Creative Knowledge

« Back to Result | List

ความสงสัยประจำวันนี้ …นักออกแบบจำเป็นต้องคิดแบบนักบริหารด้วยหรือ?

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

designerbiz.jpg

พูดถึงเรื่องที่หลายคนถกเถียงกันในระยะสองสามปีนี้ ที่ว่าบริษัทต่างๆ ควรให้นักออกแบบเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ช่วงเริ่มโครงการเลย พูดง่ายๆ คือมานั่งประชุมวางแผนกลยุทธ์เสียด้วยกันกับฝ่ายบริหาร...ถูกหรือไม่ถูก?
...ควรหรือไม่ควร? คำถามและกระแสดังกล่าวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดอนาคตของโลกนักออกแบบเลยก็ได้เพราะบทบาทหน้าที่และความคาดหวังต่ออาชีพนักออกแบบอาจเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากนี้

ยังไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป อยากให้คุณลองจินตนาการสถานการณ์ต่อไปนี้ดูก่อน ลูกค้ารายหนึ่งขอให้คุณออกแบบนามบัตรให้ คุณบอกลูกค้าว่าปัญหาอยู่ที่ตัวโลโก้ ลูกค้าจึงขอให้คุณออกแบบโลโก้ใหม่ด้วย คุณบอกว่าจริงๆ มีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอีก คือ Corporate Identity โดยรวมของบริษัท ลูกค้าจึงขอให้คุณออกแบบ Corporate Identity ใหม่ด้วยเลย ทีนี้คุณบอกว่ายังมีปัญหาที่ตัวแผนธุรกิจอีก... ต่อความยาวกันอย่างนี้ไปเรื่อย สุดท้ายคุณก็เพ้อไปว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมทั้งระบบนั้นเป็นงานที่คุณต้องทำ!

ประเด็นคือปัญหาแท้จริงของธุรกิจนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างภาพสุดเพอเฟกต์ทั้งหมดน่ะสิ คุณ(นักออกแบบ)กำลังมองอะไรผิดไปแล้ว เงี่ยหูฟังทางนี้ ได้ยินเสียงท้องร้องมั้ย? นั่นต่างหากคือปัญหาที่สำคัญในตอนนี้
...ทีนี้คุณจะตัดสินใจยังไงดี?

ไม่มีใครดูแคลนว่านักออกแบบไม่รู้เรื่องการวางแผนธุรกิจหรอกนะ แต่คุณพอมองเห็นประเด็นถกเถียงมั้ยว่า การจะให้นักออกแบบมีส่วนในงานกลยุทธ์นั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณฉลาดพอหรือไม่
แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณ(นักออกแบบ) ต้องการที่จะสัมผัสหรือรับรู้เรื่องตรงหน้านั้นหรือไม่ต่างหาก! ฉะนั้นก่อนที่จะปล่อยตัวปลิวไปตามกระแส

นักออกแบบควรตอบตัวเองก่อนว่า ทำไมในวันนี้แค่ออกแบบให้ดีอย่างเดียวจึงไม่พอ? ทำไมต้องอยากทำมากไปกว่าการสร้างสรรค์สิ่งจำเป็น สิ่งสวยงามจรรโลงใจ? เพราะเราอยากเป็นที่รักมากไปกว่าปัจจุบันนี้หรือ? หรือเพราะต้องการการยอมรับจากสังคมว่านักออกแบบก็ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้กับเขาเหมือนกัน? หรือเพราะแค่ต้องการเพิ่มค่าตัว?

บางทีอาจเป็นเพราะทุกวันนี้วิชาชีพด้านการออกแบบมันมีหลายแขนง หลายระดับมากขึ้น ใครที่อยากก้าวหน้าในอาชีพ(คืออยากรวยจากวิชาชีพนี้) คงต้องอาศัยหัวคิดพ่อค้าและมีความสนใจด้านธุรกิจบ้าง

ไม่ผิดเลยที่นักออกแบบคิดอยากรวย ใครๆ ก็มีสิทธิ์อยากรวยได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่ตามมาจากแนวโน้มนี้คืออะไรล่ะ? นักออกแบบ(โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ๆ) จำต้องทิ้งหรือสละเวลาในการทำงานออกแบบเพื่อไปทำงานบริหารมากขึ้น...ใช่มั้ย?

นักออกแบบคนนั้นได้ลดความสำคัญ ลดความใส่ใจ ลดความทะเยอทะยานในการสร้างผลงานของตัวเองลง...ใช่มั้ย?
ยอมรับเถอะว่ามันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ นักออกแบบไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ไม่มีใครเป็นทั้งนั้น วลีที่ว่า "ได้อย่างเสียอย่าง" นั้นเป็นจริงเสมอ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในธุรกิจออกแบบ คุณลองมองดูรอบๆ ตัวสิ มีผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟ ฝ่ายศิลป์หรือฝ่ายออกแบบในบริษัทใหญ่ๆสักกี่คน ที่ยังเจียดเวลาจากตำแหน่งบริหารมาทำงานสเก็ตช์ให้คุณได้เห็นบ้าง ...ยากแล้ว

หากกระแส "นักออกแบบ/นักบริหารกลยุทธ์/เจ้าของกิจการ" นี้เกิดผันเป็นกระแสหลักในธุรกิจออกแบบจริง เป็นไปได้มั้ยว่า มาตรฐานและการเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์อาจชะลอตัวลงในอนาคต? สมมติว่านักออกแบบรุ่นใหม่ (เพิ่งเรียนจบได้สองสามปี ยังไม่ทันตั้งไข่ดี) หมดไฟทำงานในองค์กรเร็วกว่าที่ควร คิดอยากผันตัวเองเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ กันหมดล่ะ?
เส้นทางการพัฒนาฝีมือในสายอาชีพของเขาจะขาดตอนลงทันที แน่นอนว่าในระยะสั้นเขาอาจร่ำรวยขึ้นกว่าเพื่อนแต่ในระยะยาว...ไม่แน่ เพราะประสบการณ์ในองค์กรมืออาชีพนั้นสอนอะไรคนได้เยอะเหมือนกัน

อยากให้คิดกันต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะรักษามาตรฐานและพัฒนาวงการออกแบบให้มันโตแบบ "ดีทั้งงาน ดีทั้งเงิน" ?
บางคนว่าต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจในวงกว้างก่อน ทุกคนต้องเห็นพ้องกันว่างานสร้างความบรรเจิดของนักออกแบบนั้นเป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญมากในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าทุกรูปแบบ บางคนก็ว่า ถึงเวลาแล้วที่นักออกแบบกับนักบริหารต้องมาพบกันครึ่งทาง สร้างการยอมรับว่า ในขณะที่ "ความเข้าใจในกระบวนการธุรกิจ"สามารถเอื้อประโยชน์กับเหล่าครีเอทีฟสุดเซอร์ได้ "ความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ" ก็สามารถเอื้อประโยชน์กับนักบริหารใส่สูทผูกไทได้เช่นกัน

"ภาพและสัมผัสอันลึกซึ้งจากงานออกแบบนั้นมีค่าไม่น้อยไปกว่าตัวเลขสถิติหรือตัวหนังสือในแผนกลยุทธ์ของนักบริหารเลย" คุณเชื่อมั้ย?

ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถมาเจอกันครึ่งทาง และแสดงภาพความเข้าใจนี้ให้เป็นรูปธรรมหน่อย (เช่น ยกระดับค่าจ้าง หรือค่าแรงมาตรฐานของนักออกแบบให้สูงขึ้น) สถานการณ์มันน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ นักออกแบบเองก็เช่นกัน
ต้องไม่คิดสั้นด้วยการตัดราคาค่าออกแบบ จะด้วยความโลภ ความใจดี หรือความคิดน้อยก็ตาม เพราะนั่นคือคุณกำลังดูถูกตัวเองและเพื่อนร่วมสายอาชีพอย่างแรง ในระยะยาวมันบ่อนทำลายคุณค่าของวิชาชีพการออกแบบทั้งหมด

ที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะรู้สึกสะท้อนใจในสถานการณ์ของวงการปัจจุบัน ยังไงเสียเราก็ยังอยากจะเห็นวงการออกแบบที่แข่งขันและพัฒนาเพื่อ "การออกแบบ" อยู่ ไม่ใช่ว่าสุดท้ายก็หันหลังให้อาชีพกลายๆ เพราะหันหน้าหาแต่เงินกันอย่างเดียว


« Back to Result

  • Published Date: 2008-03-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง