Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์คุณโชคชัย อัศวกาญจนกิจ ช่างทองแห่ง Mystic Gold ผู้บุกเบิกธุรกิจเครื่องประดับทองที่ใช้การออกแบบเป็นตัวนำ

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

mystic-01.jpg

TCDCCONNECT มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งออฟฟิศและโรงงานของช่างทอง โชคชัย อัศวกาญจนกิจ หรือ “เส็ง กำไล” ชื่อที่รู้จักกันดีในย่านเยาวราช ปัจจุบันคุณโชคชัยเป็นทั้งนักออกแบบ เจ้าของโรงงาน และผู้ก่อตั้ง แบรนด์ “มิสทิค โกลด์” (Mystic Gold) ซึ่งผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับแนวร่วมสมัย หนุ่มใหญ่เชื้อสายจีนคนนี้บอกกับเราอย่างภาคภูมิว่าเขาโตมาบน “กองทอง” และคลุกคลีกับทองมาตลอดหลายทศวรรษ เชื่อว่าการสัมภาษณ์เขาในวันนี้น่าจะมีข้อคิดที่น่าฟังหลายอย่าง สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเท้าเข้าสู่วงการเครื่องประดับบ้านเรา (ย้ำว่า ด.ช. เส็งถูกเลี้ยงบนกองทองจริง เพราะเคยถูกเสี้ยนทองตำเท้ามาแล้ว)

ทำไมจึงเลือกทำงานกับ “ทองคำ”
เพราะทองคำเป็นโลหะที่มหัศจรรย์มาก หลังจากที่ผมเริ่มค้นคว้าจริงจังกับมัน จึงพบว่าเราสามารถสร้างสีในทองคำได้มากกว่าสีหลักที่เห็นในปัจจุบัน คือ Yellow Gold, Pink Gold และ White Gold

คุณเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับเครื่องทองเลยรึเปล่า ทำมากี่ปีแล้ว
เริ่มงานชิ้นแรกตอนอายุ 11 ขวบ ถือเป็นการหารายได้พิเศษ สมัยก่อนนั้นเขานิยมลายฉลุและลงยา เตี่ยของผมจะให้ค่าแรงเป็นชิ้น ชิ้นละ 1 บาท ผมเริ่มจากงานฉลุก่อน วันหนึ่งทำได้ 3-4 ชิ้น พอได้ค่าก๋วยเตี๋ยวก็ดีใจแล้ว สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 บาท วันไหนที่ได้นั่งร้านก๋วยเตี๋ยวจะรู้สึกว่าดูดีมีฐานะ คุณย่าผมมักจะบ่นว่า “เงินเยอะรึไง ที่บ้านไม่มีข้าวกินหรือ” คือวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนมันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้นะ ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครกินข้าวนอกบ้านหรอก ต้องเป็นโอกาสพิเศษจำได้ตอนอายุ 18 ปี งานช่างทุกอย่างในบ้าน เราทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้ทำเพราะชอบนะ ทำเพราะงกมากกว่า อีกอย่างคือได้ความภูมิใจที่เราไม่ต้องขอเงินพ่อแม่กินขนมช่วงปิดเทอม ที่ผมเรียนรู้ได้เร็วคงเป็นเพราะมีสายเลือดเข้มข้น เตี่ยเป็นช่างแกะลาย แม่เป็นช่างลงยา (พ.ศ. 2494) ส่วนคุณตาก็เป็นช่างทอง (พ.ศ. 2480)
ตัวผมเองเริ่มต้นจริงๆ ในปี 2533 งานชิ้นแรกที่ทำส่งเป็นกำไลฉลุสิบสองนักษัตร ซึ่งตัวราศีทั้งสิบสองนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นพ่อ ปัจจุบันก็ยังคงผลิตอยู่ มีวางขายทั่วไปตามร้านทอง

