Creative Knowledge

« Back to Result | List

รักษ์โลก รักถิ่น รักชีวิต นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่คิดไม่เหมือนเดิม – Productive and Educational Slow Travel

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

post1.jpg

คุณเห็นด้วยมั้ยว่าโลกเราทุกวันนี้เน้น "ความเร็ว" เป็นใหญ่ ไม่เว้นแม้ในเรื่องการท่องเที่ยว การเที่ยวเร็วดีอย่างตรงที่มีอะไร "ผ่านตา" เยอะ แต่มักเป็นชนิดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนไปสนุกกันแบบฉาบฉวย ไม่มีพันธะทางใจต่อกัน แต่สัจธรรมคืออะไรก็ตามที่มากเกินไปมันก็ไม่ดีใช่มั้ย เที่ยวเร็วไปก็เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันมีนักเดินทางจำนวนหนึ่งในโลกที่เลือกท่องเที่ยวด้วยปรัชญาสวนกระแส พวกเขาเรียกมันว่า Slow Travel เป็นกระแสนิยมรองที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆทั่วทุกมุมโลก เริ่มจากยุโรปก่อน แล้วลุกลามมาสู่เอเชีย สู่ ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ ฯลฯ

มาทำความรู้จักกับ Slow Travel กัน เพราะเราค่อนข้างเชื่อว่า ไม่ช้าไม่นานนี้มันจะส่งผลกับธุรกิจท่องเที่ยวในบ้านเราด้วยแน่นอน แม้ว่าวันนี้ Slow Travel จะยังเป็นแค่กระแสรองในโลกธุรกิจก็ตาม แต่ถ้าท้องถิ่นใดประยุกต์ใช้มันได้อย่างฉลาด ก็อาจสร้างความได้เปรียบหรือมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจท่องเที่ยวได้มหาศาล

การเที่ยวแบบช้าๆ (Slow Travel) กับ การร่อนเร่พเนจร (Vagabonding) จริงๆมีความคล้ายกันอยู่หลายอย่าง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักเดินทางแต่ละคนด้วยว่าเขามองหาอะไรจากทริปนั้นๆ อย่างไรก็ตาม โฟกัสหลัก คือ การที่นักเดินทางได้ "รู้สึก" หรือ "สัมผัส" ถึงสถานที่หนึ่งๆในแบบฉบับของตัวเอง ลึกซึ้ง และมีความหมายทางจิตใจ

"คุณไม่จำเป็นต้องได้เห็นทุกกระบิของเมืองเมืองหนึ่งก็ได้ แต่คุณได้รู้จักมันจริงๆในมุมที่คนอื่นไม่ได้รู้" หนึ่งในทรรศนะของนักเดินทางแบบ Slow Travel

คนที่ชอบเที่ยวแบบช้าๆ หรือ Slow Traveler นี้คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ต้องการจ่ายค่าห้องพักในโรงแรม ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวด้วยกัน พวกเขาอาจมองหาบ้านเช่าหรือโฮมสเตย์ เพื่ออยู่แบบยาวๆหน่อย ให้ได้ความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่ "ทัวริสต์" ทั่วไป แต่ได้พบปะผู้คนและสัมผัสวิถีชีวิตแท้ๆของท้องถิ่นนั้น ซึ่งการท่องเที่ยวสไตล์นี้แน่นอนว่า คุณต้องมีเวลาให้กับมันมากพอ

ในมุมหนึ่งของ Slow Travel มักมีประเด็นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าจะต้องเดินทางในระยะที่ไม่ไกลนัก นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมองหาตัวเลือกอื่นแทนการนั่งเครื่องบิน Slow Travel มีวิธีคิดต่อการเดินทางที่ใหม่หมดจรด เส้นทางและเหตุผลในการเลือกเดินทางนั้น เป็นคนละ ตรรกกะกับกระแสหลัก อย่างสิ้นเชิง (ขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับความงก ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีอิสระทางการเงินเพียงพอที่จะพักร้อนนาน) จุดหมายไม่สำคัญเท่าเส้นทางระหว่างนั้น ปัญหาโลกร้อนเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ อะไรที่สร้างมลพิษหรือผลิตคาร์บอนไดออกไซด์สูง จะตกเป็นตัวเลือกท้ายๆ ทันที

ธุรกิจจัดการการท่องเที่ยวในยุโรปหลายแห่งรับเอาแนวคิดนี้มาออกแบบเส้นทางทัวร์ใหม่ๆ เป็นทัวร์แบบ "มลพิษต่ำ" ซึ่งปัจจุบันมาแรงมาก ด้วยความวิตกเรื่องสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้ามาเป็นปัจจัยชีวิต แม้ในการพักผ่อนผู้บริโภค ก็มองหาสินค้าและบริการที่ Eco-friendly ที่สุดเท่าที่จะทำได้

สรุปองค์ประกอบหลักๆ ของ Slow Travel (เมื่อเปรียบเทียบกับ Mainstream Holiday) หากธุรกิจท่องเที่ยวไทยสนใจมีเอี่ยวกับกระแสโลกอันนี้ นี่คือมุมมองที่คุณต้องการนำเสนอ

harvesting-rice1.jpg

painting-windows.jpg

เหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่พิศมัยการไปอยู่โฮมสเตย์ทำไร่มากกว่าไปนอนเอกขเนกในโรงแรมสามสี่ดาว

1. เที่ยวได้นานกว่า
สมมุติง่ายๆ ว่าคุณไปอาศัยอยู่ไร่กาแฟทางเหนือ แน่นอนว่าคุณต้องใช้เวลากับมันนานกว่านักท่องเที่ยวที่มากับทริปแวะชิมกาแฟอยู่แล้ว ผู้มาเยี่ยมเหล่านั้นได้สัมผัสเพียงรสกาแฟและความงามของแลนสเคป แต่คุณได้รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมและสภาพความเป็นไปที่แท้จริงในนั้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่นานพอ คุณจะเข้าใจในความหมายของคำว่า "จิตวิญญาณท้องถิ่น" ได้เอง

จิตวิญญาณนี้คือ สิ่งที่การเที่ยวแบบเร็วๆไม่มีให้ นักท่องเที่ยวเหล่านั้นเข้ามาและจากไปในเวลาที่คุณเรียกว่า "ฤดูนักท่องเที่ยว" (Tourist season) เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของ "การตลาด" เท่านั้น

2. ใช้เงินคุ้มค่ากว่า
นักท่องเที่ยวทั่วไปใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบายในราคาที่แพงเกินจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พัก หรือ ความบันเทิงต่างๆ นั่นเป็นเพราะการเที่ยวของเขาวนเวียนอยู่แต่ในเขตที่เรียกว่า "เขตนักท่องเที่ยว" (Tourist Zone)

ในประเทศเช่นลาวหรือภูฐาน เขตนักท่องเที่ยวอาจจำกัดอยู่แค่สามสี่ถนนเท่านั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบริเวณแคบๆ แค่นั้น นักท่องเที่ยวใช้เงินในหนึ่งสัปดาห์ไปมากกว่าที่ชาวนาท้องถิ่นจะหาได้ตลอดทั้งปีเสียอีก

แต่ถ้าคุณเดินออกจากพื้นที่ราคาแพงนั้น แล้วอาสาเข้าช่วยงานในไร่สวนแทน บางทีคุณอาจได้ห้องพักบวกอาหารฟรีเลยก็ได้ (หรือไม่ก็จ่ายในราคาที่สมเหตุสมผล อันนี้แล้วแต่กรณีไป) ที่สำคัญคือไม่ว่าคุณจะเที่ยวในซีกโลกที่หนึ่งหรือโลกที่สาม กฎความคุ้มค่าข้อนี้ก็ยังเป็นกฎเหล็กที่ใช้ได้เสมอ

3. ได้สัมผัสกับความจริง
อย่าลืมว่า แม้คุณจะเป็น Slow Traveller คุณก็ยังเป็นคนต่างถิ่นอยู่วันยังค่ำ สิ่งมีค่าที่คุณจะได้จากทริปแบบนี้คือ "เรื่องจริง" ของท้องถิ่นที่คุณไปถึง นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจได้สัมผัสแค่ "ปาหี่" ที่บริษัททัวร์หรือร้านค้าจัดเตรียมไว้ให้ซึ่งมักประกอบไปด้วย Cliché ของไทยที่รู้จักกันทั่วไปในสังคมตะวันตก (ผัดไทย ต้มยำกุ้ง รำไทย และช้าง เป็นอาทิ) ถนนข้าวสารในกรุงเทพคือกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยม เพราะนอกจากผัดไทยและช้างแล้ว มีทั้งไอริชผับ ซูชิบาร์ รถเข็นเคบับ อเมริกันเบอร์เกอร์ และร้านหนังสือที่ขายเฉพาะไกด์บุ๊ค ทั้งๆ ที่คุณเดินอยู่ในประเทศไทย แต่คุณอาจไม่รู้สึกอย่างนั้นนัก

แต่ถ้าคุณมุ่งหน้าสู่ท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวไม่นิยม นั่นแหละคุณจะได้รู้ว่าวิถีไทยที่แท้จริงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มันเป็นอย่างไร กลุ่ม Slow Traveller นั้นรู้ว่า Lonely Planet พึ่งไม่ได้เสมอไป การพูดคุยกับผู้รู้เฉพาะทางคือ แหล่งข้อมูลที่เหนือชั้นกว่า

4. ได้ประสบการณ์ที่มีความหมาย
เวลาที่ช่วยงานในไร่ คุณกับชาวบ้านต้องทำงานร่วมกัน อาจจะซ่อมกระท่อม ปลูกพืชผัก เก็บเห็ดป่า หรือรีดนมวัว คุณทำสิ่งเดียวกันกับเขา ทำกิจกรรมที่หล่อเลี้ยงสังคมนั้น วงจรชีวิตของคุณและของท้องถิ่นจะหล่อหลอมเข้าด้วยกันโดยปริยาย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับสถานที่นั้น มันจะกระทบความรู้สึกคุณได้มากอย่างไม่น่าเชื่อเป็นไปได้สูงว่าเมื่อกลับจากเที่ยว คุณอาจมอง"โลกาภิวัตร"ในภาพใหม่ที่ไม่เคยคิดมาก่อน

5. ได้เรียนรู้
สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอน การเดินทางสอนคุณได้ เรื่องราวที่คุณเรียนรู้จาก Slow Travel มักเป็นสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต" นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตามหาความรู้สึกนี้เวลาเดินทางไปต่างแดน หลายคนกลับบ้านไปแบบไม่เหมือนเดิม กลับสู่โลกใบเดิมด้วยมุมมองที่เปิดกว้างและแนวคิดใหม่ๆที่มีความหมายจากอีกซีกโลก

ตัวอย่างโครงการที่เข้าข่าย Slow Travel ในประเทศไทยก็มีอย่างเช่น พันพรรณ ฟาร์มปลอดสารพิษ และ โครงการ Panya Sustainable Living Project ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยพันพรรณมีโครงการฝึกอาชีพความยาว 10 - 12 สัปดาห์ในช่วงฤดูหนาว โดยผู้ที่สมัครเข้าโครงการจะได้ทดลองใช้ชีวิตและทำงานในฟาร์มปลอดสารพิษเรียนการเพาะพันธุ์พืช สร้างบ้านธรรมชาติ ฯลฯ และโครงการเวิร์คชอประยะสั้นต่างๆ ในขณะที่ Panya Project เปิดสอนวิชาเกษตรยั่งยืนตลอดทั้งปี

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม www.punpunthailand.org และ www.panyaproject.org

ในทางภาคใต้ก็มีรีสอร์ทอย่างซีโวล่าบนเกาะพีพี ที่จัดทริปทำความสะอาดหาดทรายตามเกาะต่างๆ แขกของโรงแรมเข้าร่วมทริปได้ฟรี (ออกเรือไปกับเรือของชุมชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

กรณีหลังนับเป็นการประยุกต์ควบรวมแนวคิดบางส่วนของ Slow Travel เข้ากับ Luxury ของการพักผ่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วมีความเป็นไปได้ในหลายแง่มุม อย่าลืมว่า Slow Traveler นั้นเป็นตลาดที่นับวันจะยิ่งโตขึ้น และไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์อายุหรือฐานะ ที่แน่ๆผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความรู้และเปิดกว้างต่อสิ่งใหม่เป็นโอกาสทางการตลาดที่ธุรกิจไทยไม่น่าปล่อยให้หลุดมือ

« Back to Result

  • Published Date: 2008-03-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี