้าทุกสิ่ง พ่อแม่สมัยใหม่ใช้แต่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพื่อ "ประหยัดเวลา" (จน "การประหยัดทรรพยากร" ตกเป็นเรื่องรองไป) วันนี้พอหันไปเห็นผ้าอ้อมแบบผืนๆ ออกมาวางขายสวนกระแส มันทำให้เราต้องหยุดมองเพื่อคิดทบทวนถึงวันเก่าๆอีกครั้ง

TCDCCONNECT นัดคุยกับคุณนวพรรษ จินดารัตนวรกุล, Sales & Marketing Executive, สหกรณ์กรีนเนทจำกัด ถึงความเป็นไป(และความเป็นไปได้)ของนวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อความยั่งยืนนี้

pam1.jpg

แนวคิดการทำธุรกิจด้านเกษตรอินทรีย์
แนวคิดของเรา คือ เราอยากส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ โจทย์ต่อมาก็คือเราต้องทำการตลาดให้กับเขาด้วย จึงเกิดสหกรณ์กรีนเนทขึ้นมา

สหกรณ์กรีนเนทเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน คือ มูลนิธิสายใยแผ่นดินและสหกรณ์กรีนเนทมูลนิธิสายใยแผ่นดินดูแลด้านการส่งเสริมการเกษตรโดยเฉพาะ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกร หลังจากนั้นเมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตออกมา ก็จะเป็นหน้าที่ของสหกรณ์กรีนเนทที่มาทำงานด้านการตลาดให้

มีวิธีการเข้าถึงเกษตรกรในพื้นที่เพื่อนำความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ไปเผยแพร่อย่างไร
ในพื้นที่ตรงนั้นเขาเป็นกลุ่มเป็นก้อนของเขาอยู่แล้ว เราก็นำความรู้ผ่านเข้าไปทางผู้นำของกลุ่ม ถามว่าเขามีแนวคิดอย่างไร ถ้าเขาสนใจด้านเกษตรอินทรีย์เราก็เริ่มต่อยอดให้ ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ การจัดการหรือเรื่องมาตรฐานของเกษตรอินทรีย์

ยากไหมคะ เวลาเสนอเรื่องเกษตรอินทรีย์เข้าไปในกลุ่มเกษตรกร
ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มนะคะ ถ้าเป็นกลุ่มที่เขาต้องการทำเรื่องนี้อยู่แล้วก็ไม่ยาก บางกลุ่มเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไร เล่าให้ฟังซิ แล้วจะทำ หรือแม้เกษตรกรที่ทำเกษตรเคมี ก็ไม่ใช่ว่าเขาต่อต้านหรอกเพียงแต่เขาติดขัดเรื่องหนี้สินที่มีอยู่ หรือเรื่องแรงงาน (เพราะเขามีพื้นที่ใหญ่มาก) หรือบางทีติดเรื่องความรู้ที่เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรให้ถูกต้อง

เมื่อ 10 ปีก่อนที่เราเริ่มใหม่ๆ เกษตรกรจะสงสัยว่าเรามาพูดเรื่องอะไร แต่ปัจจุบันด้วยกระแสของตลาดเขาก็ทราบกันดีว่าเกษตรอินทรีย์ให้ประโยชน์อะไรแก่พวกเขาบ้าง ที่แน่ๆ เลยก็คือ เขาไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมี ซึ่งมีผลกระทบด้านลบกับตัวเขาเอง

ต้นทุนของเกษตรอินทรีย์เมื่อเทียบกับเกษตรเคมี
เกษตรอินทรีย์ไม่ได้มีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะที่แน่ๆคือเราไม่ต้องควักเงินซื้อปุ๋ยเคมี ไม่ต้องซื้อยาฆ่าแมลงแต่ที่เราต้องใช้มากกว่าคือ "แรงงาน" ต้องมีการจัดการที่ดี เจ้าของฟาร์มต้องมีเวลาลงไปจัดการกับฟาร์มอย่างละเอียด เช่น ถ้าหญ้าขึ้น เกษตรเคมีใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดทีเดียวก็หมดแปลงแล้ว แต่สำหรับเกษตรอินทรีย์เราต้องหาวิธีกำจัดแบบอื่น เช่น อาจจะให้คนมาถอน หรือหาเศษกิ่งไม้เศษวัสดุมาคลุมดินไว้

จุดเริ่มต้นที่หันมาทำผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์
เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่อาหารที่ได้จากการเกษตรโดยตรงเท่านั้นนะคะ มันครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค นอกเหนือจากสิ่งที่เรารับประทานแล้ว สิ่งที่เราสัมผัสก็สำคัญเช่นกัน อย่างเสื้อผ้าที่เราใส่ทุกวันนี้ส่วนมากเป็นใยสังเคราะห์ เราไม่รู้หรอกว่ามีสิ่งที่ปนเปื้อนติดมากับกระบวนการผลิตแบบนั้นมากน้อยแค่ไหนไม่มีตัวบ่งชี้ว่าอะไรจะทำให้เราเป็นภูมิแพ้หรือมะเร็งตรงไหน ผู้คนก็เลยยังมองข้ามเรื่องนี้อยู่

ที่ผ่านมาเราเคยทำผ้าทอพื้นบ้าน (จากใยธรรมชาติ) แบบเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เป็นผ้าผืนที่นำมาทำเป็นผ้าถุงหรือตัดเสื้อก็ได้ แต่หลังๆ เราคิดว่าควรเริ่มจับทางของตลาดและทำสินค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นก็มองหาว่าคนกลุ่มไหนนะที่จะให้ความสำคัญกับตรงนี้มากที่สุด เราสรุปว่าคงต้องเป็นกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ รักตัวเอง ห่วงใยคนรอบข้าง เลยมองว่าทำให้กับเด็กเล็กก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะคนเป็นแม่จะต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกอยู่แล้ว และอีกอย่างสมัยนี้การใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นมาก มากทีเดียวแทบทุกบ้านที่มีเด็กก็ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันหมด ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เราจึงมองว่าผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์นั่นแหละจะตอบโจทย์ได้

จุดแข็งและจุดอ่อนของผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์ เมื่อเที่ยบกับผ้าอ้อมสำเร็จรูป
จุดแข็ง คือ ทนและใช้ได้นาน เมื่อเด็กโตแล้ว ผืนผ้าก็ยังเอาไปใช้งานอื่นต่อได้ เพราะฉะนั้นเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายก็จะต่ำกว่า ซื้อครั้งเดียวใช้ได้นาน ไม่เหมือนผ้าอ้อมสำเร็จรูป ซึ่งต้องซื้ออยู่เรื่อยๆ เสียค่าใช้จ่ายเยอะ และด้วยความเป็นเกษตรอินทรีย์จึงมีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญนี่เป็นผลผลิตของชาวบ้านสิ่งที่ลูกค้าซื้อไป เขาได้มากกว่าการเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก สามารถช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและธุรกิจชุมชน

ส่วนจุดอ่อนของสินค้าเรา คือ เมื่อดูเผินๆ ตอนแรกเนื้อผ้าอาจหยาบกระด้าง แต่ถ้าซักก่อนสัก 2-3 น้ำ เส้นฝ้ายก็จะนิ่มฟูขึ้นเอง ต่อไปเมื่อโดนน้ำก็จะซับน้ำดีและจะนุ่มมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความรู้กับลูกค้ามากพอสมควร

กระบวนการผลิตและเส้นทางของผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์
แรกเริ่มเราก็ส่งเสริมให้ปลูกฝ้ายแบบเกษตรอินทรีย์ หลังจากนั้นเราก็นำเส้นฝ้ายมาแปรรูปเป็นผ้าอ้อม
ให้ผ้าอ้อมเป็นตัวชูโรง และจากผ้าอ้อมก็นำไปแปรรูปเป็นเครื่องใช้อื่นๆของเด็ก เช่น หมวก ผ้ากันเปื้อนเสื้อเด็ก อันนี้มีลูกค้าใช้แล้วชอบมาก เพราะผ้าฝ้ายใส่สบาย แถมอุ่นด้วย คือคนสมัยนี้ส่วนใหญ่นอนห้องแอร์ใช่ไหมคะ พ่อแม่ก็จะไปหาเสื้อผ้าอุ่นๆแนวของต่างชาติมาให้ลูกใส่ แต่จริงๆ ผ้าฝ้ายของเราก็อุ่นอยู่แล้ว พอซักไปนานๆ จนนิ่มฟูแล้วก็ยิ่งใส่สบาย นอกจากนี้ก็มีสินค้าที่ส่งขายเฉพาะต่างประเทศ คือ ถุงนอนเด็กแบบไม่เปิดขา เพราะที่ต่างประเทศเขาหนาว

คิดว่าการออกแบบจะเข้ามามีส่วนช่วยธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน
มีส่วนช่วยมากทีเดียวค่ะ คือปัจจุบันนี้ใครๆ ก็ออกแบบสวยงามนะคะ แล้วทุกคนก็มักจะมองว่าผ้าไทยพื้นบ้านนี่โบราณเนอะ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เชยไม่ได้ห้ามเชย

นักออกแบบเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนไหนบ้าง
นักออกแบบของเราที่ดูแลโครงการนี้ก็จะดูแลกระบวนการผลิตทั้งหมด เขาดูตั้งแต่เส้นฝ้ายจนมาเป็นผืนผ้า คือ ผ้าฝ้ายปกติที่เราทำจะทอไม่ถี่ เส้นฝ้ายเป็นเส้นอ้วนใหญ่ แต่ถ้าจะนำมาทอเป็นผ้าอ้อมแล้ว เขาจะทำเส้นฝ้ายให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้สัมผัสที่นุ่มสบาย ซึ่งตรงนี้ก็ใช้ภูมิปัญญาของเกษตรกรล้วนๆ

ปัจจุบันนี้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่ทำฝ้ายเส้นเล็กได้ดีก็มีอยู่น้อยเต็มที เพราะการผลิตต้องใช้มือล้วนๆ เป็นแบบดั้งเดิมที่ ยังใช้วิธีตีปุยอะไรต่างๆ นักออกแบบก็เข้ามาดูตั้งแต่เส้นฝ้ายเลย หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการออกแบบตัดเย็บ เขาก็ช่วยคิดว่าจะทำเป็นรูปแบบไหน อาจมีการนำไหมเข้ามาแซมเพื่อเพิ่มความนุ่มหรือปักลวดลายด้วยไหมสีต่างๆ ทำให้ผลงานดูน่าสนใจขึ้น ก็ทั้งหมดน่ะค่ะ

กลุ่มลูกค้าของผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์ที่วางเอาไว้คือ
เราโฟกัสไปที่กลุ่มพ่อแม่รุ่นใหม่ที่บริโภคข้อมูล เมื่อเขาได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เขาก็จะรู้ว่าสิ่งไหนที่เขาควรให้กับลูก

เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างไรบ้าง
เสียงตอบรับก็ดีค่ะ ตอนแรกที่เริ่มโครงการเรายังคิดกันอยู่เลยว่า ใครจะมาซื้อนะ จะมีคนใช้ไหมผ้าอ้อมเนี่ยคือ ไม่ต้องเป็นผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์นะคะ เอาแค่ผ้าอ้อมก็ยากแล้ว ที่เราต้องทำคือ ทำให้ผู้บริโภคตระหนักว่าการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนั้นมีข้อด้อยอย่างไร ต้องทำให้เขาเข้าใจ ยอมรับ และใช้ผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์นี้อย่างเต็มใจ ตอนนี้เรามีลูกค้าโทรเข้ามาสั่งเยอะขึ้น

คิดดูนะคะ เด็กคนหนึ่งตั้งแต่เกิดจนถึง 2 ขวบ ต้องใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเฉลี่ยวันละ 4 ชิ้น พอถึง 2 ขวบ ก็ 6,000 ชิ้น ซึ่งเท่ากับใช้ต้นไม้ไป 4 ต้น คิดดูว่าโลกเรามีเด็กเกิดใหม่วันละกี่คน เอาแค่ในประเทศไทยก็ไม่รู้ว่าใช้ไปมหาศาลเท่าไหร่แล้ว หมดเปลืองอย่างเดียวไม่พอ การย่อยสลายของผ้าอ้อมสำเร็จรูปนี่ก็ใช้เวลานานมาก อาจถึง 50 ปี

ช่องทางการจัดจำหน่ายปัจจุบัน
ปัจจุบันเราทำในลักษณะเมล์ทูออร์เดอร์ (mail to order) คือ โทรเข้ามาสั่ง แล้วเราก็จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ หรืออาจสั่งทางเว็บไซต์ เราส่งแคตตาล็อกไปให้ทางอีเมล์แล้วเขาก็สั่งกลับมา อีกช่องทางหนึ่งคือเรามีวางขายที่เลมอนฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งก็วางขายในต่างประเทศ

ผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์มีแบรนด์ไหม
มีค่ะ เราใช้แบรนด์ "กรีนเนท" ซึ่งเราใช้ร่วมกับสินค้าอื่นๆ ด้วย

การตลาดของสหกรณ์กรีนเนท
เรามีการประชาสัมพันธ์เรื่อยๆค่ะ แต่ละปีเราจะจัดงาน แต่เพื่อเป็นการรณรงค์มากกว่า ในปีที่ผ่านมาเราได้จัดงานรณรงค์เรื่องโลกร้อน เพราะเชื่อว่าเกษตรอินทรีย์มีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เป็นการประชาสัมพันธ์สำหรับแบรนด์กรีนเนทโดยรวม ส่วนสินค้าเอง เราก็ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อบ้าง และก็มีการจัดทัวร์ให้ผู้บริโภคที่สนใจได้ไปพบกับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ให้เขาได้เห็นกระบวนการผลิตว่าเป็นอย่างไร คือเราทำในเชิงรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคมากกว่า

แล้วกับตลาดต่างประเทศล่ะ
ตอนนี้เราส่งไปที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นลูกค้าเก่ากันอยู่แล้ว พอมีสินค้าเพิ่มขึ้นมาเราก็แนะนำไป คือคู่ค้าเจ้านี้เขาทำงานด้านแฟร์เทรด (Fair Trade) คือ "ค้าขายแบบเป็นธรรม" อยู่แล้ว

โอกาสเติบโตของผ้าอ้อมเกษตรอินทรีย์
ตลาดนี้ไม่สามารถโตได้เร็ว ข้อจำกัดอยู่ที่ภาคการผลิตไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ การขยายตัวต้องเป็นไปในเชิงลึกมากกว่า พัฒนาเรื่องกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการออกแบบต่างๆ

อุปสรรคในการทำงานและในธุรกิจนี้
อุปสรรคที่ถือว่าใหญ่ที่สุดคือ "ความเข้าใจของผู้บริโภค" หลายคนไม่เข้าใจเลยว่าเขามีความจำเป็นอะไรต้องไปใช้ผ้าอ้อม "เพราะมันเสียเวลา" ในเมื่อเขามีเงินที่จะซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปใช้ จะเปลี่ยนไปทำไม

ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐและชุมชนอย่างไรบ้างคะ
ส่วนที่เรายังขาดอยู่มากก็คือ งบประมาณด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และในส่วนของการโฆษณาประชาสัมพันธ์

อีกอย่างคือ ถ้ามีหน่วยงานกลางที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบมาตรฐานของสินค้าปลอดสารพิษโดยเฉพาะก็จะดีมากเพราะสินค้าแบบนี้ไม่สามารถวัดได้จากการดูหรือสัมผัสเท่านั้น หน่วยงานนี้อาจเข้ามาตรวจสอบว่า แต่ละองค์กรที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์นั้นทำจริงจังกันแค่ไหน

มองอนาคตข้างหน้าอีก 10 ปีของกรีนเน็ทไว้อย่างไรบ้าง
เราก็หวังว่าการบริโภคเกษตรอินทรีย์จะเข้ามาเป็นกระแสหลัก เพราะปัจจุบันเกษตรเคมีคือกระแสหลักถ้าเราสามารถทำอย่างนั้นได้เราก็จะดีใจมากค่ะ

สนใจหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.greennet.or.th


« Back to Result

  • Published Date: 2008-06-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com