นอกจากการเป็นช่างทองแล้ว เคยทำงานอย่างอื่นบ้างมั้ย
ธุรกิจแรกที่ผมทำคือ ร้านทอง ปี 2524 แต่เป็นธุรกิจครอบครัว (กงสี) ทำอยู่ 4-5 ปี ก็รู้สึกว่า งานนี้ไม่ใช่เราแน่นอน มันเหมือนถูกกักบริเวณ ผมอยากทำอะไรที่มันตื่นเต้นกว่านั้น พอปี 2528 ก็เลยหันมาทำธุรกิจเล่นแร่แปรธาติ ซื้อพลอยก้อนจากศรีลังกา ออสเตรเลีย ไนจีเรีย เอามาเผาแล้วเจียระไนส่งแถวสีลม อัญมณีที่ผมถนัดคือ “บลูแซฟไฟร์” ก้อนที่เผาสนุกคือ พลอยจาก Ceylon มันเหมือนเอากรวดใสๆ สีขาวมาเสกสีน้ำเงินใส่ลงไป มันมหัศจรรย์จริงๆ ครับ

ออกมาเริ่มต้นใหม่ไม่ยากเหรอ
ไม่ใช่ว่าผมเกิดมาก็เก่ง ต้องศึกษาจากญาติอยู่เกือบปี แล้วค่อยเปิดโรงงานเผาและเจียระไนอยู่แถวถนนนเรศ เริ่มพบจุดยืนของตัวเองก็ตอนทำพลอยนี่แหละครับ คือ พลอยที่ออกจากโรงงานเราต้องกลมจริง ถ้าเป็นสี่เหลี่ยมก็ต้องเป๊ะๆ ต้องมี “ไฟ” ทุกเม็ด สมัยนั้นถือเป็นโรงงานเจียระไนพลอดเม็ดเล็กที่มีผลงานคับแก้ว แต่ชื่นชมตัวเองอยู่ได้ไม่นานก็ต้องเลิก

ทำไมเลิกล่ะ
ไม่เลิกได้ไงล่ะครับ ก็เชื้อเพลิงที่ใช้นี่นอกจากน้ำมันและถ่านหินแล้ว ยังมีบ้านพร้อมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ของผมด้วยหมดเลย เป็นธุรกิจที่บริหารยากที่สุด ผมเลิกไปช่วงปี 2533 กลับมาทำอาชีพเดิมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ คือช่างทอง ตอนนั้นก็เริ่มค้นพบว่าจริงๆ เรารักและถนัดงานด้านนี้ที่สุด

สำหรับคุณและแบรนด์มิสทิคโกลด์แล้ว “เครื่องประดับ” หมายถึงอะไร
คือ ศิลปะพกพาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ทำไมจึงเป็นดีไซน์แนวอิงธรรมชาติมาโดยตลอด
คงเพราะผมชอบดูสารคดีชีวิตสัตว์ และส่วนตัวก็ชอบการถ่ายภาพด้วย ทุกครั้งที่มีเวลา ผมมักจะเข้าป่าถ่ายรูปแมลง ผีเสื้อ หรือนก เป็นประจำ ครั้งหนึ่งเคยได้เห็นฝูงหมาไนไล่ล่ากวางที่ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ภาพที่เห็นมันให้อารมณ์ที่ไม่สามารถบรรยายได้ ชีวิตผมได้เห็นสิ่งที่นักอนุรักษ์ทั้งไทยและต่างประเทศทุ่มเทหวงแหน ได้เห็นความงดงามที่เต็มไปด้วยพลังของนักฆ่าเพื่อปากท้อง เห็นสัญชาตญาณการหนีเพื่อมีชีวิตอยู่ เห็นลวดลายสีสันที่ยิ่งใหญ่และกลมกลืนในผืนป่า ผมไม่ลังเลที่จะนำเอาความอลังการแห่งธรรมชาตินั้นมาเสนอในมุมมองของตัวเอง

ผ่านทางเครื่องประดับ
ใช่ ผมเก็บและถ่ายทอดธรรมชาติผ่านชิ้นงาน สื่อให้เห็นว่าในโลกนี้ไม่มีลวดลายหรือสีสันใดที่ยิ่งใหญ่เท่าธรรมชาติ แม้เราไม่รู้ว่าพระเจ้าองค์ใดเป็นผู้ดีไซน์สิ่งเหล่านี้ แต่เรารู้ว่าใครเป็นผู้ทำลายนะ บางคนเหยียบย่ำธรรมชาติด้วยการเข้ายึดครอง เก็บมาเป็นสมบัติ แต่ผมยึดครองมันผ่านงานออกแบบนี่แหละ

อิงกระแสด้วยรึเปล่า ดีไซน์จึงเดินมาในทิศทางนี้
รูปแบบในงานดีไซน์คือสิ่งที่เราชอบ เราสนุกในมุมมองที่นำเสนอ ก็ตามสติปัญญาของช่างทองคนหนึ่ง ผมไม่สนใจเรื่องกระแสเท่าไหร่ เพราะเมื่อไหร่ที่เราวิ่งตามมัน เราก็เหมือนคนที่ไร้จิตวิญญาณ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง งานดีไซน์ก็จะไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน

mysticamazon.jpg

คิดยังไงกับกระแสโลก (Trend)
ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก คือ ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ มีนักทำลาย ก็มีนักอนุรักษ์ ส่วนตัวผมคิดว่าทางสายกลางในพระพุทธศาสนาน่าสนใจกว่า

มองภาพรวมในตลาดโลก คุณคิดว่างานออกแบบเครื่องประดับจะเติบโตไปในทิศทางใด
ผมว่า เราน่าจะแบ่งตลาดผู้บริโภคได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ครับ
1) ผู้บริโภคที่สนใจตัวโลหะและอัญมณีที่ประดับมากกว่างานดีไซน์ ตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลเดียวคือ “ราคา” ขอให้ราคาถูกเป็นหลัก กลุ่มนี้เป็นตลาดใหญ่ที่สุด
2) ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องความหรูหรา เพชรต้องเยอะและขนาดยักษ์ ตัดสินใจซื้อเพราะความสะดุดตาและความอลังการ ดีไซน์ไม่สำคัญ ตลาดกลุ่มนี้เล็กลงมาหน่อย
3) ผู้บริโภคที่ให้ดีไซน์มาก่อน โลหะที่ใช้ไม่ต้องพิเศษ เพชรไม่ต้องเม็ดใหญ่ ขอให้เป็นงานแปลก รูปแบบลงตัว ใส่แล้วไม่ซ้ำใคร มีความเข้าใจเรื่องศิลปะอย่างลึกซึ้ง กลุ่มนี้เป็นตลาดที่ยังเล็กมากๆ
ถ้าเราเลือกผู้บริโภคกลุ่มไหนเป็นตลาดหลัก ก็คงต้องกลับมาดูศักยภาพการผลิตของเราให้มันเหมาะสม

สำหรับธุรกิจของแบรนด์มิสทิคโกลด์ ทิศทางหรือแนวโน้มเป็นอย่างไร
คงต้องใช้เวลาทำให้คนรู้จักอีกสักหน่อย ขณะนี้ มีลูกค้าติดต่อมาทางเว็บไซต์พอสมควร แต่เนื่องจากงานของเราแปลกสำหรับอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ต้องอธิบายกันยาวทั้งในยุโรปและอเมริกา หลายคนทึ่งและแปลกใจในดีไซน์และเทคนิคที่เราใช้ คำถามยอดนิยมเลยคือ “งานที่โชว์บนเว็บเป็นงานของคนไทยเหรอ?” ถามถึงแนวโน้ม... ภาวะเศรษฐกิจคงเป็นตัวผลักดัน

คิดว่าภาครัฐจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
แบรนด์ใหม่ดีไซน์แปลกคงต้องยืนด้วยขาตัวเองให้มากที่สุด ผมเคยเอาผลงานไปขอคำแนะนำจากกรมส่งเสริมการส่งออก ตอนนั้นท่าน ผ.อ. เนตรปรียา ชุมไชโย (ครูเคต) ชื่นชมงานออกแบบของเรามาก ท่านก็ช่วยแนะนำตลาด และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ ล่าสุดในงานบางกอกเจมส์ครั้งที่ 40 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีท่านทูตพาณิชย์ประจำประเทศเบลเยี่ยมติดต่ออยากให้เรานำผลงานไปโชว์ที่นั่นในปี 2551 ท่านว่าผลงานและบู๊ธของเราน่าจะโดนใจตลาดยุโรปและอเมริกา ทำให้ผมหัวใจพองโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ

ทำไมแบรนด์มิสทิคโกลด์ถึงไม่มีหน้าร้านและขายผ่านตัวแทนอย่างเดียว
ผมเกิดมาสายช่าง มีความชำนาญด้านการผลิตมากกว่าการตลาด ถ้ามีคนสนใจช่วยทำการตลาดให้ย่อมดีกว่าทำเองขายเอง เราก็แบ่งปันผลประโยชน์กันให้ลงตัว ไม่เอาเปรียบคู่ค้า น่าจะเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสำหรับผม ส่วนเรื่องหน้าร้านในประเทศ ตอนนี้กำลังมองหาทำเลที่เหมาะสมอยู่ คงไม่เกินกลางปี 2551 พื้นที่ของบริษัทในปัจจุบันนี้ถูกออกแบบให้เป็นสำนักงานและโรงงานในตัว จึงไม่สะดวกที่จะเปิดเป็นหน้าร้านครับ

ในสายตาคุณ ข้อได้เปรียบของธุรกิจเครื่องประดับไทยคืออะไร
มองภาพรวมเครื่องประดับที่ผลิตในเมืองไทย เรายังคงได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบด้านอัญมณีและเพชรที่ปัจจุบันเราเจียรไนเองได้ในประเทศ รวมทั้งหินสีและพลอยเนื้ออ่อน ซึ่งไทยยังเป็นแหล่งผลิตป้อนอุตสาหกรรมประเภทนี้อยู่ จากวัตถุดิบที่มี ผมว่าดีไซน์เราน่าจะไปได้อีกไกล ปัจจุบันผมเองเริ่มซื้อหินสีและพลอยเนื้ออ่อนบางชนิดมาไว้ในสต๊อค และเริ่มพัฒนาดีไซน์บางแบบแล้ว ...ถ้าคนไทยทำเครื่องประดับสู้เขาไม่ได้นี่ถือว่าแย่นะ ผมคิดอย่างนั้น ด้านฝีมือเราก็ทัดเทียมสู้ต่างชาติสบาย จะแพ้ก็เรื่องเทคนิคที่พวกเยอรมันเขาไปไกลแล้วจริงๆ

แล้วจุดอ่อนล่ะ อะไรที่เมืองไทยยังต้องปรับปรุง
ขอตอบตรงๆ นะครับ อาจจะแรงไปหน่อย ต้องขอโทษล่วงหน้า ผมว่าคนไทยไม่ค่อยรักประเทศ ไม่ค่อยรักสถาบันและอาชีพของตนเอง ขายวิญญาณและถูกซื้อกันได้ด้วยเงิน คือใครจะซื้อไปอยู่ที่ไหนก็ได้ จ้างแพงกว่าห้าร้อยพันนึงเขาก็ทิ้งถิ่นที่เคยทำกินกันไปแล้ว เจ้าของโรงงานบางแห่งที่ทำกำไรกันมาหลายปีจากธุรกิจนี้ พอเศรษฐกิจซบเซาลงไม่กี่เดือนก็ประกาศเลิกกิจการ ลอยแพลูกน้อง และยังมีพวกมือใหม่หัดขับที่ส่วนมากเป็นนักธุรกิจที่ชอบเดินทางลัด ไม่ใช้เวลาศึกษากลไกของงาน ใช้เงินซื้อทุกอย่างแทนการเรียนรู้ ไม่เคยค้นคว้าเอง แต่หูไวตาไวครับ แบบไหนกำลังอินเทรนด์ แบบไหนสวยแปลก ใครเป็นคนทำ เขาจะรู้หมดเลยกระทั่งตลาดที่ขาย ซึ่งถ้าคุณใจดีไปสอนหรือแนะนำคนประเภทนี้เข้า ไม่นานกระบี่ที่ยื่นให้เขาก็จะมาฟันคอคุณเอง คนไทยตีคำว่าศักดิ์ศรีผิดๆ เปิดโรงงานกันง่ายๆ สุดท้ายก็ต้องปิดตัวเอง นี่ถ้าผมเรียนปริญญาเอก ผมจะเอาเรื่องนี้มาทำวิทยานิพนธ์

เส้นทางการนำแบรนด์ออกตลาดโลกของคุณเป็นมาอย่างไร ใช้อะไรเป็นกลยุทธ์หลัก
โทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่เป็นตัวจุดประกายความคิดครับ ตอนนั้นผมคิดนะว่าเราต้องปลูกข้าวกี่ไร่เพื่อไปแลกมือถือมาหนึ่งอัน แล้วเราจะมีโอกาสทางไหนบ้างที่จะเอาดอลล่าร์เข้าประเทศ พอดีตอนนั้นงานที่ทำส่งในประเทศมันเริ่มอยู่ตัว ก็เลยแบ่งช่างบางส่วนมาลองทำงานใหม่กันดู
ด้วยความที่ซน อยากทำงานแนวแปลก ผมลงทุนและเสียเวลาไปพอสมควร แต่ก็ได้ผลตอบรับกลับมาค่อนข้างดี ไปเปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอกเจมส์ครั้งที่ 39 (28 กุมภาพันธ์ 2550) ในนาม “มิสทิคโกลด์” เน้นดีไซน์เป็นกลยุทธ์หลัก เครื่องประดับเราที่นำไปโชว์เตะตานักออกแบบจากยุโรป เอเชีย และอเมริกา ครั้งนั้นทำให้เรามีความหวัง รู้สึกว่าถนนเส้นนี้ยังเหลือที่ให้เรายืน

เจออุปสรรคอะไรบ้าง
เส้นทางที่เดินขณะนี้เหมือนเดินบนกุหลาบไร้ดอก ไม่ง่ายอย่างที่ฝัน ถ้าความมุ่งมั่นมีพลังไม่เพียงพอ คงเลิกทำไปตั้งแต่สองปีแรก ช่วงนั้นผมค้นคว้าเรื่อง “ออกซิไดซ์” (ออกซิไดซ์ คือ ปฏิกิริยาระหว่างออกซิเจน (อากาศ) กับโลหะ โดยใช้ความร้อนเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้ได้โลหะสีต่างๆ) ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง จะไปปรึกษาใครก็ไม่กล้า กลัวเขารู้ กลัวเขาถาม ผมโกหกไม่เป็นไง ก็กลัวว่าเขาจะเอาเทคนิคของเราไปใช้ อุปสรรคมันเกิดตั้งแต่เริ่มทำ และก็มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ผมถือมันเป็นอาหารสมองชนิดหนึ่ง ถ้าไม่มีปัญหา สมองเราคงเป็นโรคขาดอาหาร

ความช่วยเหลือที่นักธุรกิจเครื่องประดับไทยต้องการมากที่สุดในวันนี้
ธุรกิจเครื่องประดับไทยต้องการความสามัคคี รวมหัวกันไม่ทำร้ายแผ่นดินที่เกิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว วันใดที่คนไทยทำงานเป็นทีม เลิกแทงข้างหลัง อุตสาหกรรมประเภทนี้จะไปได้อีกไกล ผมเชื่อว่างานด้านนี้คนไทยเรามีศักยภาพสูง ไม่เป็นรองใครในโลกอยู่แล้ว

ในชีวิตนี้ คุณมีใครเป็นฮีโร่ในดวงใจมั้ย
เตี่ยผมเอง มารู้สึกทึ่งในตัวท่านก็ตอนที่ได้หัดงานจากท่าน สมัยที่เราเป็นเด็ก เรามองข้ามท่านมาตลอด อาจเป็นเพราะคนเรามีทั้งด้านมืดและด้านสว่างทุกคน ผมมองเห็นจุดอ่อนเรื่องการบริหารและการปกครองของเตี่ยมากมาย เราคิดขัดแย้งกันตลอด แต่ในเชิงช่างแล้ว ผมว่าท่านเจ๋งจริง ไม่เป็นรองใครในเมืองไทย

ถ้าให้คุณเลือกทำงานกับนักออกแบบหรือใครก็ได้ในโลกนี้ คุณอยากร่วมงานกับใครมากที่สุด
ใครก็ได้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับเรา ซึ่งตอนนี้ก็กำลังทำอยู่ครับ

สนใจชมผลงานอีกภาคของmystic ภายใต้ธีม "ความสุขที่สวมใส่ได้" ที่ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 2, Zone jewerly

ติดต่อคุณโชคชัย อัศวกาญจนกิจ ได้โดยตรงที่ 081-6136139, 02-2417091-3
Mystic: 871/14 สามเสน ถนน นครชัยศรี, ดุสิต, กรุงเทพฯ
www.mysticgold.com


« Back to Result

  • Published Date: 2008-02-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี