Creative Knowledge

« Back to Result | List

“เตรียมพร้อม...ปรับตัว...ยืดหยุ่น” เคล็ดลับฝ่าทุกวิกฤตของ “โยธกา”

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

กว่าสองทศวรรษแล้วที่แบรนด์ไทยนาม “โยธกา” ได้พาเครื่องเรือนจักสานจาก “ผักตบชวา” ไปอวดคุณค่าความงามกับเวทีโลก ถึงวันนี้ ในขณะที่ผลพวงจากมหาอุทกภัยปี 54 และมรสุมเศรษฐกิจโลกยังคงรุมเร้า โยธกากลับยืนหยัดฝ่าวิกฤตทั้งหมดไปได้อย่างน่าชื่นชม


TCDCCONNECT มีโอกาสได้สนทนากับคุณสุวรรณ คงขุนเทียน เจ้าของและผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ และ คุณสมชาย ธนสมเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บ.โยธกา อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด โดยทั้งคู่ได้เปิดเผยถึงยุทธวิธีทางธุรกิจในการรับมือกับทั้ง “ศึกนอก” และ “ศึกใน”


ผลกระทบของวิกฤตน้ำท่วมต่อโยธกา
คุณสุวรรณ:
โรงงานของเราอยู่ที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงสุดแห่งหนึ่ง แต่ในปี 54 นี้เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องการผลิตโดยตรง คือ เรามีประสบการณ์จากน้ำท่วมมา 3 ครั้งแล้ว หนักสุดคือปี 38 เราจึงสร้างโรงงานใหม่ 3 ชั้น บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยทำให้เหมือนเรือนไทยใต้ถุนสูง ยกสูงจากพื้น 4.5 เมตร ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 54 คือ โรงงานเรามีสภาพกลายเป็น “เกาะ” มีน้ำล้อมรอบสูง 2 เมตรกว่า ผลกระทบที่เราเจอคือ การที่ซัพพลายเออร์หรือซับคอนแทรคเตอร์ไม่สามารถเข้ามาส่งวัตถุดิบให้เราได้


คุณสมชาย: เฟอร์นิเจอร์ของโยธกา 80% เป็นของแฮนด์เมด ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบและวัสดุประกอบอื่นๆ อาทิเช่น โครงไม้หรือโครงโลหะที่สั่งผลิตจากซัพพลายเออร์ ครั้งนี้แม้น้ำจะไม่ท่วมโรงงาน แต่ก็ท่วมทางเข้า และท่วมโรงงานของซัพพลายเออร์ ทำให้เขามาส่งของไม่ได้ ขณะเดียวกันสินค้าที่ผลิตเรียบร้อยแล้วก็นำออกไปไม่ได้ ปัญหาจึงอยู่ที่การขนส่งมากกว่าการผลิต แต่สำหรับบางรายที่ต้องรีบส่งจริงๆ เราได้ใช้วิธีต่อแพและลำเลียงของออกมายังบริเวณที่รถเข้าถึง แม้จะทุลักทุเลมากแต่ก็ช่วยให้ส่งของได้บางส่วน โดยปกติโยธกาส่งสินค้าออกราว 10-12 ตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อประสบภาวะน้ำท่วมเราส่งได้แค่ไม่ถึง 5 ตู้ ซึ่งก็นับว่ายังโชคดีที่โรงงานเราไม่มีเครื่องจักรใหญ่ ทำให้ความเสียหายไม่มากเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรมอื่น

รับมือ-แก้ไขอย่างไร
คุณสุวรรณ:
เราติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมการล่วงหน้าครับ เราทำคันดิน บ่อพักน้ำ กำแพงกั้นน้ำ ไว้ตั้งแต่ตอนสร้างโรงงาน รอบนี้ก่อนน้ำมาประมาณสองเดือน เราก็สร้างประตูระบายน้ำเพิ่ม สามสัปดาห์สุดท้ายเราก็ขนย้ายของขึ้นหมดแล้ว ดังนั้น ช่วงน้ำท่วมเราก็ยังทำงานกันตามปกติ ทำเท่าที่ทำได้ ถ้าคนงานมีงานทำเขาก็ไม่เครียดมากด้วย ช่วงนั้นโรงงานเรากลายเป็นศูนย์อพยพของพนักงานที่บ้านน้ำท่วมไปเลย


จุดไหนที่ยากหรือหนักใจที่สุด
คุณสุวรรณ: ส่วนตัวแล้วผมไม่ทุกข์ร้อนนะ เรื่องที่กังวลที่สุด คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานและครอบครัว ผมเกรงว่า หลังน้ำลดมันจะกระทบต่อตารางการทำงาน แล้วก็กระทบจริงๆ ครับ พอน้ำลดคนงานต้องกลับไปฟื้นฟูสภาพบ้าน ทำให้การผลิตเราสะดุดไป ซึ่งพอผลิตไม่ได้เราก็เก็บเงินไม่ได้ด้วย ตอนนั้นเราแก้ปัญหาด้วยการจัดคิวพนักงานใหม่เพื่อจะเร่งผลิต มีการทำงานชดเชย มีการทำล่วงเวลา ฯลฯ

ดูแลพนักงานอย่างไร
คุณสุวรรณ:
เราเปลี่ยนโรงงานเป็นศูนย์อพยพ (ของพนักงาน) เลยครับ วางแผนไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ก่อนน้ำมา มีการทำห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ซื้อแท้งค์น้ำ เตรียมน้ำดื่มไว้ราว 4,000 ลิตร ทุกๆ สองวัน เราจะไปซื้อน้ำที่สุพรรณบุรีเพื่อมาเติมส่วนที่พร่องไป ตอนนั้นเราใช้ถนนที่รถยังพอวิ่งได้ มีการศึกษาเส้นทางไว้ล่วงหน้าแล้ว


นอกจากนั้น เรามีการแบ่งหน้าที่ให้พนักงานอย่างชัดเจนว่าใครดูแลเรื่องความสะอาด ไฟฟ้า สุขอนามัย ฯลฯ มีการเตรียมถังบ่อเกรอะ บ่อซึม และแยกขยะด้วย อย่างเช่น ถ้าเป็นน้ำแกงก็ให้เททิ้งลงดินได้ แต่ถ้าเป็นเศษอาหารต้องเทลงถังขยะ ทิ้งไว้จนแห้งแล้วจึงนำไปเผา การเตรียมพร้อมทำให้เราไม่ต้องพึ่งใคร ช่วงที่น้ำสูงมากประมาณสองเดือน พนักงานเราถึงกับจับปลามาทำอาหารเลี้ยงกันสนุกสนาน บางวันจับได้เป็นร้อยตัว จนมาเจอจระเข้จึงหยุดไป (หัวเราะ)

สิ่งที่ผมบอกให้คนงานเตรียมพร้อมเสมอในภาวะวิกฤต คือ ข้าว เกลือ น้ำมัน และถังแก๊ส สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เครียด เป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสภาวะน้ำท่วม ต่อมา เมื่อน้ำที่เตรียมไว้เริ่มไม่พอใช้ เราก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ ไม่ใช้น้ำในแท้งก์อาบ แต่ให้พายเรือไปอาบในคลองหรือทุ่งนาซึ่งเป็นน้ำสะอาดแทน ระบบก็คือ กลางวันทำงาน กลางคืนหุงหาอาหาร-พักผ่อน เรียกว่าใช้ชีวิตตามปกติ

คุณสมชาย: พนักงานของเราทั้งหมดเป็นพนักงานประจำ ไม่มีการจ้างรายวัน ดังนั้น เราจึงมีสวัสดิการให้พนักงานเป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อซ่อมแซมที่พักอาศัย มีงบส่วนหนึ่งเพื่อบริจาคให้กับชุมชน รวมทั้งบริจาควัสดุก่อสร้างที่สามารถนำไปซ่อมบ้านได้ด้วย

วิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
คุณสมชาย: ลูกค้าของโยธกาส่วนใหญ่รู้จักกันมาเป็น 20 ปี ดังนั้น เขาจึงมองเราเป็นเพื่อน เมื่อเพื่อนมีปัญหาจึงช่วยกันแก้ ต่างกับหลายเจ้าที่ลูกค้ารายใหม่ไม่ยอมเข้าใจ จนทำให้เขาต้องไปจ้างผู้รับเหมาช่วงช่วยผลิต เลยประสบกับภาวะขาดทุน

ส่วนของเราจะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมากับลูกค้า เพื่อให้เขาไปแจ้งกับลูกค้าของเขาอีกต่อหนึ่งว่า อาจมีการส่งของล่าช้าไป 2-3 สัปดาห์ ก็นับว่าเป็นความโชคดีของโยธกาที่เราคุยได้หมด ในขณะเดียวกัน เราเองก็เร่งทำงานเพื่อให้เกิดความล่าช้าน้อยที่สุดด้วย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของโยธกาจากวิกฤตครั้งนี้
คุณสุวรรณ: มีแค่ต้องปรับกำแพงรอบโรงงาน เพราะน้ำทะลักเข้ามาทำให้กำแพงพัง ต้องสร้างคันดินใหม่ทั้งหมด


ได้รับความรับความช่วยเหลือจากใครหรือไม่
คุณสุวรรณ:
ไม่มี ผมไม่หวังพึ่งใคร ผมคิดว่า เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากจะมีการช่วยเหลือมันก็เป็นอีกเรื่อง แต่ไม่ใช่ตั้งเรื่องขึ้นมาเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะช่วยกันไม่จบไม่สิ้น ผมขอยกคำพูดของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ว่าการช่วยเหลือคนคือ ต้องสอนให้เขาช่วยตนเอง ไม่ใช่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เขาตลอดไป ถ้าจะช่วยให้คนพ้นจากความยากจน ก็ต้องสอนวิชาชีพให้เขาทำมาหาเลี้ยงชีพได้ ไม่ใช่แจกเงินไปเรื่อยๆ

อย่างคนงานของโยธกาส่วนใหญ่ก็มีพื้นเพฐานะยากจนทั้งนั้น เมื่อเขาได้มาเรียนรู้วิชาจักสานและได้ทำงานมีเงินเดือน เขาก็มีฐานะและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเอง

แผนการกระจายความเสี่ยง
คุณสุวรรณ:
เราทำประกันภัยไว้ด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจควรต้องมี ผมเคลมประกันภัยธรรมชาติจากพายุทุกปี เพราะโรงงานเราสูง เมื่อมีพายุฤดูร้อนหรือลมฝนมาจากทุ่ง มันหอบเอาหลังคาไปทุกปีครับ เราป้องกันภัยธรรมชาติไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เราทำประกันได้ครับ พนักงานทุกคนของเราก็มีประกันชีวิต ยึดนโยบายไม่ตั้งอยู่บนความประมาท

อะไรที่ทำให้โยธกายืนหยัดอยู่ได้จนวันนี้
คุณสุวรรณ:
“ความคล่องตัว” บริษัทใหญ่ถ้าจะล้มใช้เวลานาน แต่จะล้มหนัก บริษัทเล็กจะขึ้น-ลงเร็ว แต่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ฉับไวกว่า อย่างที่โยธกาเราไม่เคยรอจนลงสุดๆ เราปรับเปลี่ยนตัวเองเร็ว ยกตัวอย่างเช่น พอผักตบชวาอยู่ในขาลง กระแสเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์กำลังมา เราก็เปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เป็นพลาสติกได้ เราติดตามกระแสและวิถีชีวิตของโลกอยู่ตลอดเพื่อพิจารณาว่าจะปรับตัวให้เข้ากับกระแสนั้นอย่างไร ทั้งหมดคือ การเปลี่ยนที่เราไม่เคยต้องลงทุนเพิ่ม เราใช้ทักษะและโนฮาวที่มีอยู่เดิม เปลี่ยนแค่วัสดุครับ

ผมว่า การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ คือสัญชาตญาณของนักออกแบบ ส่วนเรื่องการมองตลาดนั้น เมื่อยุโรปซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของเราสั่นคลอน

เราก็หันมาหาตลาดที่กำลังเติบโตอย่างเอเชียและตลาดภายในประเทศแทน ปรับวิธีค้าขาย ปรับหน้าตาสินค้า ฯลฯ จากเดิมที่เคยทำแต่เก้าอี้ขนาดมาตรฐานเพื่อเน้นส่งออก เราก็ปรับเปลี่ยนขนาดตามความต้องการของลูกค้าได้ สมัยก่อนหากมีออร์เดอร์จำนวนน้อยๆ เรามักไม่รับทำ ลูกค้าบอกว่า โยธกาหยิ่ง ซึ่งก็หยิ่งจริงๆ เพราะเราทำไม่ทันครับ (หัวเราะ) แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว สมัยนี้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ (และพนักงานอีกเกือบ 200 คน) เราต้องปรับกระบวนการทำงาน ปรับวิธีคิดวิธีมองทั้งหมด

คุณสมชาย: แนวโน้มตลาดเปลี่ยนไปครับ เมื่อก่อนลูกค้าจะสั่งซื้อของสต็อคไว้ แต่ปัจจุบัน ลูกค้าไม่เก็บสต็อคแล้ว เขายอมให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น หรือใช้เวลาผลิตนานขึ้น แต่จะไม่ยอมสั่งทีละมากๆ เพื่อให้มีราคาถูก (หรือได้สินค้าเร็วแต่ต้องเก็บสต็อค) ดังนั้น เราต้องมี “ความยืดหยุ่น” การขายแบบส่งแคตตาล็อกให้ลูกค้าเลือกมัน “ช้า” เกินไปแล้ว ตอนนี้ เราต้องออกแบบหรือพัฒนาสินค้าให้ตรงกับคอนเซ็ปท์ที่ลูกค้าแต่ละรายต้องการ ซึ่งมีข้อเสียคืออาจสร้างความสับสนให้กับโรงงานในแง่ของการผลิต แต่วิธีการนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี

อย่างไรก็ดี โยธกาจะยืดหยุ่นแบบมีเงื่อนไข ตัวอย่างเช่น เราจะรับเก็บสต็อคสินค้าไว้ให้แต่มีเงื่อนไขว่า ลูกค้าต้องจ่ายค่ามัดจำก่อนจำนวนหนึ่ง หรือหากลูกค้าสั่งทำสินค้าพิเศษน้อยชิ้น เราก็จะขอให้เขาพิจารณาสินค้าหมวดอื่นๆ เพิ่มเติม อะไรอย่างนี้เป็นต้น

บทเรียนที่ได้รับจากวิกฤตครั้งนี้
คุณสุวรรณ:
ไม่ยึดติด อะไรที่ควบคุมไม่ได้ถ้าจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่ตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด และ ไม่ประมาท คือต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ มองสิ่งต่างๆ ด้วยความเป็นจริง

จับประเด็นเด็ด “กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตมหาอุทกภัย”

โยธา “คิด” โยธกา “ทำ”
“เรียนรู้” จากเหตุการณ์ในอดีต จากประสบการณ์น้ำท่วมปี 2538 สร้างโรงงานใหม่สูงจากพื้นถึง 4.5 เมตร พร้อมทำคันดิน บ่อพักน้ำ กำแพง และประตูระบายน้ำ
“ตื่นตัว” กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน รับข่าวสาร (ที่คิดว่าเชื่อถือได้) ตลอด, อัพเดทสถานการณ์โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ลูกค้าเพื่อสร้างความเข้าใจ
“เตรียมพร้อม” สำหรับเหตุการณ์ในอนาคต เตรียมแท้งค์น้ำดื่ม-ใช้ ข้าว เกลือ น้ำมัน ถังแก๊ส ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนโรงงานเป็นศูนย์อพยพ, เตรียมความพร้อมอื่นๆ ในกรณีที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน
ไม่หวังพึ่งใคร ไม่ประมาท และมีแผนการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

จับประเด็นเด็ด “ยุทธวิธีฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก”

โยธกา “คิด” โยธกา “ทำ”
ธุรกิจต้องมีความคล่องตัว ปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับวิถีและกระแสโลก เช่น เมื่อกระแสเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์มาแรง และผักตบชวาได้รับความนิยมน้อยลง ก็หันมาเพิ่มการผลิตเฟอร์นิเจอร์พลาสติกสาน
ปรับเปลี่ยนแบบไม่ต้องลงทุน แม้จะเปลี่ยนจากผักตบชวามาเป็นพลาสติก แต่ทักษะ วิธีการผลิตและโนฮาวยังเหมือนเดิม จึงไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
ต้องมีความยืดหยุ่น จากที่เคยออกแบบและผลิตให้ลูกค้าเลือก ก็กลายมาเป็น “ร่วมออกแบบและพัฒนา” ไปกับลูกค้า

สิ่งที่ผมบอกให้คนงานเตรียมพร้อมเสมอในภาวะวิกฤต คือ ข้าว เกลือ น้ำมัน และถังแก๊ส สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เครียด เป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสภาวะน้ำท่วม ต่อมา เมื่อน้ำที่เตรียมไว้เริ่มไม่พอใช้ เราก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ ไม่ใช้น้ำในแท้งก์อาบ แต่ให้พายเรือไปอาบในคลองหรือทุ่งนาซึ่งเป็นน้ำสะอาดแทน ระบบก็คือ กลางวันทำงาน กลางคืนหุงหาอาหาร-พักผ่อน เรียกว่าใช้ชีวิตตามปกติ


« Back to Result

  • Published Date: 2012-06-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง