Creative Knowledge

« Back to Result | List

คุยกับทองดี ศรีกุลศศิธร ผู้บริหารบริษัท Panorama Soy Ink กับการคิดค้นสูตรหมึกพิมพ์และผงสีจากธรรมชาติ

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ธุรกิจนวัตกรรมจาก "จิตสำนึก" บน "ความจริงใจ" ของคู่ค้า
TCDCConnect พบกับคุณทองดี ศรีกุลศศิธร เจ้าของบริษัท "คนขายหมึก" ผู้คิดค้นหมึกพิมพ์จากธรรมชาติตรา Panorama Soy Ink เจ้าของสิทธิบัตร "Hybrid Technology Soy Ink" แต่เพียงผู้เดียวในโลก คุณทองดี ทำให้เราทึ่งจริงๆว่า "วิศวกร" "นักเคมี" "พ่อค้า" และ "นักคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม" สามารถแบ่งภาคอยู่ในตัวมนุษย์ คนเดียวกันได้อย่างเพอร์เฟ็ค!

interview_soyink.jpg 

สวัสดีค่ะคุณทองดี ปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง ผมมีธุรกิจหลายอย่างครับ ทำอสังหาริมทรัพย์ เป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมโยธา เป็นสถาปนิก และก็ทำงานรับใช้ ตามพระราชกุศลด้วย เช่น ศูนย์ศิลปาชีพ มูลนิธิชัยพัฒนา ฯลฯ โปรเจ็กท์ด้านวิศวกรรมโครงสร้างในปัจจุบัน ก็มีงานออกแบบระบบให้โรงพิมพ์ครับ เขาต้องการการปรับอากาศที่ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ผมก็นำระบบแอร์เชนจ์ (Air Change) เข้ามาใช้ ซึ่งที่ยุโรปเขาใช้กันมานานแล้ว แต่ที่เมืองไทยเรา ที่นี่จะเป็นที่แรก ข้อดีคือระบบนี้ จะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้มาก

ฟังดูเหมือนวันหนึ่งต้องมีอย่างน้อย
48 ชั่วโมง
ใช่ครับ นี่ยังไม่หมดนะ งานหลักอีกงานคือ การดูแลบริษัทในเครือเจริญอักษร กลุ่มเจริญอักษรเป็นธุรกิจใหญ่ซึ่งของผม แตกไลน์ออกมาอีกที เพราะแนวคิดเราไม่เหมือนกับเขา เราอยากเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และเราเป็นคนชอบคิดค้น ก็เลยทำเองดีกว่า

แนวทางธุรกิจที่คุณต้องการคือ

หนึ่งคือ ทำอย่างไรให้ได้ตอบแทนสังคม และสองธุรกิจก็ไปได้ดีด้วย ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป ยุคนี้คือคุณต้องคิดแล้วทำ ทำแล้วต้องได้ ได้แล้วต้องตอบแทนสังคมด้วย

คุณมองธุรกิจการพิมพ์ในบ้านเราอย่างไร
โรงพิมพ์บ้านเราเป็นธุรกิจที่โตมาก มูลค่าตลาดเป็นห้าหมื่นล้าน แต่เรามองไม่เห็นไง จริงๆการพิมพ์มันอยู่รอบตัวเรา ตลอดเวลา หนังสือเรียน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ จะขายอะไรก็ต้องพิมพ์หมด ในบ้านเรือนก็ยังมีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท มีพิมพ์รายงาน ไปซื้อของก็ต้องหยิบใบปลิว ฯลฯ เจริญอักษรนี่ทำงานพิมพ์เป็นเจ้าแรกของเมืองไทย ตั้งแต่สมัยใช้ตัวเรียงโน่น ทำหนังสือพิมพ์ ผมเข้ามาบริหารตรงนี้ เมื่อสิบห้าปีก่อน ซึ่งตอนนั้นธุรกิจบ้านเราย่ำแย่ นั่นแหละคือจุดที่ทำให้ผมเริ่มคิดว่า "เราจะทำธุรกิจอย่างไรให้มันโตได้แบบยั่งยืน" ผมก็มองว่าอนาคตโลกเราต้องมองเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนั้นวงการพิมพ์ไทยยังใช้หมึกเคมี ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้กันอยู่ มีผมเจ้าเดียวที่ไม่ใช่นะครับ

พอตัดสินใจได้ว่าจะทำหมึกพิมพ์เพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เริ่มต้นอย่างไร

ศึกษาครับ ไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น ให้รู้หมดเลยว่าน้ำหมึกมันทำมาจากอะไร ผลิตอย่างไร จากนั้นก็เข้าอินเตอร์เน็ตหา ข้อมูลจนไปเจอเจ้าหนึ่งที่อเมริกา รู้ว่าเขากำลังพัฒนาน้ำหมึกจากน้ำมันถั่วเหลือง เพราะน้ำมันปิโตรเลียมบ้านเขามันแพง เขาต้องหา "พลังงานทดแทน" แต่บ้านเราถั่วเหลืองไม่ได้เหลือเฟือขั้นนั้น ผมเลยพัฒนา "ไฮบริด เทคโนโลยี ซอยอิงค์" (Hybrid Technology Soy Ink) เป็นลิขสิทธ์ของผมเองคนเดียวในโลก ใช้น้ำมันปาล์มมาผสมกับน้ำมันถั่วเหลืองครับ เพราะบ้านเรามีปาล์มเยอะ

interview_soyink02.jpg

"ไฮบริด เทคโนโลยี ซอยอิงค์" (Hybrid Technology Soy Ink) หมายความว่า
"ไฮบริด เทคโนโลยี" คือ ปรากฏการณ์ความประหยัดครับ ทำให้ไม่ต้องใช้น้ำหมึกมากในกระบวนการพิมพ์ ใช้แค่เคลือบ บนผิวกระดาษนิดเดียวเหมือน "ปัดแก้มด้วยบรัช-ออน" เพราะ น้ำมันพืชผสมซึ่งมีความหนาแน่นสูง มันได้ซึมลงไปรอง อยู่ด้านใต้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเป็นหมึกปิโตรเลียมนี่ คุณต้องอัดหนักเลย ให้หมึกลงไปเยอะที่สุด เอาแค่นี้คร่าวๆละกัน

ตัวผงหมึก (เม็ดสี) มาจากธรรมชาติด้วยหรือเปล่า
ครับ ในการผลิตน้ำหมึกมันก็มีส่วนประกอบเยอะ ต้องมีพิกเมนต์สี(เม็ดสี) มีเรซิน (กาวสำหรับยึดเม็ดสีกับน้ำมันพืช) และอื่นๆอีก ผมปรับสูตรเป็นร้อยครั้งกว่าจะพอใจ ซึ่งบางส่วนก็ยังเป็นเคมีอยู่ แต่เราจำกัดมันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อะไรที่มาจากธรรมชาติแล้วทดแทนได้ ผมก็เอามาแทน ก็ปรับสูตรจนได้สีที่สวยกว่า พิมพ์ดีกว่า ประหยัดกว่า และควบคุมต้นทุนให้ได้ นั่นละครับ เป็นอันจบ "ประหยัดกว่า" ในที่นี้หมายถึงต้นทุนถูกกว่า จริงๆคือ ถ้าเทียบด้วยราคาต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ธรรมชาติแพงกว่าเคมี แต่ถ้าเทียบด้วยปริมาณงานหรือผลผลิต ที่ออกมาได้ "ประหยัดกว่า" ครับ ในกระบวนการพิมพ์เขาจะใช้คำว่า "ไมเลจ" (Mileage) หมึกธรรมชาติจะทำให้ การเร่งรอบของหมึกพิมพ์น้อยลง ก็ประหยัดขึ้น แล้ว "ดีกว่า" ล่ะ ดีอย่างไร หมึกพิมพ์สีดำบ้านเราสมัยก่อนนี่ ผมได้กลิ่นแล้วรู้เลยว่าใครอ่านฉบับไหน กลิ่นมันบอก เวลาขึ้นเครื่องบินเคยมีคนญี่ปุ่น บอกว่าหนังสือพิมพ์ไทยนี่ไม่ไหวเลย (เขาใช้คำว่าทุเรศ) อ่านเสร็จต้องขอผ้าเปียกมาเช็ดมือ เพราะมันดำเลอะไปหมด แล้วคิดดูว่าหนังสือพิมพ์ไทยที่อ่านเสร็จแล้วกลายร่างไปเป็นถุงกล้วยแขก สารเคมีในหมึกมันก็ออกมาผสมกับอาหาร คนที่กินก็มีปัญหาสิ แล้วที่ผมบริหารโรงพิมพ์มาสิบห้าปีนี่นะ ผมเพิ่งจะมาเห็นช่างพิมพ์ตายไปสิบห้าคนในปีนี้ ไม่เป็นมะเร็งตับก็มะเร็งโพรงจมูก เลยยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดนี่ล่ะ คือสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้คนในอนาคต แล้วช่วงแรกๆหาลูกค้าที่เปิดรับยากมั้ย ก็มียักษ์ใหญ่วงการหนังสือพิมพ์ไทยบางเจ้าที่เขาไม่แคร์ ของเขาขายได้เขาก็ไม่สนอะไรตรงนี้ มันพูดยากครับที่จะไปบอกว่า "เปลี่ยนเถอะคุณ ทำเพื่อสังคม" คือมันเป็นเรื่องของจิตสำนึกน่ะครับ ผมเพิ่งจะเริ่มมีกำลังใจทำเต็มที่ก็ตอนมาเจอ TCDC เมื่อสามปีก่อนแหละครับ แล้วก็บวกกับได้เข้าเฝ้าฯด้วย ในหลวงท่านพระราชทานแนวคิดที่ทำให้เรามั่นใจในสิ่งที่ทำมากขึ้น

เริ่มต้นจากงานวิศวกรโครงสร้าง ตอนนี้เป็นผู้ผลิตน้ำหมึก มันมาได้ไง
มองวิกฤตเป็นโอกาสมั้งครับ ตอนปี 38 ที่เศรษฐกิจไม่ดีมากๆ ทางครอบครัวเขาขอร้องให้เข้ามาช่วยบริหารหน่อย ถ้าไม่มีคนทำเขาคงจะเลิกกิจการ ก็ยุคฟองสบู่แตกนั่นแหละครับ ปัจจุบันวิกฤตเศรษฐกิจหน้าตาไม่เหมือนเดิม แต่ผลลัพธ์ก็ "วิกฤต" อยู่ดี คือสมัยก่อนฟองสบู่แตก แต่สมัยนี้ฟองสบู่โตครับ มันกลับกัน เห็นชัดจากค่าเงินไทย ตอนโน้นค่าเงินไทยอ่อนมาก แต่ตอนนี้ค่าเงินแข็งสุดๆ ซึ่งผลลัพธ์คือแย่เหมือนกัน สมมติสมัยก่อนเราสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ เป็นหนี้เขา 90 ล้าน ตื่นเช้ามาอีกวันรัฐบาลปล่อยค่าเงินลอยตัวจากเหรียญละ 25 บาท กลายเป็นเหรียญละ 50 บาท เราติดหนี้เขา 180 ล้าน ในพริบตา มันก็เจ๊งแน่นอน ผมเข้าไปบริหารกิจการก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนหลายอย่างในส่วนของโรงพิมพ์ ทำให้องค์กรกระชับขึ้น ใช้คนน้อย แต่ทำได้หลายอย่าง ใช้แนวคิดการกระจายงานออก (Outsourcing) ให้คนนอกรับงานไปทำบ้าง ได้กำไรมาแบ่งกัน ต้นทุนที่เราแบกไว้มันก็ลดลง สองคือเรื่องธุรกิจหมึก อย่างที่บอกว่าผมไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาอย่างจริงจัง ผมสังเกตว่าประเทศญี่ปุ่นเวลาผลิต สินค้าส่งออกกับสินค้าที่ใช้ในประเทศนี่ เขาผลิตด้วยแนวคิดที่ต่างกัน ถ้าส่งออกเขาจะเน้น "คุณภาพ" แต่ถ้าใช้เองเขาเน้น "สุขภาพ"

ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบในธุรกิจนี้มีอะไรบ้าง สำหรับผู้ผลิตไทยนะ ผมว่าหลักๆคือเรื่อง "การควบคุมคุณภาพการผลิต" อย่างญี่ปุ่นที่บอกว่า สินค้าส่งออกเน้นคุณภาพนี่ หมายความว่า โรงงานเขาอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้นะ แต่คุณภาพเขาเหมือนเดิม ดีเยี่ยมเท่ากันไม่ว่าจะทำที่ไหน หลุยส์ วิตตอง ก็เช่นเดียวกัน วันนี้ทำที่เมืองจีนแล้ว แต่คุณภาพสินค้าเขาคงเดิม เขาคุมได้ด้วยระบบ ถ้าระบบดี มันก็ทำได้เหมือนกันทุกที่ แต่สินค้าไทยนะ ทำในบ้านเรานี่เยี่ยมเลย พอย้ายฐานการผลิตปุ๊บ ...เละ จะแก้ปัญหายังไงดี ทีมเวิร์คที่ดีครับ เพื่อนเราคนไหนเก่งอะไรก็ให้มาช่วยกันทำ ใช้ "เฟรนด์ชิป" ให้เป็นประโยชน์ เลือกพันธมิตรให้ดี ผมคิดว่าถ้าผมจะคุมโรงงานผลิตหมึก ผมก็ต้องมีพาวเวอร์ในนั้น ก็เลยตัดสินใจขอหุ้นเสียเลย ไปเจอโรงงานหนึ่งที่ เมืองปูซาน (ประเทศเกาหลี) ตอนนั้นเขาก็แย่เหมือนกัน เก่ามาก จะเจ๊งแล้ว ผมถามเขาว่า ผมขอเข้าหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วขอผมกำหนดสูตรการผลิต คุณภาพ และทิศทางการทำงานได้มั้ย เขาบอกว่าได้ (ผมรู้สไตล์คนเกาหลีอยู่แล้วว่า ถ้าเขาจริงใจ เขาก็จริงใจแน่ แต่ถ้าไม่ เขาก็โกงเหมือนกัน) ผมก็ลองถามต่อว่า แล้วเขาจะให้อะไรอีกได้บ้างรึเปล่า เขาตอบว่า "ส่งออกทั้งหมด ...ให้ดูแลไปเลย" ผมก็ไปจีบเพื่อนคนเกาหลีคนหนึ่งให้เข้ามาร่วมวงด้วย เจอกันสมัยเรียนที่เยอรมัน แต่เขาเรียนการตลาด อีกคนอยู่ฮ่องกง เพื่อนนักเรียนเยอรมันเหมือนกัน คนนี้เรียนด้านเคมี ก็เอามาช่วยกัน ส่วนผมดูการจัดการครับ ทุกวันนี้หมึกที่ผมคิดสูตรขึ้นมาส่งออกไปที่อิตาลี อเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย

เพราะเหตุใดจึงเลือกสร้างฐานการผลิตในประเทศเกาหลี
เป็นเรื่องการลดต้นทุนครับ ประเทศไทยคิดภาษีนำเข้าพวกเคมี หรือสารประกอบต่างๆในการผลิตหมึกที่ 15 เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ถ้านำเข้าน้ำหมึกสำเร็จรูปนี่เขาคิดแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ นั่นล่ะที่ทำให้ผมต้องเปลี่ยน เกาหลีนี่เขาสนับสนุนการค้าเสรีจริงๆ คือนำเข้าก็ไม่เสียภาษี ส่งออกก็ไม่เสียภาษี ผมเลยตัดสินใจหทำกับเขา และก็ประสบความสำเร็จ ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันกำลังการผลิตของเราอยู่ที่หนึ่งหมื่นห้าพันตันต่อปี ใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียครับ ก็ถือว่าธุรกิจประสบความสำเร็จมากจากการย้ายฐานการผลิตครั้งนั้น ครับ ตลาดผมโตปีละ 10 เปอร์เซนต์ ก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันมีการต่อยอดธุรกิจออกไปอย่างไรบ้าง
ตอนนี้ก็มีทำหมึกพิมพ์บนกระดาษพลาสติก (Flexo Soy Ink) ใช้เคลือบถุงช้อปปิ้งพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ผมพัฒนาครึ่งปีเท่านั้น ใช้แล้วย่อยสลายได้เองใน 45 วัน ปัจจุบันส่งออกแล้วด้วย ที่อเมริกาเขาเรียก Food Packing Bag คือห่ออาหาร สัมผัสอาหารได้เลย กำลังอยู่ระหว่างจดสิทธิบัตรครับ ส่วนงานต่อยอดอันดับสองคือ หมึกพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับงานพิมพ์เอาท์ดอร์ และกำลังจะต่อยอดเป็นหมึกสำหรับใช้ในบ้านด้วย

คิดอย่างไรกับเทรนด์หรือแนวโน้มการตลาด
สิบห้าปีก่อนไม่มีใครพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องโลกร้อนเลย แต่ทุกวันนี้คนพูดกัน ว่าไปผมก็เหมือนฟลุ้ค คือเราคิดก่อน ทำก่อน เหนื่อยกว่า ขายยากกว่า พูดไปสิปากเปียกปากแฉะ น้อยคนที่จะฟัง แต่ผมก็รอได้ รอจนวันหนึ่งที่ปิโตรเลียม มันตายเอง วันนั้นผมคงประสบความสำเร็จมากขึ้นเอง เอาแค่ทุกวันนี้เวลามีงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผมก็ได้รับเชิญตลอดนะ คนรู้จักผมมากขึ้นมาก เห็นค่าของสิ่งที่ผมทำ ถึงขนาดมีคนก๊อปปี้หมึก Panorama Ink ไปขายแล้วด้วย คิดดูละกัน

มุมมองของคุณต่อคำว่า Sustainable business หรือธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

เอาเป็นว่าทุกอย่างอยู่ที่ "จิตสำนึก" แล้วกัน จิตสำนึกกำหนดทั้งการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจครับ สำหรับผมคือ ทำธุรกิจอย่างไรให้มันไปได้ ไม่ต้องฟาดฟันเอากำไรมหาศาล เราก็เอากำไรพอควร รักษาคุณภาพสินค้าให้ดี แต่เท่าไรถึงเรียกว่า "พอ" ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันครับ นั่นคือจิตสำนึก แล้วอีกอย่างคือผมต้องการตอบแทนสังคม มีส่วนช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม สองอย่างเองครับ เดี๋ยวนี้โลโก้ทองดีก็ขายได้แล้ว ใครเอาหมึกผมไปทำเป็นแบรนด์อื่นขาย ถ้าคนดูบรรจุภัณฑ์จะรู้ว่าผลิตโดย Panorama Ink ก็ขายได้ง่าย คนรู้แล้วว่าเป็นหมึกจากน้ำมันพืช ดียังไง คุณภาพยังไง

จิตสำนึกของคุณคือมูลค่าเพิ่มอย่างหนึ่ง

ใช่ครับ ตอนนี้ใช่แล้ว ข้อคิดหรือคำแนะนำทางธุรกิจสำหรับผู้อ่าน ข้อหนึ่งลูกค้าคือพระเจ้า บริการเขาให้ดีที่สุด เพราะอาชีพเราคือการบริการ ข้อสองคือทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันหน้ามันจะต้องดีขึ้นๆไป

ติดต่อบริษัท พาโนราม่า ซอยอิ้งค์ จำกัด (02)5590274-5 ข้อมูลธุรกิจ TCDCCONNECT DIRECTORY 

An innovative business from a conscious and sincere entrepreneur


TCDC Connect met Tongdee Srikulsasitron founder and owner of an "ink seller" company. He discovered Panorama Soy Ink, a printing ink, from a natural source and he is also the only person in the world who owns the patent for "Hybrid Technology Soy Ink". We are fascinated in finding out how an engineer, a chemist, a businessman and an environmental thinker are perfectly blended in to one personality.
panoramasoyink.jpg

Hi Tongdee! How many projects do you have these days?
I have been running several businesses - a property business, a civil engineering consultancy, an architectural business, as well as working for royal charities, namely, H.M. Queen Sirikit Arts and Crafts Center and Chai Pattana Foundation etc. I\'m also involved with a structural engineering project for a printing house who are looking to improve air circulation techniques without depending too much on conventional air conditioning systems. For this I have introduced the \'Air Change\' system which has been widely used in Europe for a long time already. However, this is the first time for Thailand. The system helps reduce huge environmental impact.

Sounds like you need at least 48 hours a day?
Indeed. That\'s not everything though. Another main responsibility is managing companies under the Chareon Aksorn Group. Chareon Aksorn is a large conglomerate within which I have set up an extra business line. Even though I have rather different views to them, I am keen to put greater emphasis on environmental concerns whilst also enjoying the development of new initiatives. So, bearing that in mind, it is better to run it separately by myself.

What is your business approach?

The first is to find ways in returning things back to society. Secondly, making sure that the business is surviving well, not just buying and trading. In this modern day, you have to think and do it. When you do it, you wish to gain from it. However, the business must contribute something back in to society as well.

What is your view on Thailand printing industry?
The print service sector is a huge business in Thailand, with a total market value over 50 billion baht. People just do not realize that we are surrounded by so many types of print media whether it be text books, advertising, public relations materials telling people about products and services, or even ink jet printers in individual households printing leaflets and flyers etc. Since the old days, Chareon Aksorn is the very first print service provider in Thailand to use the letter press technique for newspaper printing. I came in to manage this business 15 years ago which was a down time for business in Thailand. From there, I started thinking about how actually to run a business with sustainable growth. I foresaw the increasing concerns in environmental issues. However, in those days, Thai printing services still used chemical ink. Well, they still do at present, but I do not use chemical ink. Once you had decided to invent an environmental friendly ink, what did you do? Study and research - I went to Japan in order to understand everything about ink. What it\'s made of? What are the production processes? I also did a lot of research on the Internet. Eventually, I found a source in United States who were developing ink from soybean oil, mainly because petroleum is very expensive in the States. They were searching for an alternative source of energy. However, as soybeans are not abundant in Thailand, I successfully developed a \'Hybrid Technology Soy Ink\' which is now patented.

What is Hybrid Technology Soy Ink?

"Hybrid technology" is a saving phenomenon. It reduces the amount of ink consumed during the printing process. Ink is only slightly coated over the surface of the paper. It is similar to applying a brush-on to your cheek. This is because a mixed vegetable oil, which has higher density, has already been soaked into the bottom. If it is petroleum-based ink, you need to inject as much ink as you can. Let\'s keep it as simple as that.

Is the color pigment
also a natural product?
Yes it is. There are several components in ink production; color pigment, resin (glues used in binding the color pigment with vegetable oil) and so on. I adjust the formula hundreds of times before it is satisfactory. Although, part of it is still chemical, my attempts are to minimise the remaining chemicals and substitute them with natural components where possible. Then, I keep adjusting the formula until I get a better quality in terms of color, printing output and cost.

In this context does "saver" also mean cheaper in investment cost?
In fact, if you compare the cost per unit, natural ink is more expensive than chemical ink. However, if you compare quantity of print output, natural ink is more economical. In the printing industry, we refer to it as "mileage". Ink made of natural component helps reduce accelerating speed when running a print. That way it is more economical.

So in what sense would you claim it is better?

In the old days, I could tell from the smell of the ink which newspaper a person was reading, especially the black ink used in Thailand. Once, while aboard an airplane, a Japanese passenger told me that Thai newspapers are dreadful. He told me that after reading the paper, he always needed a wet hand towel to clean his hands. Come to think about it, when fried banana is sold in paper bags at street food stalls, they\'re always made of Thai newspaper. Chemical ink is unavoidably mixed with the food in the bag which results in health problems. I have managed a print factory for 15 years. I have lost 15 printing technicians who all died of either liver cancer or cancer of the nasal passage. I am reassured that what I have been trying to pursue offers the better choice for people.

Is it very difficult to gain acceptance from your customers?
Certainly! Some big boys in the industry do not care as long as their papers sell. It\'s tough to convince them to contribute something back to society. It is entirely about the individuals conscience. My spirit and energy have been blooming ever since I met TCDC team three years ago, together with the opportunity to visit with His Majesty the King. His kind guidance has made me feel more confident in what I have been trying to achieve.

From being a structural engineer, how did you become an ink manufacturer?
I turned a crisis into an opportunity. In 1995, the economic situation was so bad. My family asked me to help manage the business. If nobody had carried it on, eventually they would have had to close the business. That was during the economic bubble burst. Although, the current economic crisis is not identical to ones in the past, the consequences of it are still critical. The previous crisis was a result of a bursting bubble. Today\'s crisis is due to a stiffening bubble effect which bears a reverse, yet no less critical affect. Obviously during the bubble burst, Thai baht was weak. Now the Thai baht is getting very strong. For example, I was due to pay 90 million baht for an order of raw materials from abroad. All of a sudden, the next morning the Thai government announced a baht flotation which resulted in the baht value rising from 25 baht/USD to 50 baht/USD. My debt suddenly went up to 180 million baht over night, resulting in a sudden collapse of the business. Since taking over the management of the company, I have introduced quite a number of changes to the printing house; resising the organization, enhancing multi-tasking skilled teams and outsourcing some work. This way, we share the profit while reducing the operating costs. Another is the ink business itself. As I mentioned earlier, I visited to Japan to seriously familiarise myself with the ink industry. I noticed that the main difference between the products manufactured for export from Japan and products manufactured for domestic use was that quality is key for export, while health concerns are key for domestic use. The two approaches are very different.

What problems or challenges have you encountered in this business?
"Quality control" is the key challenge for Thai manufacturers. If you take Japan as an example, for them quality of the export products will always be consistent regardless of the manufacturing base which could be anywhere in the world. Louis Vuitton shares this same standard. Although, their main production port is in China, the quality level is still the same. Quality is controlled through good systems and processes. In turn, if it is Thai product, the quality is great if produced in Thailand, however, it does not retain the same consistency when relocating that manufacturing base.

How do you tackle those problems?

You need a good teamwork. I search for friends with a particular expertise, get the most out of my "friendship" and form good alliances with them. My idea was that if I were to run an ink manufacturing plant, I would need overall authority and control so I decided to request shares in the business. I found a rather old plant in Pusan (Korea). They were in a bad state at that time having nearly gone bankrupt.

I asked for a 20% share, authority to control the manufacturing formula, quality,

management and operating direction. They agreed. I knew all about the Korean style. When they are sincere, they mean it. However, there are times when they can be rather tricky. I challenged them a bit further on what else they were able to offer. They let me take over the whole export business. I then approached a Korean friend with a marketing background to come on board. Also, I invited a friend from Hong Kong with a background in chemistry to help. I knew both of them since my educational years in Germany. Meanwhile I looked after the management side. At present, my ink formula is exported to Italy, United States, Germany, Australia, Cambodia, Laos, Vietnam, Hong Kong, Singapore and Malaysia.

Why did you choose Korea as manufacturing base?

The whole idea is about cost reduction. Thailand\'s tax rate on imported chemical compounds for ink production is 15% while the tax rate on ready to use ink is only 5%. This is the main reason for relocation. Korea strongly supports free trade. Both import and export are tax free. I decided to collaborate with them and, so far, it has been a success. Currently, our manufacturing capacity is at 15,000 tons each year, the second largest in Asia.

So could you claim that the overwhelming business success is largely due to the manufacturing base relocation?

Yes. I have 10% growth in the market each year. I take that as success.

How are you diversifying your business now?
I have invented a biodegradable ink (Flexo Soy ink) for printing coatings on plastic sheet such as plastic shopping bags. I spent only half a year developing it and currently it is in the process of being patented. It is degradable in just 45 days. I have already exported it. It is known in the United States as the Food Packaging Bag, which means that it is safe for direct contact with food. Another current business diversification is for outdoor inkjet printing ink which will soon be extended to household use.

What is your view on market trends?

Fifteen years ago hardly anyone worried about environmental issues like global warming. Today, everybody is talking about it. Fortunately, I moved faster than others. In those days, the market was tougher and I had to work harder. There were only very small groups of people aware of environmental impact. But I can wait and I will be waiting until the day petroleum runs out. I will become even more successful. At present, I am regularly invited to events and activities regarding the environment. People know me better and appreciate what I am doing. Well, pirated Panorama Ink has already sold in the market...you see!

What is your opinion on the "sustainable business" concept?

Let\'s take conscience as the key principle. Conscience defines how you lead your life and also reflects how you manage your business. My philosophy in business management is being able to sustain it, while gaining sufficient profit and maintaining product quality. Spending tireless effort striving for the fattest profit is not my way. However, "sufficient" varies by individual judgment. That is conscience. In addition, I am keen to \'give back\' to society as well as contribute towards environmental care. Nowadays, Tongdee is a well-recognized brand. My products are easily marketed with other brands. People do not hesitate to buy the products when they recognize the Panorama Ink logo on the package. People understand the quality of ink from vegetable oil.

Therefore, conscience has now become your additional value?

Yes, now it is

What are your business tips and suggestions to readers?

First of all, remember that the customer is king! Treat them to the best service you can possibly offer. Our profession is being a service provider. Secondly, do the best you can today, for each day in the future will be only get better.

Contact Panorama Soy Ink (66) 2 5590274-5 Business Info. TCDCCONNECT DIRECTORY

« Back to Result

  • Published Date: 2008-04-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี