Articles

« Back to Result | List

ง่วนสูน พริกไทยตรามือที่ 1 : ส่งต่อเครื่องเทศโบราณสู่การบริโภคสมัยใหม่

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

เมื่อเอ่ยถึง “พริกไทย” ในบ้านเรา สัญลักษณ์ “ตรามือที่ 1” ฉลากสีฟ้า ฝาสีแดง ดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่นอกจากจะอยู่คู่ครัวไทยมานานแล้วยังสามารถการันตีถึงคุณภาพที่สุดยอดได้อีกด้วย

จากจุดเริ่มต้นของการบดพริกไทยด้วยเครื่องบดหิน มาในวันนี้ เครื่องเทศหลากหลายชนิดได้กลายมาเป็นหัวใจของธุรกิจครอบครัว “ลิ้มประนะ” ภายใต้แบรนด์ “ง่วนสูน” โดยมีคุณวิภาวดี ลิ้มประนะ ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวจากจุดเริ่มต้นจนถึงในวันนี้ให้เราฟัง

เริ่มต้นจากร้านชำ ยุคแห่งการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส
ธุรกิจแรกเริ่มเดิมทีของตระกูล “ลิ้มประนะ” คือ การขาย “ยาเส้น” แถวสะพานหัน ซึ่งในสมัยก่อนนั้นถ้าสินค้าไหนเป็นสินค้าที่ดี เราก็จะชูนิ้วโป้งยกย่องว่า “มันเป็นสินค้าชั้นเยี่ยม” และนั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของการนำสัญลักษณ ์”ตรามือที่ 1” มาใช้ประกอบในธุรกิจยาเส้น แต่เมื่อราวปี พ.ศ.2491 ธุรกิจยาเส้นก็เริ่มซบเซาลง คุณอาจจิตต์ ลิ้มประนะ บุตรชายของเจ้าของร้านยาเส้น จึงพยายามหาช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างรายได้เพิ่ม

เขาสังเกตว่า ชาวจีนและชาวไทยในสมัยนั้นมักจะซื้อพริกไทยเม็ดเพื่อนำไปบดเป็นเครื่องเทศเองที่บ้าน อาจจิตต์คิดอยากจะเติมเต็มช่องว่างในตลาดตรงนั้น โดยการผลิต “พริกไทยบดสำเร็จรูป” ออกขาย เขาตัดสินใจเปิดร้านเล็กๆ โดยเริ่มต้นจากการซื้อเม็ดพริกไทยคุณภาพดีจากทรงวาด นำไปบดกับเครื่องบดหิน และใส่ถุงแบ่งขายแถวย่านวัดเล่งเน่ยยี่ (เยาวราช) ซึ่งถ้าเปรียบกับสมัยนี้กิจการของอาจจิตต์ก็เหมือนกับ “Open Kitchen” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็นถึงขั้นตอนการผลิต การบรรจุ ฯลฯ อันเป็นวิธีที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ในปี พ.ศ.2497 จากร้านชำเล็กๆ ริมถนน กิจการพริกไทยบดของอาจจิตต์ก็เติบใหญ่กลายเป็นร้าน “ง่วนสูน” (แปลว่า การก้าวไปทีละขั้นอย่างราบรื่น) ร้านค้าผู้จำหน่ายพริกไทยคุณภาพดีและเครื่องเทศชั้นเยี่ยมร้านแรกของไทยภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตรามือที่ 1”

การขยายตัวในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตแบบครัวเรือนไปสู่ระบบอุตสาหกรรมเต็มตัว ทำให้พริกไทยตรามือที่ 1 กลายเป็นสินค้าที่สามารถส่งขายทั่วไปทั่วประเทศ

รุกคืบขยายตลาดส่งออกในรุ่นที่ 2
เมื่อทายาทรุ่นที่ 2 คือ นายวิโรจน์ สกุลบุญราศี (บุตรคนโตของนายอาจจิตต์) เริ่มเข้ามาดูแลกิจการครอบครัว เขาได้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอกชิลลี่ ขึ้นในปี พ.ศ.2520 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ พริกไทยบดตรามือที่ 1 สามารถส่งออกขายใน 20 ประเทศทั่วโลก พร้อมๆ กับสินค้าเครื่องเทศอื่นที่มีมากกว่า 200 ชนิด

ปรับเปลี่ยนการนำเสนอ - ผสานสินค้าเข้ากับชีวิตสมัยใหม่
เมื่อรูปแบบการบริโภคของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป พริกไทยและเครื่องเทศถูกมองว่าเป็นสินค้าของคนรุ่นปู่ ร้านค้าเครื่องเทศส่วนมากก็มักจะดูทึมๆ เก่าๆ โบราณ ดังนั้น ก้าวย่างในการบริหารของรุ่นต่อมา คือ คุณวิศิษฐ์ ลิ้มประนะ และ คุณวิภาวดี ลิ้มประนะ (น้องชายและน้องสาวของคุณวิโรจน์ สกุลบุญราศี) จึงคิดที่จะนำหัวใจหลักของ “เครื่องเทศ” มาพลิกรูปแบบการนำเสนอ เพื่อให้สามารถมัดใจคนรุ่นใหม่ และสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปได้

ทั้งสองเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงภาพลักษณ์ของแบรนด์ “ง่วนสูน” ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ และนี่เองก็คือที่มาของแบรนด์ “Muay Thai” และ “The Spice Story”

คุณวิภาวดี ลิ้มประนะ เล่าให้เราฟังถึงสองแบรนด์น้องใหม่นี้ว่า “Muay Thai เป็นแบรนด์ที่บริษัทเราร่วมทุนกับคนท้องถิ่นในประเทศบาห์เรน เราเปิดธุรกิจใหม่ในรูปแบบของ Fast Food ขนาด 20-80 ที่นั่ง โดยเน้นขายอาหารชุดเป็น Combo Set มีเมนูให้เลือก 30-40 เมนู เช่น ข้าวเหนียวส้มตำ ไก่ย่าง, ข้าวผัดกระเทียมพริกไทย, ข้าวหมกไก่, เปาะเปี๊ยะไส้ลาบ ฯลฯ”

Muay Thai คือ การต่อยอดธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ (ที่ต้องการผลักดันครัวไทยให้เป็นครัวโลก) ในขณะที่ The Spice Story ถือเป็นการปรับและต่อยอดเครื่องเทศเดิมให้ดูทันสมัยมากขึ้น โดยเธอได้กำหนดรูปแบบกิจการให้เป็นร้านขายอาหารและเครื่องเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ชั้น 5 สยามพารากอน

คุณวิภาวดีกล่าวถึงจุดเด่นของ “The Spice Story” ว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 : ผลิตภัณฑ์เครื่องเทศ นอกจากชื่อแบรนด์และบรรจุภัณฑ์แบบขวดที่ดูทันสมัยแล้ว ตัวเครื่องเทศที่บรรจุภายในก็มีการต่อยอดเพิ่มขึ้นด้วย โดยจากเดิมที่หนึ่งขวดจะบรรจุเครื่องเทศชนิดเดียว (Single Spice) แบรนด์ใหม่นี้เธอได้นำเครื่องเทศหลายชนิดมาผสมกันกลายเป็น “Mixed Spices” อาทิเช่น ผงผัดไทย ผงพะโล้ ผงหมักเนื้อ ผงหมักหมูแดง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สอดรับกับรูปแบบการบริโภคสมัยใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว

ส่วนที่ 2 : ร้านอาหารจีน เป็นร้านอาหารในรูปแบบ Modern Chinese ที่นำกลิ่นอายและวัฒนธรรมจีนมาประยุกต์เป็นอัตลักษณ์ของร้าน การตกแต่งเน้นสีสันสดใสและสะอาดตาเพื่อฉีกตัวออกจากภาพลักษณ์เดิมๆ ของร้านเครื่องเทศ (ที่ทึมๆ หมองๆ) นอกจากนั้น The Spice Story ยังเน้นการชู “เครื่องเทศ” เป็นส่วนผสมหลักในอาหาร เพื่อสื่อสารให้ผู้คนทราบว่า “เครื่องเทศ” นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ในทางตรงกันข้ามมันคือ ส่วนผสมชั้นดีที่ทำให้รสชาติอาหารแต่ละเมนูมีความสมบูรณ์มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การนำเครื่องเทศมาเป็นส่วนผสมหลักของไอศกรีม Homemade อาทิเช่น ไอศกรีมมนต์พริกไทย, ไอศกรีมพริกขี้หนูหิมะ, ไอศกรีมอัลมอนด์ มิลค์, ไอศกรีมส้มอบเชยเสน่หา, ไอศกรีมชาเขียวป๊อปปี้ ฯลฯ

ทั้ง Muay Thai และ The Spice Story คือ ตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจ “เครื่องเทศ” ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ทายาทแต่ละรุ่นไม่ได้ละเลยไปก็คือ การรักษาแก่นแท้ของธุรกิจเครื่องเทศดั้งเดิมไว้ และนำมันมาผสมผสานให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลง เรียกว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจต้นน้ำนั้น ก็ยังคงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของธุรกิจใหม่ไม่เสื่อมคลาย

เคล็ด (ไม่) ลับในการดำเนินธุรกิจเครื่องเทศ
นับตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ “พริกไทยบด” บทเรียนที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวลิ้มประนะก็คือ ธุรกิจจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อคนทำมีใจรักในสิ่งที่ทำอยู่ ทำด้วยความตั้งใจและความซื่อสัตย์ ที่สำคัญจะต้องมีความขยันและอดทน เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าคุณภาพชั้นดีที่จะรักษาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อไว้ได้ยาวนาน (ทั้งในเรื่องความสดใหม่ กลิ่นหอม รสชาติ คุณประโยชน์ ฯลฯ) ถึงวันนี้ เครื่องเทศภายใต้แบรนด์ “ง่วนสูน” มีจำหน่ายมากมายกว่า 500 ชนิด ทั้งจากแหล่งผลิตคุณภาพเยี่ยมในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย

หัวใจหลักในการคัดเลือกเครื่องเทศชั้นดีของง่วนสูนประกอบไปด้วย 1) จะต้องมาจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ 2) ต้องเป็นผู้ผลิตที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน เน้นย้ำเรื่องความสะอาดและปลอดภัย 3) ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย 4) มีระบบการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล

ประเด็นเด่น
- เมื่อรูปแบบการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม สินค้าทุกชนิดจำเป็นต้องค้นหาเส้นทางของตัวเองที่จะตอบสนองต่อวิธีการบริโภคใหม่ๆ
- การสร้างแบรนด์ใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งยิ่งนานเท่าไหร่มันก็จะยิ่งสะท้อนให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงแก่นแท้ของแต่ละแบรนด์ว่า เขาสามารถรักษาไว้ซึ่งคุณภาพความดีของสินค้า หรือว่าดีเพียงแค่ชื่อแต่คุณภาพถดถอยไปตามกาลเวลา

อ้างอิง:
http://www.bangkokchili.com
http://www.nguansoon.com
http://www.thespicestory.com


« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com