Creative Knowledge

« Back to Result | List

ชุบชีวิตเมืองเก่าสงขลา : เสน่ห์เมืองขลัง สีสันประวัติศาสตร์ และศิลปะสมัยใหม่

เรื่องและภาพ : พลอย มัลลิกะมาส



ใครที่หลงใหลในกลิ่นอายความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมเก่าซึ่งผสมผสานเรื่องราว “ต่างวัฒนธรรม” ไว้ได้อย่างกลมกลืน คุณจะต้องไม่พลาดการไปเยี่ยมเยือน “ย่านเมืองเก่าสงขลา” เพราะที่นี่คือแหล่งรวมของห้องแถวไม้สไตล์จีน ตึกปูนเก่าทรงชิโนโปรตุกีส และอาคารยุคอาร์ตเดคโคแสนสวย ...สามสิ่งที่หลอมรวมชุมชนโบราณนี้ไว้ด้วยกันได้แบบมีเสน่ห์ที่สุด

ตั้งแต่อดีตกาล สงขลาถือเป็น 1 ใน 9 หัวเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะที่บริเวณถนนเล็กๆ 3 สายซึ่งทอดตัวขนานกันอยู่ภายในเขตเมืองเก่า อันได้แก่ ถนนนางงาม ถนนนครนอก และถนนนครใน จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยสงขลาพบว่า ในย่านเมืองเก่าของสงขลานี้ มี 3 วัฒนธรรมที่ผสมกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ได้แก่ วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมจีน และวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งนั่นส่งผลให้กลุ่มสถาปัตยกรรมในย่านนี้มีเอกลักษณ์แปลกตาไม่เหมือนใคร


หากสังเกตให้ดี หมู่อาคารบ้านเรือนบนถนนสามสายหลักนี้จะแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท นั่นคือ
1. สถาปัตยกรรมห้องแถวและอาคารจีนดั้งเดิม
2. สถาปัตยกรรมห้องแถวและอาคารจีนประยุกต์แนวอาร์ตเดคโค (Art Deco) และอาร์ต นูโว (Art Nouveau)
3. สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล
4. สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองเก่า เช่น ศาลเจ้า วัด โรงสี ซากกำแพงเมือง ศาลหลักเมือง ฯลฯ

น่าเสียดายที่ปัจจุบันอาคารเก่าแก่อายุร่วมร้อยปีหลายหลังถูกปล่อยทิ้งร้างให้ผุพังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา (ขาดการดูแลใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น) TCDCCONNECT มีโอกาสได้พูดคุยกับหนุ่มสาวเลือดใหม่ชาวเมืองสงขลา ทั้งคู่จะให้คำตอบกับเราได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ในวันนี้ ?


คุณปกรณ์ รุจิระวิไล : ปริญญาโท Communication Design, Pratt Institute NY
กราฟิกดีไซเนอร์, เจ้าของแกลอรี่ A.E.Y. Space & ร้าน Print Up
“ในอดีตสงขลา คือ เมืองท่าและศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญ น่าเสียดายที่ในปัจจุบันมีแต่คนแก่เท่านั้นที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เพื่อนรุ่นเดียวกันที่โตมาด้วยกันกับผมส่วนใหญ่จะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ทำให้ถนนบางสายที่เคยรุ่งเรืองคึกคัก เงียบเหงาลงไปมาก คงจะเป็นด้วยเรื่องของหน้าที่การงาน ความสำเร็จในชีวิต หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะโลกที่นี่มันหมุนช้าเกินไปซักหน่อย”

คุณปกรณ์เป็นหนึ่งในคนหนุ่มรุ่นใหม่เพียงไม่กี่คนที่ตัดสินใจหันหลังให้กับแสงสีของเมืองใหญ่ เพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจร้านอิงค์เจ็ทของตัวเองที่บ้านเกิดในตัวเมืองสงขลา (หลังจากที่เคยจากบ้านไปนานนับสิบปีเพื่อศึกษาต่อและทำงานทั้งในกรุงเทพและต่างประเทศ) เขาเล่าให้เราฟังว่า เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วสมัยที่สงขลาเป็นเมืองท่าสำคัญของแหลมสทิงพระ ชนชาติต่างๆ มาติดต่อค้าขายที่นี่กันมาก มีการลงหลักปักฐานเปิดร้านรวง ทำให้สงขลากลายเป็นเมืองที่มีความหลากหลายในด้านสถาปัตยกรรม และด้วยความที่ตัวเมืองสงขลาไม่ได้มีขนาดใหญ่โต ถนนสายหลักก็มีอยู่แค่ 3 สาย จวบจนถึงวันนี้ ตัวเมืองจึงไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก จะมีก็แค่ “คนสงขลา” เท่านั้นที่พร้อมใจกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ย้ายเข้ามาศึกษาต่อ ทำงาน และตั้งรกรากใหม่ในกรุงเทพกันกว่าค่อนเมือง เป็นสาเหตุให้อาคารบ้านเรือนหลายหลังถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า ทรุดโทรม หรือไม่ก็ปล่อยให้เช่ากันในราคาถูกแสนถูก


คุณกนิษฐ์ ไทยทัน : International Business, Brisbane – Australia
ธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับก๊าซและน้ำมัน
“ทุกวันนี้ ลูกหลานคนสงขลาพากันทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้แล้วย้ายเข้าไปอยู่กรุงเทพกันหมด ไม่มีใครคิดจะกลับมาอยู่ที่นี่จริงๆ จังๆ บ้านสวยๆ หลายหลังถูกปล่อยให้คนเช่า โดยเจ้าของเองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าคนเช่าเอาบ้านเขาไปทำอะไร บางหลังก็ถูกทำเป็นบาร์เหล้า คาราโอเกะ ไม่ได้ถูกดูแลรักษาไว้อย่างที่ควรจะเป็น”

เมื่อเราถามถึงศักยภาพของเมืองสงขลาในแง่ของการพัฒนาเป็นเมืองสร้างสรรค์ ทั้งปกรณ์และกนิษฐ์เห็นพ้องตรงกันว่า “เราทั้งคู่ชอบความเรียบง่ายของที่นี่ ด้วยความที่เมืองมันเล็ก ทุกคนจึงให้ความเป็นกันเองและรู้จักกันหมด สงขลาไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหรือเมืองธุรกิจการค้าสำคัญ ไม่มีทะเลอันดามัน ไม่มีรีสอร์ทสวยๆ อย่างที่ภูเก็ตหรือกระบี่ หากคนจะมาเที่ยวหรือมาอยู่ที่นี่มันจึงไม่ใช่การมาแบบฉาบฉวย คนที่เลือกมาสงขลาจะต้องมีความตั้งใจมากๆ”

“แม้ว่าสงขลาจะไม่มีรีสอร์ทหรือทะเลสวยๆ แต่เสน่ห์ของเมืองที่หาไม่ได้จากที่อื่นๆ ก็คือ เรื่องของวิถีชีวิต มันยังเป็นสิ่งที่สัมผัสจับต้องได้จริง เวลาคุณมาที่นี่ คุณก็มากิน มาเดินเล่นลัดเลาะไปตามท้องถนน อย่างที่คนที่นี่เขาทำกัน มันไม่ได้ถูกสร้าง จัดวาง หรือประดิษฐ์ขึ้นอย่างเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เลย”


“เมืองสมัยเก่า” กับ “ศิลปะสมัยใหม่”
ทางเลือกในชีวิตเมืองหลวง (ที่ดูเหมือนจะมีมากกว่า) ได้พัดพาคนสงขลารุ่นแล้วรุ่นเล่าให้ออกเดินทางทิ้งบ้านเกิด ทุกวันนี้ ทั่วทั้งตัวเมืองดูจะเงียบเหงาลงไปถนัดใจ มีแต่คนเก่าคนแก่และความทรงจำเดิมๆ ที่กำลังรอวันเลือนหาย แต่เมื่อนักสร้างสรรค์คู่หนึ่งได้เดินทางมาค้นพบ “เพชรเม็ดงามแห่งกาลเวลา” นี้ ...ดูเหมือนว่าสงขลาก็ไม่ได้โชคร้ายเกินไปนัก

คุณนพดล ขาวสำอางค์ และคุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย ช่างภาพและผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สองผู้สร้างสรรค์ About Studio และ About Café ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มหนุ่มสาวชาวกรุงเมื่อหลายปีก่อน คือ ผู้ที่ได้ก้าวเข้ามาสู่อ้อมกอดของเมืองสงขลา และเริ่มต้นชุบชีวิตอาคารช้อปเฮ้าส์เก่าแก่สไตล์ชิโนโปรตุกีส (อายุกว่า 70 ปี) ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

คุณนพดลเผยว่า ในอดีตช้อปเฮาส์หลังนี้เป็นบ้านของครอบครัวทันตแพทย์ชาวสงขลาที่ถูกปิดร้างมานาน (เจ้าของบ้านได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่กรุงเทพเป็นการถาวร) ซึ่งพอเขาได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมืองสงขลาและเห็นสิ่งปลูกสร้างแบบนี้เข้าก็เกิดชอบใจ หลงเสน่ห์อย่างรุนแรง (คุณนพดลเองมีความสนใจเรื่องสถาปัตกรรมเก่าเป็นทุนเดิม) เขาจึงชักชวนคู่ชีวิตอย่างคุณเกล้ามาศให้มาลอง “สร้างชีวิตที่สอง” ที่เมืองเก่าสงขลาด้วยกัน


ทั้งคู่ตัดสินใจซื้อและดัดแปลงอาคารชิโนโปรตุกีสขนาดกะทัดรัดหลังนั้นเพื่อใช้เป็นบ้านพักส่วนตัว โดยเลือกเก็บโครงสร้างของอาคารเดิมไว้ให้มากที่สุด จากนั้นก็ต่อเติมห้องเก็บของชั้นสามให้เป็นห้องนอนสำหรับแขก ด้วยการกรุกระจกใสรูปทรงโบราณไว้รอบด้าน (เป็นจุดที่เปิดให้เห็นวิวทิวทัศน์ของทั้งตัวเมืองและทะเลสาบสงขลาอย่างชัดเจน) สำหรับส่วนภายในอาคาร ทั้งคู่เลือกที่จะคงแปลนตึกเดิมไว้ทุกอย่าง ไม่วาจะเป็นบ่อน้ำที่ตั้งอยู่ในบริเวณคอร์ทยาร์ท (กลางลานบ้าน) พื้นไม้เดิม รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าที่เจ้าของบ้านคนก่อนทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึกด้วย

การย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ของสองศิลปินผู้มองเห็นคุณค่าและความงดงามในสถาปัตยกรรมเก่าแก่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อแนวคิดและมุมมองของคนหนุ่มสาวชาวสงขลาอย่างมาก

“การที่คนที่ไม่เคยอยู่ที่นี่มองเห็นคุณค่าและรู้สึกเสียดายในสิ่งที่เคยมีอยู่และสิ่งที่กำลังจะสูญเสียไป มันเป็นเรื่องที่สร้างอิทธิพลกับเรามากนะ คือตัวเราเองอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด นานๆ ไปก็อาจจะมองข้ามหลายสิ่งหลายอย่างไป แต่การที่พี่ทั้งสองคนเขาเข้ามาปรับปรุงอาคารเก่าที่เคยถูกทิ้งร้าง ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยที่งดงามอย่างนี้ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันให้เรามั่นใจเลยว่า สิ่งนี้มันเป็นไปได้นะ บ้านของเราสามารถกลับมาสวยงามมีชีวิตได้ และมันก็อยู่ได้จริงๆ ด้วย” คุณกนิษฐ์กล่าว

ฝ่ายคุณปกรณ์ก็เสริมว่า “ผมเองเล็งบ้านเก่าในเมืองไว้นานมากแล้ว แต่ก็สองจิตสองใจมาตลอด เพิ่งมากล้าตัดสินใจซื้อจริงๆ ก็เพราะได้คำปรึกษาดีๆ จากพี่เขานี่แหละ เขาสองคนเป็นแรงบันดาลใจให้ผมซื้ออาคารเก่าบนถนนนางงามมาสร้างเป็นแกลเลอรี่ครับ”

เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2554 ที่ผ่านมา คุณปกรณ์ตัดสินใจซื้ออาคารไม้ช็อปเฮ้าส์สไตล์จีนผสมยุโรปหลังหนึ่งบนถนนนางงาม อาคารหลังนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (ราวปีพ.ศ.2467) โดยมีโครงสร้างเป็นอาคารเพดานสูงที่มีคอร์ทยาร์ทและบ่อน้ำอยู่บริเวณหลังบ้าน (พร้อมด้วยพื้นกระเบื้องดินเผาแบบโบราณที่ยังคงสภาพเดิมไว้อยู่) ต่อมาคุณปกรณ์ได้ดัดแปลงอาคารหลังดังกล่าวนั้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ ภายใต้ชื่อ A.E.Y.

SPACE โดยมีคุณนพดลคอยให้คำปรึกษาและแนะนำอย่างใกล้ชิด นิทรรศการที่ A.E.Y. SPACE จัดเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ก็คือนิทรรศการ “ภาพถ่ายคนสงขลา” (โดยคุณนพดล ขาวสำอางค์ นั่นเอง)

“โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเรา (คนสงขลา) รอคนแบบพี่ทั้งสองคนนี้มานานมากแล้ว คนที่เดินเข้ามาแล้วลงมือทำ คือลงมืออนุรักษ์ ดูแล ซ่อมแซมกันอย่างจริงๆ จังๆ เขาทำให้ตึกเก่าเหล่านี้ได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง แถมยังช่วยกระตุ้นให้คนสงขลาอย่างเรารู้สึกรักและหวงแหนบ้านเกิดของเรามากขึ้น”

คุณกนิษฐ์ปิดท้ายว่า “อยากให้มีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างนี้ขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะนิทรรศการที่เพิ่งจัดไปได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่มากๆ พวกเราไม่เคยคิดกันมาก่อนเลยว่า ภาพถ่ายของพวกเราเอง ที่จัดแสดงในบ้านเก่ากลางเมืองของเราเอง ง่ายๆ แบบนี้นี่แหละ คือ สิ่งที่สวยงามที่สุด”

ความสำเร็จของนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนั้น ทำให้คนสงขลาทั่วไปรับรู้ได้มากขึ้นว่า “เสน่ห์และความงามของเมืองสามารถสร้างขึ้นได้จากบรรยากาศที่เราทุกคนคุ้นเคย และไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนไขว่คว้าหาจากที่อื่น” ต้องขอบคุณคู่ศิลปินอย่างนพดล ขาวสำอางค์ และเกล้ามาศ ยิบอินซอย เพราะการเข้ามาสู่ชุมชนใหม่ของพวกเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ในท้องถิ่น ที่คิดจะฝัน สร้างจินตนาการ และทำมันให้เป็นจริงขึ้นมา

เอกสารอ้างอิง :
โครงการฟื้นฟูย่านเมืองเก่าสงขลา โดยเทศบาลสงขลา นิตยสาร WallPaper ฉบับสิงหาคม 2554
http://tunyaarticle.blogspot.com/2011/08/in-residence-songkla-house.html

« Back to Result

  • Published Date: 2012-08-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี