Articles

« Back to Result | List

ผลิตภัณฑ์เพื่อโลกสีเขียว …เราจะยืนอยู่ตรงไหนในกระแสธุรกิจเชิงสร้างสรรค์นี้

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

เห็นจะต้องยอมรับว่า ผู้คนยุคนี้ไม่คุ้นเคยกับวลี "ได้อย่าง เสียอย่าง" กันเท่าไรนัก ในอดีตเราอาจเคยต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความสะดวกสบาย หรืออาจต้องยอมสละรูป รส กลิ่น เสียงอันรื่นรมย์บางส่วน เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นอารยชนผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ในปัจจุบัน ของใช้ฟุ่มเฟือยมากมายวางอยู่ตรงหน้าคุณพร้อมกับคำว่า "เป็นมิตรต่อโลก" ...คงถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อธุรกิจบริโภคนิยม เพราะจากวันนี้ไปมันอาจไม่ใช่ศัตรูของสิ่งแวดล้อมเสมอไปก็ได้ ในความเป็นจริงนั้น มีหลายต่อหลายวิธีที่เราจะใช้โลกธุรกิจสร้างสรรค์สิ่งดีให้กับโลกและชีวิต ทุกวันนี้ มีทางเลือกใหม่ๆที่เราจะเข้าถึงความสุขสบายได้โดยไม่ขัดต่ออุดมการณ์ ไม่ต้องรู้สึกผิดกับชีวิตหรูหราอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ธุรกิจ "เพื่อโลกสีเขียว" นี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ความท้าทายใหม่ของเราคือการที่ต้องแยกแยะให้ได้ว่าใครคือตัวจริง ใครคือตัวปลอม และเรากำลังยืนอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ผลิตหรือผู้บริโภคก็ตาม

ปัจจุบันนี้ เราอาจแบ่งประเภทของแบรนด์ "สีเขียว" ได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ
หนึ่งคือ กลุ่มที่ไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ "เพื่อโลกสีเขียว" อย่างตรงๆ แต่จะสอดแทรกแนวความคิดนี้ในระดับนโยบายหรือปรัชญาธุรกิจมากกว่า ภาพลักษณ์ของแบรนด์กลุ่มนี้จะเป็นพวกหัวก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และตระหนักถึงความจริงที่ว่า ถ้าหากธุรกิจไม่ให้ความสำคัญและใส่ใจในจุดนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็นมุมมองที่ฉลาดและน่านับถือ

กลุ่มที่สองคือ แบรนด์ที่ใช้แนวคิด "สีเขียว" สร้างความแตกต่างในเชิงธุรกิจ กลุ่มนี้จะปั้นแบรนด์และผลิตภัณฑ์เข้าหาเรื่อง "ธรรมชาติ" และ "สภาพแวดล้อม" อย่างชัดเจน หลักการเบื้องหลังคือ ต้องการใช้แนวคิดเรื่องความงามแห่งอนาคตนี้เป็นจุดแข็งในการขับเคลื่อนธุรกิจ หลีกหนีความซ้ำซากจำเจที่ผ่านๆมาในอดีต

กลุ่มสุดท้ายคือ แบรนด์ที่ใช้กลไกทางการตลาดล้วนๆ สร้างภาพลักษณ์ "สีเขียว" แบบชั่วครู่ชั่วยาม ทั้งนี้เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรจากกระแสความเคลื่อนไหวของสังคม โดยในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้มีแนวคิดเชิงอนุรักษ์หรือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมที่จริงจังและเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

กระแสความตื่นตัวเรื่อง " สิ่งแวดล้อม" นี้ได้แผ่เข้าสู่โลกธุรกิจและการบริโภคโดยต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดในระยะ 3 -4 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ดังระดับโลกหรือแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการต่างพยายามสอดแทรกแนวคิดนี้ในการนำเสนอสินค้าและบริการของตน ล่าสุดหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัล ทรีบูน (International Herald Tribune) ได้ทำคอลัมน์จับกระแสงานออกแบบเพื่อโลกสีเขียวในปัจจุบัน ตัวอย่างที่รวบรวมมาให้ชมคืองานออกแบบที่อยู่ภายใต้แนวคิดเชิงอนุรักษ์นี้ ว่าแต่สินค้าหรือแบรนด์ใดจะตกอยู่ในกลุ่มไหนจาก 3 ประเภทข้างต้น อันนี้คงต้องดูกันต่อไปและต้องใช้วิจารณญาณตัดสินกันเอง

greenbiz_productset1.bmp

1. ผลงานออกแบบหนังสือ "World Changing" ของ Stefan Sagmeister แสดงให้เห็นความก้าวหน้าและเทคนิคการใช้กระดาษรีไซเคิลในงานออกแบบยุคปัจจุบัน
2. Stuart Rose, CEO แห่งร้านค้าดังสัญชาติอังกฤษ Marks & Spencer กับผลงานขวดน้ำรีไซเคิล ที่ทาง Marks & Spencer เผยต่อสื่อมวลชนเมื่อไม่นานนี้ว่า พวกเขาเอาจริงกับเรื่องนี้ และได้ลงทุนกับโครงการสินค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ไปหลายร้อยล้านดอลลาร์
3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคอลเล็กชั่น "Care" จาก Stella McCartney ก็มาพร้อมกับแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โตโยต้า พริอุส ปี 2007

4. โตโยต้า พริอุส ปี 2007 รูปลักษณ์อาจดูไม่ไฉไลนัก แต่มันคือผลงานออกแบบที่ได้ชื่อว่าดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในโลกปัจจุบัน ซึ่งนั่นทำให้รถคันนี้กลายเป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่เยี่ยมที่สุดบนเวทีโลก

โคมแชนเดอเลียร์ โดย Stuart Haygarth ในปี 2005

5. ผลงานออกแบบโคมแชนเดอเลียร์ โดย Stuart Haygarth ในปี 2005 ทำขึ้นจากเศษขยะที่ผู้คนทิ้งไว้ตามบริเวณชายฝั่งของเมือง Kent ประเทศอังกฤษ
6. ผลงานออกแบบตู้เก็บของจาก Droog Design โดย Tejo Remy ชิ้นนี้ชื่อว่า "Recycled"
7. ผลงานออกแบบเก้าอี้ชิ้นตัวอย่าง ชื่อ "Metalizalda Favela" ในปี 2004 โดย the Campana Brothers

Ipod Nano แคมเปญ Product (Red) จาก  Apple

8. Ipod Nano ชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Product (Red) ที่ทาง Apple ถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่ม Greenpeace ที่กล่าวหาว่าทาง Apple ไม่ได้เป็นองค์กรที่ยึดหลัก “Clean design” อย่างแท้จริงตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งทาง Apple ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้แล้ว
9. Tamale เป็นผลงานด้านสิ่งทอ ของ DesignTex ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ Terratex ของ InterfaceFABRIC งานชิ้นนี้คือไฟเบอร์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% ที่พัฒนาขึ้นจากกรดโพลีแลคติก (PLA)

“I’m not a plastic bag” โดย Anya Hindmarch

10. ผลงานออกแบบกระเป๋า "I'm not a plastic bag" ผลิตจากผ้าคอตตอน โดย Anya Hindmarch ได้รับความนิยมในหมู่คนดังจำนวนมากในต่างประเทศ (เริ่มวางจำหน่ายในราคา 5 ปอนด์ แต่ขณะนี้ใน E-Bay มีราคาสูงถึง 200 ปอนด์แล้ว)

จะว่าไป ก็ยังมีแบรนด์อีกกลุ่มหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่ายืนอยู่ขอบๆของธุรกิจ "สีเขียว" นี้ ที่สำคัญคือมันอาจเป็นกลุ่มที่กำหนดทิศทางใหม่ของการบริโภคในอนาคต แนวคิดหลักของธุรกิจกลุ่มนี้คือการออกแบบเพื่อ "ลดการบริโภคที่เกินจำเป็น" (Dematerialisation) เป็นการบริโภคที่เน้นที่ "ประสบการณ์" มากกว่า "ปริมาณ" ...รูปแบบการนำเสนอสินค้าและบริการจะเปลี่ยนแปลงไปคือ เปลี่ยนจากสถานะ "สินค้า" เป็น "การใช้ประโยชน์" ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้อง "เป็นเจ้าของ" สินค้าหรือบริการหนึ่งๆเพื่อจะ "ใช้งาน" มันก็ได้ นั่นหมายความว่า มนุษย์เราจะบริโภคน้อยลงเพื่อตอบสนองความต้องการที่เท่าเดิม...เหมือนเดิม ปัจจุบันแนวคิดการออกแบบลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ที่ผู้คนคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การใช้รถโดยสารสาธารณะหรือการใช้พื้นที่ทำงานหรือออฟฟิศร่วมกับคนแปลกหน้า

ในประเทศเยอรมัน นักศึกษากลุ่มหนึ่งจากเมืองโคโลญได้ทดลองพัฒนาระบบบริการขึ้นใหม่ โดยใช้หลักแนวคิด "ลดการบริโภคที่เกินจำเป็น" พวกเขาเรียกมันว่า Wir Hier Service Group ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบบริการกว่า 30 ชนิดแล้ว จะว่าไปบริการเหล่านี้ก็ถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดของสินค้าแบรนด์ต่างๆนั่นเอง ตัวอย่างเช่น โปรเจ็กท์ "Tea-4-Two" ที่ให้บริษัทขายชานำถุงชาสำเร็จไปใส่ไว้ในตู้จดหมายของชุมชน โดยมีการพิมพ์วัน เวลา สถานที่ไว้บนถุงชาด้วย และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ผู้คนในชุมชนก็จะชงชามาแบ่งกันทาน รวมทั้งพูดคุยสังสรรค์กันไปด้วย บริการลักษณะนี้ช่วยรักษาคุณค่าด้านความสัมพันธ์ในสังคม ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกำไรทางธุรกิจในระยะยาวไปด้วย ...เห็นได้ชัดว่าบริการของ Wir Hier กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการบริโภคของผู้คนจากการบริโภค "วัตถุ" เป็นการบริโภค "ประสบการณ์" แทน

สำหรับผู้ผลิตและนักออกแบบ ในฐานะที่เป็นทั้งผู้แต่งเรื่องและผู้เล่าเรื่องในธุรกิจ พวกเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อธุรกิจสีเขียวนี้ เราอาจจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ถึงขั้นว่าแสนดีเป็นสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือเราจะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์สีเขียวตัวจริงให้ต่อสู้ในตลาดได้อย่างเต็มภาคภูมิ ...อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและจรรยาบรรณในอาชีพเป็นสำคัญ ยิ่งวัฒนธรรมบริโภคนิยมเติบโตขึ้นเท่าไร ผู้ผลิตและนักออกแบบจำเป็นต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อการนำเสนองานมากขึ้นเท่านั้น ...ไม่ว่าจะในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการสร้างทัศนคติใหม่ๆในสังคม เช่น แนวคิดเรื่อง "ปริมาณ" ไม่สำคัญเท่า "คุณภาพ" หรือ การมองวงจรการบริโภคอย่างเป็นระบบ เป็นภาพใหญ่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะความเป็นจริงคือ ผู้คนเรียกร้องและต้องการสิ่งดีในชีวิตมากขึ้นทุกวัน เขาฉลาดขึ้น อันนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เราจะแยกแยะได้อย่างไรระหว่าง "การแสดงออกถึงสำนึกรับผิดชอบ" กับ "การปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบ" อันนี้สิไม่ง่าย... นักออกแบบจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเล่นวาดรูป สร้างภาพลวงตา หรือกำลังแต่งเติมความงามที่แท้จริงกันแน่ ต่อไปคงต้องมองกันหลายๆมุมและศึกษากันให้ดีก่อนว่า เราจะรับมือกับกระแสสร้างสรรค์ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้อย่างไร เพราะการสร้าง"ผลิตภัณฑ์สีเขียว" เพียงแค่ภาพลักษณ์และบรรจุภัณฑ์นั้นคงไม่พอแน่ คุณค่าที่สำคัญนั้นอยู่เรื่องราวและแนวคิดเบื้องหลัง (ที่ต้องเป็นเรื่องจริงด้วย) สมัยนี้ผู้คนต้องการรับรู้ "ความจริง" ของสินค้าและบริการก่อนที่พวกเขาจะ เลือกใช้มัน ...ท้ายที่สุดแล้ว "ตัวจริง" เท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ส่วนที่เหลือคงต้องล้มหายตายจากกันไป ...ผู้บริโภคสมัยนี้ฉลาดเป็นกรด สุดท้ายแล้วอะไรที่ไม่ใช่ของแท้ เขาก็ต้องรู้

« Back to Result

  • Published Date: 2007-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com