Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์คุณวุฒิไกร ผาทอง – นักพัฒนาชุมชนและผู้ก่อตั้งแบรนด์แก้ววรรณา ผลิตหม้อห้อมธรรมชาติ 100%

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ไปเก็บข้อมูลโครงการ Skill Mapping ทางภาคเหนือรอบแรกนี้ TCDCCONNECT ได้โอกาสนั่งคุยกับคุณวุฒิไกร ผาทอง ลูกหลานเมืองแพร่ที่มาเรียนจบจากเมืองกรุง ปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์ "แก้ววรรณา" ผลิตหม้อห้อมซูเปอร์ไฮเอนด์ที่คงความเป็นธรรมชาติ 100% ... กว่า 7 ปีบนแรงกายและแรงสมองของคนเพียงสามคน (คือ คุณวุฒิไกรเอง พี่พยอมและป้าสน) มาดูกันซิว่าหม้อห้อมแก้ววรรณามีอะไรเด็ดๆจะเล่าให้เราฟังบ้าง

wuttikrai.jpg

แบรนด์แก้ววรรณาเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ อะไรหรือใครที่จุดประกายความคิดนี้
ต้องยกประโยชน์ให้คุณช้างที่ร้านบายศรีครีเอชั่นครับ เขาเป็นคนจุดประกายให้ผมตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องไปทำงานในเมือง? ทำไมต้องไปทำงานกรุงเทพ? เราทำมาหากินอยู่กับบ้านเราไม่ได้หรือ? ผมก็เลยมาคิดต่อว่าแล้วอะไรล่ะที่พอพูดแล้วคนจะคิดถึงเมืองแพร่ทันที ก็ได้คำตอบว่าเป็นหม้อห้อม ส่วนชื่อ "แก้ววรรณา" นี่มาจากความที่ผมอยากจะได้ชื่อที่มันกลางๆ ไม่เก่าไม่ใหม่แต่เก๋อยู่ในที ออกเสียงง่าย และมีความหมายกับเราด้วย คือเป็นชื่อของย่าทวดของผมเอง แต่จะมีปัญหานิดหน่อยคือเวลาเขียนเป็นภาษาอังกฤษนี่มันจะเขียนยาก

ทำไมแก้ววรรณาถึงต้องเป็นหม้อห้อมธรรมชาติ 100% คะ
คือเราต้องรู้ว่าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการ ถ้ามัวไปทำซำ้กับสิ่งที่เขาทำๆกันอยู่แล้ว เราคงไม่มีทางเกิดแน่ฮะ และบังเอิญที่ว่าส่วนตัวก็อยากได้ของดี อยากได้ของที่มันเป็นของแท้ๆมาใช้ ซึ่งเรายังหาไม่เจอที่เมืองแพร่ ก็เลยคิดว่าแล้วทำไมเราไม่ทำเองล่ะ

จากจุดนั้น อะไรที่ทำให้คุณเชื่อว่าจะพัฒนาไอเดียนี้ให้เป็นธุรกิจได้
จริงๆผมก็ไม่ได้คิดว่าจะทำให้เป็นธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวนะ เริ่มมาจากที่เรามีใจรักก่อน อยากทำไว้ใช้เอง คืออยู่ในวิถีแห่งความพอเพียงครับ ทำไว้ใช้เองก่อน แล้วเหลือไว้ขายบ้างให้กับคนที่ชอบด้วยกัน ผมเริ่มจากตรงนั้นครับ ต่อมาค่อยเริ่มทดลองหาความเป็นไปได้ในแง่ของธุรกิจจริงๆ ตอนนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในขั้นทดลองและเสาะหา หาสูตรที่ลงตัว หาวิธีการผลิตที่ไม่เจ็บตัว หาคู่ค้าและเครือข่ายที่มีความซื่อสัตย์ต่อกันไว้ใจกันได้ เพิ่งเริ่มอย่างจริงจังได้สัก 3 ปีแค่นั้น ก่อนหน้าคือการศึกษาทำความรู้จักกับมันมากกว่าครับ

คุณคิดยังไงกับกระแสโลก
ผมก็คิดถึงมันอยู่ตลอดนะ ตั้งแต่สมัยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ในทางวิชาการเขาก็สอนไว้ว่าอีกหน่อยโลกมันจะเป็นยังไง มีการวิเคราะห์ลำดับขั้นทางเศรษฐศาสตร์ไว้พอสมควร ซึ่งก็มีส่วนทำให้ผมหาคำตอบให้กับหม้อห้อมตรงนี้ได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน

พูดถึง background ด้านเศรษฐศาสตร์ และงานปัจจุบันของคุณในด้านการพัฒนาชุมชน คุณว่ามันมีส่วนขับเคลื่อนงานออกแบบที่แก้ววรรณาบ้างหรือไม่
(หัวเราะ) คล้ายๆว่ามันไม่เกี่ยวกันเลยเนอะ แต่ผมกลับว่ามันเกี่ยวกันมากเลย ในเชิงเศรษฐศาสตร์เราต้องคิดเรื่องการประหยัดใช่มั้ย นั่นคือคอนเซ็ปท์แรกของเศรษฐศาสตร์เลย ผมหันมามองภาคการผลิตของชุมชนเรา ก็คิดว่าถ้าเราทำให้มันอยู่ภายใต้แนวคิดของการประหยัดหรือทำให้มันเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้มันก็จะดีมาก แล้วหม้อห้อมมาเกี่ยวกันยังไง ก็คืออย่างที่รู้ว่าวิถีหม้อห้อมมันคือการหยิบของใกล้ๆตัวมาใช้ นำของเหลือมาใช้ประโยชน์ มันไม่ควรจะก่อให้เกิดขยะอะไรในชุมชน ฉะนั้นวิถีหม้อห้อมดั้งเดิมมันอยู่ในคอนเซ็ปท์นี้ คือ "ประหยัด" แต่ถ้าคุณจะทำให้มันเป็นการค้าใหญ่โตเนี่ยมันต้องมาคิดอีกตลบหนึ่ง มันไม่ใช่คอนเซ็ปท์นี้แล้ว ซึ่งผมก็ยังคิดอยู่ว่ามันควรจะเป็นยังไง

ให้คุณนิยามคำ 3 คำสั้นๆที่จะอธิบายหม้อห้อมแก้ววรรณาได้ดีที่สุด
เฉพาะในเรื่องผลิตภัณฑ์นะครับ อันดับหนึ่งคือ ผมว่าหม้อห้อมแก้ววรรณาเหมาะกับนักออกแบบที่ต้องการความแตกต่าง สองคือมันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความพอใจของเรากับความสุขใจของผู้ใช้ อย่างวันก่อนมีคนมาที่ร้านมาดูสินค้า เราแอบถามคุณพยอมที่ดูแลร้านว่า ถ้าเขาจะซื้อจริงๆนี่จะขายให้เขามั้ย? พยอมบอกว่จะไม่ขายนะ เขาให้เหตุผลว่าคนคนนี้ไม่ได้เข้าใจของของเราจริง เขาอยากซื้อเพราะแค่อยากช่วยเราเฉยๆ ...ซึ่งสำหรับเรามันไม่ใช่ครับ เราอยากให้ลูกค้าเสียเงินให้กับสิ่งที่ให้อะไรตอบกลับคืนแก่เขาด้วย และสุดท้ายก็คือเรื่องความเป็นธรรมชาติ ดีต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม นี่ก็เป็นคอนเซ็ปท์ของเราตั้งแต่เริ่มต้น

ที่ผ่านมา การตอบรับจากตลาดและสังคมเป็นอย่างไรบ้าง
(หัวเราะ) การตอบรับจากตลาดเหรอ ก็อย่างที่บอกว่ามันยังเข้าไม่ถึงวงกว้าง มันยังอยู่แค่ในกลุ่มเฉพาะ คือคนที่คุยกันรู้เรื่อง คนที่เข้าใจกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ซื้อบ่อยๆ แต่เหมือนว่าเราเข้าใจกันแล้วน่ะครับ ส่วนในแง่ของสังคมนี่ผมว่าเรากำลังทำงานสองอย่างพร้อมๆกันนะครับ คือไม่ใช่แค่โฆษณาว่าของเราดี แต่เราพยายามยกระดับทุกคนรอบๆขึ้นไปด้วย อยากจะกระจายความรู้ให้ผู้คนเห็นถึงประโยชน์และข้อแตกต่างของสินค้าจากธรรมชาติ ให้คนอื่นเขารู้ว่าควรจะพัฒนาและยกระดับสินค้าอย่างไรด้วย แต่ในปัจจุบันสังคมยังไม่ได้มองเห็น "แก้ววรรณา" เท่าไหร่ครับ เขามองเห็น "วุฒิไกร" คือเขามองมาที่ตัวผม เห็นว่าผมทำงานเพื่อหม้อห้อม ...ก็มีทั้งเสียงตอบรับด้านบวกและด้านลบครับ

พูดถึงเรื่องการตลาดหน่อยนะคะ คุณมองว่ากลุ่มเป้าหมายจริงๆของหม้อห้อมแก้ววรรณาคือคนกล่มไหน
ผมมองว่าเป็นคนเมืองที่มีการศึกษา ไม่ได้ต้องการสินค้าเราไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือในการทำงาน เพราะผ้าของเราไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้น เขาจะใช้สินค้าเราในบรรยากาศที่สบายๆ ในวันพักผ่อน ลูกค้าคือคนที่ต้องการความแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มั่นใจสูง

มีการศึกษาตลาดหรือกลุ่มลูกค้าไว้ก่อนที่จะเริ่มวางแผนผลิตสินค้ามั้ยคะ
ไม่ได้ศึกษาเลยครับ ผมทำเพื่อตัวผมเองก่อน เพราะว่าผมอยากใช้ของแบบนี้

ด้วยระดับราคาที่ค่อนข้างสูง (กางเกงชาวเลขายาวติดป้ายไว้ตัวละ 790 บาท) คุณเคยศึกษาถึงตลาดต่างประเทศบ้างมั้ย เพราะตรงนั้นเขาอาจมีกำลังซื้อที่มากกว่า
คือโอกาสที่จะศึกษาตรงนั้นมันน้อยครับ โอกาสที่จะเชื่อมต่อถึงตลาดต่างประเทศก็น้อย เราต้องมีทุนพอสมควรกว่าจะไปถึงตรงนั้น เคยมีทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่อิตาลีส่งอีเมลมาถามผมว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรมั้ย จนบัดนี้ผมยังไม่กล้าตอบเลยนะ เพราะถ้าเราจะให้เขาช่วยทำตลาดนี่ มันหมายความว่าระบบการผลิตของเราต้องแน่นอนพอสมควรใช่มั้ยฮะ ซึ่งตรงนี้เรายังไปไม่ถึงไง

พูดถึงอุปสรรคในภาคการผลิตตรงนี้ ปัญหามันอยู่ตรงไหนบ้างคะ และคุณวางแผนจะจัดการกับมันอย่างไร
ปัญหาที่ชัดๆคือสินค้าของเรามีขีดจำกัด ไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้ ซึ่งเราก็อยากจะแก้ไขอยู่คือผมก็เห็นใจคนที่ทำงานในส่วนของการตลาดและการจัดการนะ รู้ว่าตรงนั้นมันก็มีค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเกิดว่าเราสามารถผลิตได้สัก 50 ชุดเหมือนๆกันก็น่าจะค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าวันหนึ่งทำได้ก็คงจะเอื้อประโยชน์ต่อพ่อค้าคนกลางได้บ้าง แต่ตอนนี้พอเราทดลองแล้วมันเป็นไปได้ยากนี่เราก็ต้องถอยกลับมาอยู่ตรงที่เก่าคือ ชิ้นไหนชิ้นนั้นจะไม่เหมือนกัน

คือตอนนี้ได้แต่ uniqueness แต่ทำในปริมาณมากไม่ได้
ครับ เป็นเพราะเรื่องการบันทึกความรู้ของเราด้วย ถ้าเราทำการบันทึกสม่ำเสมอแล้วเอาตรงนั้นไปทำอะไรต่อได้มันก็จะช่วยแน่นอน แต่เราต้องดูด้วยว่ามันคุ้มมั้ย มันจะเสียเวลาเกินไปรึเปล่าที่จะมานั่งค้นหาและกำหนดปััจจัยเพื่อให้ผลผลิตมันเหมือนกันทุกตัว เราก็คุยกันในทีมงานว่ามันจำเป็นมั้ยที่จะต้องทำให้มันเหมือนเก่า ซึ่ง ณ จุดนี้เราตอบตัวเองว่ามันยังไม่จำเป็น ถ้าจะทำการบันทึกก็ต้องหาบุคลากรมาเพิ่ม ทุนก็จะสูงขึ้น ต้องเหนื่อยกันมากขึ้น

ถ้าให้คุณมองปัญหาของหม้อห้อมโดยรวม มีอะไรที่คุณคิดว่าทางรัฐบาลจะเข้ามาช่วยแก้ไขหรือส่งเสริมได้บ้าง
รัฐบาลจะช่วยได้มากเลยในการส่งเสริมให้ผู้คนมีความรูู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหม้อห้อมมากขึ้น ให้คนรูู้ว่ามันมีหลายชนิด หลายประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน เราต้องการการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แต่ปัญหาอีกส่วนก็อยู่ที่ผู้ผลิตด้วย แม้ว่ารัฐจะช่วยโปรโมทแล้วก็ตาม แต่ถ้าทางผู้ผลิตเองยังไม่เห็นถึงความแตกต่างมันก็ลำบาก ปัจจุบันเขายังไม่ค่อยยอมรับ ไม่ได้คิดว่าวิถีธรรมชาติมันจะมาต่อยอดหม้อห้อมของแพร่ได้อย่างไร เขาคิดแค่ว่าทำแค่นี้ก็ยังขายได้อยู่ไม่ได้คิดพัฒนาเพื่อจะขายได้แพงขี้นหรืออะไร ก็เป็นโจทย์ของทางภาคการผลิตด้วย อย่างคนที่ทำหรือขายหม้อห้อมเคมีนี่จะให้เขาเปลี่ยนทันทีมันก็ไม่ได้หรอก เพราะถ้าเขาหันมาทำของธรรมชาติมันก็ผิดวิถีชีิวิตของเขา จุดประสงค์ของผมตอนที่เริ่มทำหม้อห้อมธรรมชาตินี่ไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนให้ทุกคนมาทำของธรรมชาติกันหมดนะ แต่เราคิดว่าในเมื่อกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและของจากธรรมชาติมันมีอยู่ มันก็น่าจะมีคนเปลี่ยนมาทำบ้าง เพราะผมเองเชื่อว่าสินค้าแต่ละประเภทมีกลุ่มลูกค้าอยู่ อย่างหม้อห้อมเคมีนี่เขาสร้างรายได้ให้จังหวัดแพร่ได้มากปีละเป็นพันล้านเหมือนกัน! เขาก็มีระบบมีเครือข่ายการผลิตของเขาอยู่ มีียี่ปั๊วสั่งผ้าที่ย้อมแล้วมาจากกรุงเทพ ผูกขาดด้วยนะ ร้านค้าก็สั่งผ้าจากยี่ปั๊วแล้วก็มาหาช่างตัด ช่างเย็บ มันกระจายไปทั่วเลย ใต้ถุนบ้านแทบทุกบ้านก็จะมีการเย็บหม้อห้อมกัน ผมคิดว่าตรงนั้นมันก็เป็นวิถีหนึ่งซึ่งก็ยังต้องมีอยู่ เพราะมันมีระดับลูกค้าที่ยังต้องการสินค้าตรงนั้น ...ถ้าทุกคนเข้าใจมันก็ไม่มีปัญหา

เคยได้ยินคนบ่นว่าเสื้อหม้อห้อมใส่ไม่เห็นสบายอย่างที่โปรโมทเลย เนื้อผ้าไม่เห็นดีอะไรพวกนี้ คุณมีความเห็นยังไง
ก็เพราะโปรโมทไม่ถูกน่ะสิ ก็อย่างที่บอกว่าหม้อห้อมมันมีหลายประเภท คุณซื้อของระดับไหนไปใส่ล่ะ นี่แหละปัญหา พอคนไม่รู้ไม่เข้าใจก็เกิดปัญหา

ทางแก้ววรรณาเจอปัญหาการลอกแบบผลงานบ้างหรือไม่ คุณมีความคิดเห็นเช่นใดในเรื่องนี้
คิดแล้วมันก็ช้ำใจจัง แต่ผมว่ามันคงเป็นธรรมดาทั่วโลกนะ เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการป้องกันตัวเอง แก้ววรรณาก็พยายามมองหาวิธีการต่างๆ เช่น การทำฉลาก หรือกลวิธีการผลิตที่แตกต่าง เราคงไม่ทำมัดย้อมธรรมดาแล้ว คุณพยอมคงจะคิดวิธีอื่นๆ และก็คงไม่เปิดให้คนนอกรู้มากนัก จากนี้เราคงต้องหวงไว้บ้างแล้วล่ะ ก็พยายามให้เขาเอาไปได้ช้าที่สุด อันที่สองก็คือพยายามออกแบบลวดลายที่มันมีโลโก้ของเราผสมอยู่ไปเลย

คุณคิดอย่างไรกับ "เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" ใหม่ๆ ในปัจจุบัน มันส่งผลกระทบกับธุรกิจของแก้ววรรณาบ้างรึเปล่า
มันทำให้คนมีความคิดและมุมมองแตกต่างมากขึ้นนะ เช่นว่าหม้อห้อมไม่ได้มีแค่เสื้อกุยเฮงอย่างเดียว อีกอย่างก็คือมันช่วยให้คนอยากเล่นอยากลองมากขึ้น เกิดการประยุกต์ทั้งในแง่การผลิตและการแปรรูป การใช้งานด้วย อย่างเร็วๆนี้ก็เพิ่งคุยกับทางสมาคมท่องเที่ยวของจังหวัด เราคุยกันว่าทำไมเมืองแพร่ไม่มีรถสามล้อดีๆที่เอาหม้อห้อมมาใช้ในการตกแต่งบ้าง ก็เป็นนวัตกรรมทางความคิดอันหนึ่งนะฮะ แต่สำหรับนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่มันไฮเอนด์เกินไป ผมก็ว่ามันยังไม่จำเป็นมั้ง ถามว่าเราควรทำหม้อห้อมนาโนมั้ย ผมก็คิดว่าทำไมเราต้องไปนาโนมันด้วยล่ะ? ต้องการให้มันคงทนชั่วฟ้าดินสลายเหรอ? ผ้าก็คือผ้า เราต้องคิดว่ามันรับใช้อะไรเราบ้าง? ต้องคิดให้จบว่าจะนาโนมันไปเพื่ออะไร? ให้กันฝนกันแดดเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ผ้าใบสิ จะมาทำห้อมนาโนไปทำไม ถูกมั้ยครับ บางทีนวัตกรรมก็ทำให้คนขี่ช้างจับตั๊กแตนเหมือนกัน

คือคุณคิดว่าหม้อห้อมควรจะยึดอยู่กับภูมิปัญญาดั้งเดิมของมัน อย่างนั้นรึเปล่า
ครับ ผมว่าคนควรปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช่เอาธรรมชาติมาปรับเข้าหาเรา นี่คือวิถีหม้อห้อมที่แท้จริง ของแต่ละอย่างมันก็มีการใช้งานของมัน อย่างเช่น เก้าอี้เอาไว้นั่ง เราอาจใช้เขียนหนังสือได้ในบางครั้ง แต่มันก็ไม่สะดวกหรอก ถูกมั้ยครับ

จากประสบการณ์หลายปีที่แก้ววรรณานี้ อะไรคือเรื่องที่คุณรู้สึกประทับใจที่สุด
ตอบยาก มันมีทั้งที่รู้สึกดีภายในจิตใจของตัวเองคือเราได้สนุกกับมัน เราเจอเหตุการณ์แปลกๆ เรื่องราวใหม่ๆกับมัน ทั้งๆที่มันเป็นของโบราณแต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ ทั้งในแง่วิธีการย้อม ทั้งในแง่ของคนที่เข้ามาสัมผัส แต่สิ่งที่มีค่าสูงสุดสำหรับผมคือความสัมพันธ์ระหว่างเราสามคนที่ทำงานด้วยกัน คือตัวผม พยอม และป้าสน ผมให้ความสำคัญกับตรงนี้มาก เราอยู่ด้วยกันด้วยใจ แบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน มันมีค่ามาก ผมได้เรียนจากเขาสองคนเยอะในเรื่องการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ พยอมนี่เขาไม่ต้องออกจากบ้านสามวันก็ไม่อดตายนะ บ้านเขามีอะไรรอบๆบ้านให้เก็บกินได้ตลอด หรืออย่างบ้านป้าสนเขาอยู่กัน 5-6 หลัง มีเด็กๆสิบกว่าคน เด็กเขาจะเรียกผู้ใหญ่ทุกคนว่าพ่อว่าแม่หมดเลย ผู้ใหญ่ก็เรียกเด็กทุกคนว่าลูกหมด มันเป็นสังคมที่กลมกลืนกับวิถีเดิมๆ ไม่ต้องมีอะไรยุ่งยาก ...เราสามคนแชร์ทัศนคติที่เหมือนกันบางอย่างกับวิถีธรรมชาติน่ะฮะ เราเลยอยู่ด้วยกันได้ (ยิ้ม)

wuttikrai_teamindigo.jpg

...การสนทนาครั้งนี้อาจชี้ประเด็นบางอย่างให้เราทบทวนกันดูอีกทีว่า วิถีหม้อห้อมกับโลกธุรกิจสากลนั้นมันควรจะเดินไปด้วยกันแค่ไหนและอย่างไร คงต้องคิดให้ดี ถึงจะพากันดีได้ทั้งระบบ




« Back to Result

  • Published Date: 2007-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง