Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์อาจารย์สิงห์ อินทรชูโต – ดีไซเนอร์ อาจารย์ และหุ้นส่วนแบรนด์ Osisu ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุรีไซเคิล

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ตอนที่ 1: เกี่ยวกับตัวอาจารย์สิงห์

singh.jpg

หากมองย้อนกลับไปในชีวิตการทำงานของคุณ คุณคิดว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนนั้นเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่
สำหรับผมแล้วมีผลนะครับ การศึกษามีอิทธิพลต่องานปัจจุบันของผมในหลายๆด้านและต่อการที่ผมตัดสินใจทำสิ่งต่างๆด้วย

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ
ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ การเรียนรู้ก็คือการเรียนรู้นั่นแหละครับ แค่ว่านอกรั้วโรงเรียนมันสนุกกว่า

ตอนเป็นเด็ก คุณชอบเล่นของเล่นพวกไหน
ผมชอบปีนครับ ของเล่นของผมคือพวกต้นไม้

ชีวิตช่วงวัยรุ่นของคุณเป็นยังไง คุณเป็นพวกติด "ยี่ห้อ" หรือเปล่า
ผมโตมาในแถบ Pacific Northwest (มลรัฐวอชิงตัน) ในเมืองเล็กๆชื่อ Issaquah แบรนด์เนมของผมตอนนั้นคือ Levi\'s ถ้าคุณจะนับ Levi\'s เป็นแบรนด์เนมนะ

มีของอะไรสักอย่างมั้ยที่ชีวิตคุณจะขาดมันไม่ได้เลย
คอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ตครับ

จากประสบการณ์ชีวิตของคุณ ที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุด และที่ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย
ผมชอบ Lake Tapp ในวอชิงตัน ชอบทั้งสถานที่และผู้คนที่นั่น แต่ผมไม่ชอบความสูงครับ ผมกลัวถ้าจะต้องยืนอยู่ริมขอบของที่สูงโดยไม่มีอะไรกั้น แต่มันก็แปลกนะครับ เพราะผมชอบปีนเขามากเลย ชอบไปให้ถึงยอดเขา

พูดถึงสถานที่/สถานการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีนี้ สมมติว่าคุณสามารถจะทำอะไรก็ได้เพื่อจะแก้ไขมัน คุณจะทำอะไร
ผมก็ไม่เอาตัวไปอยู่ในที่แบบนั้นสิครับ ผมขึ้นเขาสูงได้แต่ก็ไม่ไปยืนตรงขอบๆไง

กลับมาพูดถึงเรื่องงานบ้าง ในอาชีพของคุณนี่ อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คนๆหนึ่งจะสามารถทำได้
การเอาความดีความชอบของผู้อื่นมาเป็นของตน

คุณมองเห็นตัวเองทำอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า
ไม่รู้เลยจริงๆครับ แต่คงไม่ใช่ผมที่เป็นผมในวันนี้

ตอนที่ 2: อาจารย์สิงห์ที่ Osisu

osisuproduct1.jpg
osisuproduct2.jpg

แบรนด์ Osisu เกิดขึ้นได้อย่างไร
Osisu เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2006 ครับ ตัวผมในฐานะสถาปนิก ผมคิดอยู่ตลอดครับว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างกับเศษขยะและของเหลือทิ้งจากการก่อสร้างกองมโหฬาร จนผมได้มาเจอกับคุณวีรนุช ตันชูเกียรติ เธอมาจ้างผมให้ออกแบบโปรเจ็กท์หนึ่งให้ ปรากฏว่าเธอชอบการออกแบบและแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมในงานของผม เห็นด้วยที่ผมอยากจะนำของเหลือจากการก่อสร้างต่างๆกลับมาใช้ใหม่ เธอสนับสนุนเต็มที่และให้ผมเริ่มออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้กับโปรเจ็กท์นี้ Osisu เริ่มต้นจากตรงนั้นครับ จากการร่วมมือร่วมใจของเราสองคน

ทำไมคุณถึงเชื่อว่าจะพัฒนาไอเดียนี้ให้เป็นธุรกิจได้
ผมไม่ค่อยได้คิดเรื่องธุรกิจเท่าไหร่นัก จะว่าไปแล้วผมไม่เป็นเอาเลยครับ ที่ทำอยู่นี่แค่อยากจะกอบกู้เศษขยะกลับมาใช้ใหม่ ในช่วงแรก Osisu นี่ขายไม่ออกเลย จนกระทั่งมีลูกค้าจากอเมริกาที่มาทำธุรกิจกับเราอย่างจริงจัง ต่อจากนั้นลูกค้าในประเทศเริ่มหันมาสนใจงานของเรา ก็ตอนนั้นแหละมั้งครับที่ผมเริ่มรู้สึกว่า Osisu นี่มันเป็นมากกว่างานอดิเรกแล้วนะ

กระแสโลกสำคัญมากน้อยแค่ไหน
สำคัญอย่างที่สุดครับ โจทย์ด้านเวลามันลงตัวพอดีสำหรับแบรนด์ Osisu คือผมค่อนข้างเชื่อว่ามีนักออกแบบหลายคนที่คิดอยากผลิตสินค้าจากของเหลือใช้ แต่ถ้าย้อนกลับไปราว 4-5 ปีนี่ ตอนนั้นสังคมโดยรวมยังไม่ค่อยรับรู้ถึงเรื่อง Climate change กันเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ใครๆก็หันมาสนใจกับหัวข้อนี้ใช่มั้ย อย่างน้อยที่สุดทุกคนก็ต้องเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง อย่างหนังเรื่อง An Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ผู้คนตื่นตัวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมโลก ผมจำได้ว่าประมาณปีที่แล้ว คนไทยยังไม่ค่อยสนใจงานของ Osisu เลย แต่พอปีนี้ลูกค้าเราเป็นคนไทยเยอะมากครับ

แบคกราวน์ด้านสถาปัตยกรรมและงานสอนหนังสือมีส่วนขับเคลื่อนงานออกแบบโปรดักท์ของคุณอย่างไรบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นแบคกราวน์ด้านสถาปัตย์ งานด้านการสอน หรือแม้แต่งานวิจัยของผมล้วนมีส่วนสำคัญต่องานออกแบบที่ Osisu ครับ หลายคนบอกว่างานผมดูเป็นงานสถาปัตย์มากๆ แหม...ก็ผมเป็นสถาปนิกนี่ครับ เวลาคิดงานมันก็เป็นไปแบบอัตโนมัติ ส่วนในเรื่องงานสอนกับงานวิจัยที่คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี่ ผมก็สอนเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมและการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มันกลายเป็นธรรมชาติของผมไปแล้วที่ต้องสนใจเรื่องเหล่านี้ คือสมองผมต้องทำงานกับมันอยู่ทุกวัน และทุกคนที่คณะสถาปัตย์ของ ม. เกษตรฯเราก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องการบรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วด้วยฮะ ดังนั้นผมเลยรู้สึกว่า Osisu มันเป็นเหมือนธรรมชาติของผมไปแล้ว ผมชอบทำงานกับเศษขยะ ผมมีความสุขที่ได้ออกแบบให้กับแบรนด์นี้

3 คำที่จะอธิบายอัตลักษณ์ในงานของคุณได้ดีที่สุด
สถาปัตย์, ประสิทธิภาพ และรับผิดชอบ

ในฐานะเจ้าของแบรนด์แล้ว คุณอยากเห็น Osisu นั่งอยู่ตรงไหนในหัวสมองของผู้คน อยากให้เขาตอบสนองกับแบรนด์อย่างไรในอนาคต
ผมอยากให้คนมอง Osisu เป็นแบรนด์ที่ใส่ใจและรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมนะครับ อยากให้ทั้งสังคมและวงการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจและแรงผลักดันจากสิ่งที่ Osisu กำลังทำอยู่ครับ

ที่ผ่านมา การตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในประเทศและนอกประเทศ
ช่วงเริ่มแรกนี่ตลาดต่างประเทศตอบรับดีกว่า แต่ปัจจุบันยอดขายของ Osisu ครึ่งหนึ่งมาจากตลาดในประเทศครับ

เริ่มต้นนำแบรนด์ออกสู่ตลาดโลกอย่างไร
ลูกค้าเรามาเอาสินค้าไปขายต่างประเทศครับ และผมเองเวลาที่เดินทางไปอเมริกา ผมก็ลองไปคุยกับพวกแกลเลอรี่และดีไซน์สโตร์หลายๆแห่ง แต่ที่ทำให้ Osisu เป็นที่รู้จักจริงๆก็คืองาน Maison & Objet เป็นงานแสดงสินค้าที่ฝรั่งเศสครับ และเนื่องมาจากว่าเป้าหมายหลักของแบรนด์เราคือการสร้างกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ได้พูดเรื่องนี้กับทางสื่อหรือนิตยสารที่มาขอสัมภาษณ์ ผมให้ข้อมูลเขาไปเยอะ พูดถึงสิ่งที่เราค้นพบต่างๆ แต่ผมว่าเราค่อนข้างโชคดีครับที่ทางสื่อมวลชนของต่างประเทศเขาให้ความสนใจมากกับงานของ Osisu

ตลาดเป้าหมายจริงๆของแบรนด์ Osisu คือ
เป้าหมายของเราคือคนที่มีการศึกษา คนที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม และคนที่เป็นผู้นำในแต่ละวงการ

แน่นอนว่าทุกงานต้องมีอุปสรรค คุณได้คาดการณ์ถึงปัญหาอะไรไว้บ้างมั้ย และวางแผนจะจัดการกับมันอย่างไร
ปัญหาของแบรนด์เราตอนนี้คือ การขาดแคลนแรงงานฝีมือ ปัญหาภาคการผลิต ปัญหาเรื่องการหาตลาดและกระจายสินค้า และปัญหาในเรื่องการพิจารณาเลือกใช้วัสดุเหลือใช้ต่างๆ ซึ่งในการที่จะแก้ไขปรับปรุงตรงนี้ Osisu เราพยายามจะพัฒนากลยุทธ์ด้านบุคคลากร ให้คนงานได้ทำงานใกล้ชิดกับนักออกแบบ กำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับทักษะฝีมือของเขา นอกจากนี้ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องให้การศึกษากับสังคมในเรื่องของปัญหาต่างๆในปัจจุบัน ที่เราทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง และในเรื่องของผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่ตามมา ผมเชื่อว่าถ้าผู้คนเข้าใจถึงภาวะปัญหาที่พวกเขามีส่วนทำให้เกิดขึ้น อาจจะจากความละเลยไม่ใส่ใจต่างๆนานา ผู้คนจะต้องตอบรับกับสิ่งที่ทาง Osisu กำลังทำอยู่อย่างแน่นอน ทั้งหมดทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับการให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้คนในสังคมนั่นแหละครับ

ในการผลักดันแบรนด์ไทยออกสู่ตลาดโลก มีสิ่งที่คุณต้องการให้ทางรัฐบาลส่งเสริมหรือแก้ไขรึเปล่า
รัฐบาลไทยควรต้องทำอีกหลายอย่างครับ จากประสบการณ์ของผม ผมว่าเรายืนบนลำแข้งตัวเองสุดๆ ทำทุกอย่างเองเพื่อเปิดตัวกับตลาดต่างประเทศ ผมไม่เห็นความช่วยเหลือใดๆจากทางรัฐที่จะช่วยผลักดันนักออกแบบไทยที่มีความสามารถหรือคนที่เริ่มจะเป็นที่รู้จัก ในโครงการส่งเสริมงานออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ผมว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานจนจบกระบวนการฮะ อยู่ๆความช่วยเหลือก็ขาดหายไป ผมอยากให้รัฐช่วยส่งเสริมนักออกแบบสองกลุ่ม หนึ่งคือนักออกแบบหน้าใหม่เลย สองคือนักออกแบบรุ่นใหม่ที่กำลังรุ่ง และทางรัฐก็น่าจะช่วยพวกบริษัทเกิดใหม่ด้วย ในเรื่องเงินทุนทำวิจัยต่างๆ เช่นด้านการทดสอบและพัฒนาวัสดุเพื่อการออกแบบ บริษัทเล็กๆเขาไม่มีตังค์มาใช้จ่ายตรงจุดนี้หรอกครับ แล้วเป็นไง สุดท้ายแล้วเขาก็เลยหลีกเลี่ยงที่จะทำการสำรวจหาไอเดียใหม่ๆที่เกี่ยวกับนวัตกรรม เพราะว่ามันแพงเกินไป สู้ไม่ไหวครับ

เคยเจอปัญหาการลอกแบบผลงานหรือไม่ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้
ก็มีนะครับ ยังมีคนที่เชื่อในความคิดแบบ C&D (Copy&Develop) มากกว่า R&D (Research&Development) โดยทั่วไปผมว่ามันเป็นเรื่องเศร้านะ และมันบ่อนทำลายวิชาชีพด้วย ผมพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆที่ Osisu ว่าถ้าหากมีนักออกแบบคนไหนมาก๊อปปี้งานเรา เราก็หวังว่าอย่างน้อยเขาจะใช้วัสดุเหลือใช้ด้วย เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ช่วยสภาวะแวดล้อมครับ

หลายคนมองว่านักธุรกิจมักไม่สนใจดีไซน์ ส่วนดีไซเนอร์ก็มักไม่เข้าใจธุรกิจ คุณมีข้อเสนอแนะใดสำหรับคนสองกลุ่มนี้
ก็จับมาชนกันสิครับ หาคู่ที่เหมาะสมกันให้มาเจอกัน ให้มาเติมส่วนที่หายไปของอีกฝ่าย อย่างในกรณีของ Osisu ผมเป็นหัวเรือด้านดีไซน์ แทบไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจเลย แต่คุณวีรนุชเขาทำได้ครับ เขาดูแลทุกอย่างในด้านที่เป็นธุรกิจ ทั้งการเงิน การตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผมว่าถ้าเราหาคู่ที่ถูกต้องได้ ธุรกิจมันก็สมบูรณ์แบบ มีทั้งงานดีไซน์ที่ดีและขายได้ด้วย

ในโลกธุรกิจ คุณชื่นชมใครเป็นพิเศษมั้ย
Jürgen Utzon (Jørn Utzon)ครับ คนที่ออกแบบ Sydney Opera House ผมว่าเขาเป็นเหมือนกับภาพจริงของ Howard Roark จากนิยายเรื่อง Fountainhead ของ Ayn Rand น่ะครับ

ที่ Osisu นอกเหนือจากงานออกแบบแล้ว คุณต้องทำอะไรอีกบ้าง ดูเหมือนเรื่องวัสดุนี่ก็ต้องการการค้นคว้าเยอะทีเดียว
ผมต้องศึกษาและค้นหาพวกวัสดุเหลือใช้ต่างๆ ทำการทดลองกับวัสดุเหล่านั้นอยู่ตลอดครับ ในฐานะนักวิจัยวิทยาศาสตร์ของคณะสถาปัตย์ ม.เกษตรฯ ผมต้องทำงานสำรวจและพิจารณาแนวทางต่างๆกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆแขนง นอกจากนั้นแล้วงานใหญ่อีกอย่างที่ผมทำอยู่ก็คือการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ในสังคม ผมอุทิศเวลาเยอะเลยเพื่อเป็นกระบอกเสียงส่งผ่านข่าวสารต่างๆสู่ชุมชน คือรู้นะฮะว่ามันเป็นงานที่หนักและใช้เวลา แต่ก็ได้ตัดสินใจแล้วที่จะทำมันครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมากับแบรนด์ Osisu อะไรคือเรื่องที่คุณรู้สึกดีที่สุด
ลูกค้าของ Osisu กลายเป็นเพื่อนเราไปหมด ท้ายสุดแล้วกลายเป็นได้สังสรรค์เฮฮากัน อันนี้ไม่เกี่ยวกับการขายนะครับ เป็นเรื่องของการผูกมิตรมากกว่า ที่แปลกคือเวลาเราไม่ได้สนใจจะคุยอยู่แต่เรื่องเงิน เรื่องธุรกิจเนี่ย เราไปคุยเรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม ผู้คนเขาจะไม่เดินหนีคุณนะ

คิดอย่างไรกับ "เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" ในวงการดีไซน์ไทยปัจจุบัน
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ในวงการออกแบบไทยยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่านวัตกรรมอย่างลึกซึ้ง ความแปลกใหม่มันไม่ได้เท่ากับนวัตกรรมเสมอไปนะครับ

คุณคิดว่าอุปสรรคสำคัญของแบรนด์และงานออกแบบไทยในปัจจุบันคืออะไร
เรื่องการเก็บข้อมูลครับ คนไทยทำการบ้านกันน้อยเกินไป สนใจอยู่แต่เรื่องของรูปลักษณ์ ไม่ค่อยได้คิดถึงหน้าที่หลักหรือแก่นแท้ของสิ่งที่กำลังนำเสนอ

คุณอยากเห็นอะไรในวงการดีไซน์ของประเทศในอนาคต อยากให้มันเป็นแบบไหน
ส่วนตัวนะ ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ Green Design และ Green Product ครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนในโลกนี้คิดถึงคำว่า Green ผมอยากให้เขานึกถึงเมืองไทยเป็นอันดับแรก

พูดถึงโจทย์หลักในชีวิตการทำงาน คุณคาดหวังอะไรจากสิ่งที่คุณทำอยู่ปัจจุบันนี้
ผมก็หวังอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างกระแสและผลักดันให้ผู้คนในวงการออกแบบ หันมาทำงานและฝึกปรือทักษะเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆในอนาคต เช่น เรื่องความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่ดี

รู้จักกับโครงการ Waste to Wealth – เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง
http://article.tcdcconnect.com/ideas/waste-to-wealth

ติดตาม directory ของ Osisu ได้ที่
http://www.tcdcconnect.com/th/album-detail.rhtml?albumId=346


« Back to Result

  • Published Date: 2007-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี