Articles

« Back to Result | List

ตลาดสามชุก ตลาดมีชีวิต “ปรับเพื่ออยู่รอด”

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ปลุกความหลังสร้างคุณค่าใหม่ ตลาดร้อยปีสามชุก The Designed Market ในกระแสบริโภคนิยม

sc1.jpg

ตลาดสามชุกตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี เคยเป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอดีตราว 100 กว่าปีก่อน แต่เมื่อมีการตัดถนน มีการจราจรทางบุกที่เข้ามาแทนที่การสัญจรทางน้ำ ผู้คนก็หันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศการค้าขายในตลาดเริ่มซบเซา และยิ่งเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้า ขนาดยักษ์และตลาดนัดอื่นๆที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ตลาดสามชุกจำต้องหาทาง "ปรับเพื่ออยู่รอด" จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าทำกินมายาวนาน เกิดดำริจะรื้อตลาดเก่าเพื่อสร้างเป็นตึกใหม่ ทำให้ครูอาจารย์และชาวบ้านในตลาดกลุ่มหนึ่ง (ที่ยังมองเห็นคุณค่าของตลาดเก่า) รวมตัวขึ้นเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ ระดมความคิดหาทางรักษาตลาดและที่อยู่ของตนไว้ นี่คือที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ "เที่ยวตลาดสามชุก ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา" ที่หวังใช้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมืออนุรักษ์และพัฒนาชุมชน พวกเรารู้จักกับตลาดสามชุกได้ก็ด้วยเหตุนี้

บรรยากาศเดิมเดิม
อาคารไม้เก่าแก่ในตลาดที่สร้างเป็นแนวฉากกับแม่น้ำบอกชัดถึงลักษณะของตลาดจีนโบราณ ที่นี่เป็นชุมชนชาวไทย-จีน- มอญ ที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน ลวดลายฉลุไม้ที่เรียกว่าลายขนมปังขิง (เท่าที่ศึกษามา มีอยู่ถึง 19 ลาย) คือศิลปะตกแต่งอาคารไม้โบราณที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ก็คงสูญหายไปสักวันเช่นเดียวกับศิลปะในชุมชนโบราณอื่นๆ

sc2.jpg

นอกเหนือจากสถาปัตยกรรม อาคารไม้โบราณที่เห็นได้ทั่วไปตลอดทางเดิน บรรยากาศการค้าในตลาดนี้ก็ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมเช่นในอดีตไว้ ไม่ว่าจะเป็นอัธยาศัยไมตรีของพ่อค้าแม่ค้า ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่นต่างๆ ขนมและอาหารหน้าตาแปลกที่หาบริโภคไม่ค่อยได้แล้วในชุมชนที่พัฒนาใหม่ เดินปราดเดียวก็สัมผัสได้ว่าสามชุกไม่ใช่การจำลองความเก่าเพื่อให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นชั่วครั้งชั่วคราว สิ่งที่เห็นนั้นมันอยู่ ณ ตรงนี้มานานแล้วนับแต่อดีต

ได้ยินว่าถ้ามาเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์ ที่ตลาดจะมีมัคคุเทศก์น้อย (เด็กนักเรียน) ทำหน้าที่ให้ข้อมูล และพานักท่องเที่ยวเดินชมตลาดด้วย เป็นความกลมกลืนระหว่างการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและคุณค่าชุมชนเก่าที่ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ เด็กชาวบ้านได้ค่าขนมจากการทำงานพิเศษในขณะเดียวกันก็ซึมทราบจิตสำนึกดีต่อชุมชนบ้านเกิดไปด้วย (เมื่อผู้มาเยือนให้ความชื่นชม เจ้าบ้านย่อมภาคภูมิใจเป็นธรรมดา) คิดและทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้แบบยั่งยืน ไม่ต้องบีบให้คนท้องที่ออกจากชุมชน เหมือนกับงานอนุรักษ์ย่านเก่าบางแห่งในกรุงเทพ

แต่บางอย่างไม่เหมือนเดิม
ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมสามชุกในวันธรรมดาที่นักท่องเที่ยวน้อย มีโอกาสพูดคุยกับคนในตลาดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกินไปกว่า "อันนี้มีกี่สีกี่แบบ ราคาเท่าไหร่" คุณจะรู้ได้ว่าตลาดอนุรักษ์อายุ 100 ปี ก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ถูกที่ว่าสถาปัตยกรรมเก่ายังคงอยู่ แต่วิถีชีวิต (ลึกๆ) ของคนเรานั้น ยากที่จะคงอยู่อย่างเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปในตลาดสามชุกคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่มีวันมองเห็น

วันที่เราไปเที่ยวนั้น โชคดีได้เจอ "จ๋อม" เพื่อนเก่าคนสุพรรณที่อาสาเป็นไกด์ให้ (หลังจากเรียนจบจุฬาฯไม่นาน เพื่อนก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านที่สุพรรณ) จ๋อมเล่าให้ฟังว่า ตลาดสามชุกเปลี่ยนไปมากหลังจากถูกโปรโมทเป็นโครงการตัวอย่าง โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์อาทิตย์ มีคนจากนอกตลาดเข้ามาขายของ ข้างทางกันเต็มไปหมด ไม่เหมือนตลาดเก่าอื่นๆในสุพรรณ ที่ทุกวันนี้เงียบวังเวง มีแต่คนแก่กับแมว (มักถูกใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายหนัง/ละครย้อนยุค) ส่วนที่สามชุกมีนักท่องเที่ยวมากจนอึดอัด แย่งกันกินแย่งกันซื้อ สูญเสียบรรยากาศเดิมๆไปพอควร คนสุพรรณเองจะรู้

ร้านนาฬิกาในซอย ๑ ชื่อว่า "บุญช่วยหัตถกิจ" ขายนาฬิกาสไตล์โบราณ มีคุณป้าสายบัวนั่งเป็นเจ้าของร้าน แกได้รับมรดกร้านนี้จากบิดาของสามี คุณป้าเล่าถึงความหลังในตลาดว่า เมื่อก่อนบ้านแถบนี้เป็นดงต้นกำปัด ไม่มีถนนที่ตัดตรงเข้ามา บ้านขุนจำนงฯเคยเป็นร้านขายฝิ่น และมีร้านเถ้าแก่เบี้ยวที่เปิดเป็นบ่อน (เรานึกภาพตามแล้วก็คิดอิจฉาไลฟ์สไตล์คนรุ่นปู่ว่างก็สูบฝิ่นเข้าบ่อนไปเพลินๆ) สมัยก่อนนั้นคนที่รวยจริง คือพวกชาวบ้านชาวนา มีทองคำเก็บกันไว้เป็นกำปั่นๆ (ฟังดูเป็นเรื่องโกหกของคนสมัยนี้ใช่มั้ย) "เตี่ย" (บิดาของสามี - ป้าแกเรียกอย่างนั้น) ไปซื้อไม้เก่าจากท่าช้างมาสร้างเป็นห้องแถวได้ ๘ ห้อง เปิดเป็นร้านขายยา ร้านขายนาฬิกา ร้านขายเครื่องบวช ฯลฯ ตั้งใจสร้างไว้ให้ลูกๆสืบทอด

ปัจจุบันนี้สามีของป้าสายบัวเสียชีวิตไปแล้ว คุณป้ารักษากิจการร้านนาฬิกานี้ไว้เพียงลำพัง (ป้ามีลูก 8 คน แต่ย้ายไปทำงานมีครอบครัวอยู่กรุงเทพกันหมด) รายได้ของคุณป้านั้นไม่มากเหมือนอดีต แต่อยู่ได้เพราะมีลูกๆที่ส่งเงินกลับมาบ้านกันทุกคน ที่ยังเปิดร้านอยู่ทุกวันนี้เพราะด้วยเหตุผลเดียวคือ ...กลัวเหงา

ไม่ไกลจากร้านนาฬิกา มีร้านขายยา "สามชุกโอสถ" อีกร้านที่เป็นมรดกตกทอดของ"เตี่ย" ร้านนี้ขายพวกยาบด สมุนไพรไทย สมุนไพรจีน ป้าสายบัวบอกว่า เตี่ยแกนั้นมีความรู้ทั้งด้านยาไทยและยาจีน ซึ่งยาโบราณพวกนี้ก็ได้มาจากพวกชาวบ้านนี่แหละ เมื่อก่อนนั้นสมุนไพรต่างๆหาง่ายมาก จะเอาอะไรก็มีหมด ชาวบ้านเข้าไปเก็บมาจากป่าแล้วมาขายให้เตี่ย แต่ถ้าเป็นยาจีน เตี่ยจะไปหาซื้อจากแถวสำเพ็ง ที่นั่นเป็นแหล่งสมุนไพรจีน ร้านสามชุกโอสถนี้ สมัยก่อนมีตู้ยาประดับประดาสวยงามมาก ...แต่ตอนนี้ลูกหลานขายทิ้งไปหมดแล้ว

อันตรายจากความเจริญ
ต้องยอมรับว่าคณะกรรมการของตลาดสามชุกทำโครงการได้ดี มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ และคงเพราะเม็ดเงินมันสะพัดอย่างนี้นี่เอง เราจึงได้เห็นป้ายผ้ารณรงค์ต่อต้าน "ห้างฝรั่งติดแอร์" ที่เตรียมบุกเข้ายึดพื้นที่ในตลาดสุดคึกคักนี้ (ทั้งๆที่ขับรถออกจากตลาดไม่เท่าไหร่ ก็จะเจออีกสาขาหนึ่งแล้ว) เป็นภาพที่เห็นแล้วสะเทือนใจไม่น้อย

ลัทธิทุนนิยมนี่มันเป็นดาบสองคมจริงๆ จะเลี่ยงก็ไม่ได้ แต่จะให้รับทั้งหมดก็ลำบากใจ ลูกหลานของคนสามชุกในอดีต (ยุคที่โตมาพร้อมแนวคิดทุนนิยม) ก็เปิดท้ายทิ้งบ้านเข้าไปทำงานในกรุงกันหมด แม้จะส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่จริง แต่ความเจริญของบ้านเกิดมันก็ชะงักไปเห็นๆ พอตอนนี้มีคนคิดดีพยายามทำให้ตลาดเก่าได้กลับมาหายใจอีกครั้ง พวกนายทุนยักษ์ก็มาเร็วเหลือใจ ได้กลิ่นเงินเข้าหน่อยเป็นต้องขอร่วมโกยด้วยทันที ถ้าห้างติดแอร์ดังกล่าวเข้าเหยียบสามชุกได้จริง ความงามของตลาดเก่า 100 ปีนี้ก็จะจางลงไปทันตา พร้อมกันกับที่พ่อค้าแม่ค้าเจ้าถิ่น (รายย่อยๆ) ที่อาจต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน หรือไม่ก็ไปสมัครเป็นพนักงานขายในห้างเขาเถอะ!

ไปดูรูปกัน

sc41.jpg
เดินเข้าตลาดจะเจอร้านนี้ก่อนเลย "ร้านกาแฟท่าเรือส่ง" ขายกาแฟโบราณ ภายในร้านตกแต่งด้วยรูปถ่ายเด๋อๆ (ฝรั่ง งง)

sc6.jpg
ของเล่นสังกะสีแนว Retro มีวางขายทั่วไป

sc7.jpg
เดิมๆทั้งนั้น

sc8.jpg
โรงแรมเก่าแก่ที่ปิดกิจการแล้ว ตอนนี้เปิดเป็นคาเฟ่แทน (แต่ยังใช้ป้ายเดิม) วิวจากชั้นสองของโรงแรม

sc10.jpg
เรโทรอีกแล้ว

sc11-1.jpg
ชั้นวางขายปี๊ปพลาสติก คิดว่ามีโซ่คล้องไว้เพื่อกันขโมย (ดูผ่านๆอย่างกับงานศิลปะจัดวาง)
เห็นงานดีไซน์สำหรับคนพิการด้วย รถคันนี้ขับเคลื่อนด้วยคันโยกมือ มีพื้นที่ด้านหน้าไว้วางของจำเป็นนิดหน่อย (แค่นี้คุณลุงก็ไปไหนๆง่ายขึ้นเยอะ)

sc13.jpg
บรรยากาศจริงของตลาดเก่า เงียบๆ ไม่พลุกพล่าน (เที่ยวกลางสัปดาห์ได้ก็ดีอย่างนี้เอง)

sc14.jpg
ร้านอาหารจีนในซอยหนึ่งของตลาด สะอาดถูกหลักอนามัย ในบรรยากาศ "โรงเตี๊ยม"

ภายในพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนง จีนารักษ์

sc15.jpg

sc16.jpg
แสดงประวัติความเป็นมาและเรื่องราวสำคัญในอดีต

sc17.jpg
บ้านสมัยก่อนโล่งดี อากาศถ่ายเท

sc18.jpg
ร้านศิลปธรรมชาติ รับถ่ายPortraitแนวคลาสสิคโบราณ ที่นี่ยังใช้กระดาษอัดรูปแบบเก่าอยู่ สมัยนี้หายากแล้ว

sc19.jpg
หลังตลาด มีทางเดินติดแม่น้ำด้วย (สร้างขึ้นใหม่)

sc20.jpg
สัญลักษณ์ทางความเชื่อของชาวจีน งานปูนปั้นรูปมังกรเลื้อยขึ้นจากแม่น้ำขึ้นมาเจอกับศาลเจ้าสีแดงนี้

sc21.jpg
ป้ายต่อต้านการเข้ามาของห้างฝรั่ง

sc22.jpg
อันนี้ไม่รู้เรื่องอะไร แต่แรงจัง

ติดต่อตลาดสามชุก คุณพงษ์วิน ชัยวิรัตน์
ประธานกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ โทร. 0-1880-1880

คุณอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล
กรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ โทร. 0-9072-5128

คณะ กรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์
73 หมู่ 2 ต.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
โทร. 035-572-449, 035-504-498, 01-640-3327

จัดทำโดย พิสุทธิ์ ศรีหมอก ทำให้ Case Studio ในโครงการฟื้นฟูชุมชนตลาดสามชุก
ขอบคุณทีมงาน CASE ที่เอื้อเฟื้อวีดีโอ
for more documentary work from Pisut, please see openspace documentary http://www.openspacer.org/documentary.htm

« Back to Result

  • Published Date: 2008-01-24
  • Resource: www.tcdcconnect.com