Articles

« Back to Result | List

เถ้าฮงไถ่ : ต่อยอด DNA แห่งตำนานด้วย “จินตนาการ” และ “ความสนุก”

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส / ภาพ : วศินบุรี สุพาณิชวรภาชน์
จัดทำประกอบ: ภูริวัต บุญนัก

หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองราชบุรีที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ “โรงงานเถ้าฮงไถ่” ผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองราชบุรีมานานกว่า 80 ปี

“เถ้าฮงไถ่” เริ่มต้นกิจการขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2476 โดยนายซ่งฮง แซ่เตีย และนายจือเหม็ง แซ่อึ้ง สองเพื่อนรักนักปั้นดินเผาซึ่งกอดคอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยอยู่เมืองปังโคย ประเทศจีน ทั้งสองได้ย้ายรกรากมาอยู่ที่กรุงเทพมหานครก่อน จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่ได้ค้นพบแหล่งดินชั้นดีในจังหวัดราชบุรี จึงชักชวนสมัครพรรคพวกมาตั้งโรงงานเพื่อผลิตไหน้ำปลา โอ่งน้ำไม่มีลาย และกระถางต้นไม้ ขึ้นเป็นแห่งแรกเพื่อทดแทนการนำเข้าจากประเทศจีน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2486 นายซ่งฮงและนายจือเหม็งได้แยกตัวออกมาตั้งโรงงาน “เถ้าแซ่ไถ่” โดยเริ่มผลิต “โอ่งลายมังกร” ขึ้นเป็นครั้งแรก (ทั้งสองสั่งดินขาวจากประเทศจีนมาใช้ในการประดิษฐ์ลวดลายมังกร) กระทั่งในปี พ.ศ. 2497 นายซ่งฮงก็ได้แยกตัวออกมาอีกครั้ง และตั้งโรงงานใหม่ของตัวเองภายใต้ชื่อ “เถ้าฮงไถ่”

นับเป็นเวลาร่วม 8 ทศวรรษที่โรงงานเถ้าฮงไถ่มุ่งมั่นให้บริการลูกค้าชาวไทยด้วยการผลิตโอ่ง กระถางต้นไม้ และเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายชนิด สินค้าของที่นี่มีพัฒนาการไม่เคยหยุดนิ่งมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก จนกระทั้งวันนี้ที่กิจการตกทอดมาถึงมือทายาทรุ่นที่ 3 คือ คุณติ้ว วศินบุรี สุพาณิชวรภาชน์ (เจ้าของรางวัลศิลปินดีเด่นศิลปาธร สาขาออกแบบ ประจำปี 2553)

ปัจจุบันคุณวศินบุรีดูแลกิจการในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์โรงงานเครื่องเคลือบดินเผาเถ้าฮงไถ่ (นอกจากนั้นเขายังเป็นอาจารย์พิเศษภาควิชาเครื่องปั้นดินเผา คณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม สาขาวิชาออกแบบเซรามิค สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเป็นหนึ่งในศิลปินเซรามิคที่มีผลงานแปลกใหม่ออกมาให้ชมโดยตลอด)

จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ
วศินบุรี : “โรงงานเถ้าฮงไถ่เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่สมัยรุ่นอากง (คุณปู่) ที่ย้ายรกรากมาจากเมืองจีนและมาปักหลักในจังหวัดราชบุรี อากงเห็นว่า ที่นี่มีดินดี เหมาะแก่การปั้นโอ่งครับ ในสมัยก่อนขั้นตอนการผลิตจะแยกออกจากกันชัดเจน อากงผมเป็นช่างปั้นก็ปั้นอย่างเดียว คนทำสีก็ทำสีอย่างเดียว คนเขียนลายก็เขียนลายอย่างเดียว แต่ละคนเขาจะมีเทคนิคความชำนาญเฉพาะด้าน ซึ่งก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ ดินที่ราชบุรีกับดินที่เมืองจีนยังไงเสียก็ไม่เหมือนกัน กว่าพวกเขาจะรู้ว่าอะไรคือเทคนิคที่เหมาะสมต่อการผลิตโอ่งที่เมืองไทยที่สุด มันก็เสียหายไปเยอะ ตอนนั้นหุ้นส่วนหลายคนถอดใจไป แต่อากงของผมยังคงยืนหยัดที่จะสู้ต่อครับ หลังจากรุ่นอากงก็มาเป็นรุ่นเตี่ย (พ่อ) ซึ่งเกิดและเติบโตมากับโรงงานเครื่องปั้นดินเผา แต่ไปเรียนจบปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเครื่องปั้นดินเผาเลยสักนิด แต่อาศัยว่าเตี่ยผมได้ตามอากงไปขายของตั้งแต่เด็กๆ พอเรียนจบมาเตี่ยก็เลยเข้ามารับช่วงดูแลกิจการโรงงานต่อ”

“ความเกลียดกลัว” พลิกผันสู่ “ความสนุก”
วศินบุรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ความทรงจำและคะแนนเต็ม “0” ในวิชาศิลปะสมัยเรียนชั้นประถม 5 ทำให้เขาเคยเกลียดและกลัววิชาศิลปะอย่างถึงขีดสุด และแม้ว่าจะมีโรงงานเครื่องปั้นดินเผาเป็นสนามเด็กเล่นมาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาก็ไม่เคยสนใจหรือใส่ใจสิ่งใกล้ตัวที่เรียกว่า “เซรามิค” นี้เลยสักนิด

วศินบุรี : “ผมเติบโตวิ่งเล่นมาในโรงงาน โรงงานเปรียบได้กับเพลย์กราวน์ของผม แต่ผมก็ไม่เคยสนใจเรื่องเซรามิคหรืออะไรพวกนี้ ไม่เคยลองทำจริงๆจังๆ ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เห็นพ่อทำงานหนักมาตลอดชีวิต ตื่นแต่เช้าเลิกงานดึกดื่น แม้แต่แม่เองก็เคยเอ่ยปากบอกผมว่า อย่าไปทำเลยเซรามิค ไปทำอาชีพอย่างอื่นดีกว่า เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นอะไรอย่างอื่นไป แต่มันก็ยังมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจมาตลอดว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำต่อ?”

“กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าชอบศิลปะก็ตอนเรียนอยู่ปีที่ 2 ที่เยอรมันครับ ปีแรกนั้นเป็นปีที่ทรมานใจมาก เราเรียนผ่านไปด้วยความสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เราทำมันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ รึเปล่า แต่พออยู่ปี 2 ที่ภาษาผมเริ่มดีขึ้นแล้ว เริ่มปรับตัวได้มากขึ้นแล้ว วันหนึ่งผมก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วเห็นเขากำลังปั้นงานที่ตัวเองชอบ พอเห็นอย่างนั้นแล้วมันก็รู้สึกสนุก รู้สึกอยากทำอะไรที่เป็นของเราเองบ้าง”

“มันเหมือนเส้นผมบังภูเขานะครับ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยนึกหรือสนใจงานศิลปะเลย และไม่เคยคิดจะทำอะไรของตัวเอง แค่ทำตามโจทย์ที่ครูให้ด้วยความตั้งใจที่สุด แค่อยากได้คะแนนดีโดยไม่ได้มีความรักในสิ่งที่ทำเลยสักนิด พอหลังจากวันนั้นผมก็เลยคิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือเซรามิค มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเคยเห็นหรือเคยรู้ แต่มันมีอะไรต่างๆ อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ ที่เราสามารถเข้าไปค้นหา ทดลอง และเล่นกับมันได้อีกไม่รู้จบ”

“ทุกวันนี้ก็เลยสนุกที่จะได้ทำลายจินตนาการของตัวเอง หมายความว่า ทุกครั้งที่ผมจินตนาการถึงงานชิ้นหนึ่ง แล้วผมทำมันจนเสร็จเป็นรูปธรรมขึ้นมา จินตนาการก่อนหน้านั้นก็จะมลายหายไป พูดง่ายๆ ก็คือความฝันมันหมดไป แต่เราได้ความจริงเข้ามาแทนที่ นั่นทำให้เราตื่นเต้น และฝันถึงจินตนาการอันใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อว่าเราจะได้ทำลายมันอีก”

Brand DNA ของ “เถ้าฮงไถ่”
ในวันที่กิจการยืนหยัดมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ คุณวศินบุรีก็ยังคงยืนยันว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ Re-Branding แต่กลับมุ่งไปที่การทำ Sub-Branding มากกว่า

วศินบุรี : “สิ่งที่ผมต้องการที่สุดก็คือ เพิ่มผลงานของเถ้าฮงไถ่ให้มีความหลากหลายมากขึ้น จะสังเกตว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเปลี่ยนแปลงแบรนด์เถ้าฮงไถ่เลย แต่จะเป็นการ “เสริม” และ “เพิ่มเติม” ของเดิมที่มีอยู่แล้วในลักษณะการแตกย่อยเป็น Sub Branding เช่นว่า อีกหน่อยอาจจะมีเถ้าฮงไถ่ สตูดิโอ ฯลฯ หลายคนถามผมว่า ทำไมไม่เปลี่ยนให้เถ้าฮงไถ่มีความเป็นอินเตอร์ฯ มากขึ้น ผมก็ถามกลับไปครับว่า คำว่าอินเตอร์ฯ ของคุณหมายถึงอะไร หมายถึงการเปลี่ยนชื่อตราสินค้าให้เป็นภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ ผมไม่มองแบบนั้นนะ ผมว่าถ้าเราอยากเป็นอินเตอร์ฯ เราก็ต้องทำในสิ่งที่เรามันอินเตอร์ฯ เพราะแค่การเปลี่ยนชื่อมันคงไม่ช่วยอะไร”

“ตั้งแต่ยุคแรกๆ สมัยอากงทำโอ่งมังกรจนกระทั่งถึงตอนนี้ ผมว่าอัตลักษณ์ของเถ้าฮงไถ่ก็คือ ความรัก ความสุข และความสนุกที่ได้ทำงานดินเผา สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้เรามากที่สุด สินค้าของเถ้าฮงไถ่มีความหลากหลาย มีความตลกขำขัน จะบอกว่าเป็น DNA ของเราก็ได้ เพราะเตี่ยก็เป็นคนแบบนี้ แต่อาจจะไม่กระเจิดกระเจิงเท่าผมนะ” (หัวเราะ)

องค์ประกอบที่ 5 ว่าด้วยเรื่อง “ความบังเอิญ”
ในการทำเซรามิคนั้นบางครั้งทฤษฎีก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือองค์ประกอบข้อที่ 5 ที่ว่าด้วย “ความบังเอิญ”

วศินบุรี : “เราจะรู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน 100% ได้ก็ต่อเมื่อเราเผางานจนเสร็จและเปิดเตาออกมาดู ซึ่งคำว่าบังเอิญของผมนี่ต้องอาศัยการสังเกตด้วยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำอย่างไรจะให้มันเกิดขึ้นได้อีก คำๆ นี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจของคนหลายคน แต่ส่วนตัวแล้วผมมองว่า ความบังเอิญคือเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม มันทำให้เกิดสิ่งใหม่ และทำให้เซรามิคมีความแตกต่างจากศิลปะประเภทอื่นๆ”

แตกต่างอย่าง “เถ้าฮงไถ่”
วศินบุรี : “ถ้าถามว่าอะไรคือจุดขายของเถ้าฮงไถ่ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ดีไซน์” เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือ เราเชื่อ เราจินตนาการ เราอยากเห็นรูปทรงของมัน แล้วเราก็ทำมันขึ้นมา ที่สำคัญเรากล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่นครับ อย่างสมัยที่คนอื่นเขานิยมสีเอิร์ทโทนเรียบๆ เรากลับเลือกที่จะลองทำสีสดๆ อย่างเช่น สีแดงสด ที่หลายคนเคยบอกว่าเหมือนอีกาคาบพริก ตอนนี้ก็กลายเป็นสินค้าชิ้นที่ถูกลอกเลียนแบบมากที่สุด คือ ผมเชื่อว่าถ้าคน 99 คนซื้อของตามเทรนด์ อีก 1 คนที่เหลือมันน่าจะเป็นคนแบบเรา คือ คนที่ไม่อยากได้ของอะไรที่เหมือนกันคนส่วนใหญ่ครับ”

เคล็ด (ไม่) ลับ จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก
วศินบุรี : “ประสบการณ์จริงคือสิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่คนรุ่นก่อนเรียนรู้จากชีวิตจริงมันไม่มีสอนกันในโรงเรียนครับ อีกเรื่องคือเราต้องมองให้เห็นถึงความผิดพลาดให้ได้ แล้วเอาสิ่งที่ผิดพลาดนั้นมาพัฒนาต่อ เช่น สีเคลือบเหลือบๆ ซึ่งเป็นสินค้าคลาสสิคของเถ้าฮงไถ่ในปัจจุบันก็เกิดจากการสังเกตความผิดพลาด เตี่ยเขาสังเกตว่า พอเคลือบตรงนี้แล้วมีสุนัขไปฉี่ใส่ สีมันก็กลายเป็นจ้ำๆ ซึ่งความผิดพลาดแบบนี้แหละที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้”

ทำในสิ่งที่ “ชอบ” เมื่อได้เจอในสิ่งที่ “ใช่”
ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น วศินบุรีทิ้งทายเรื่องการสืบทอดธุรกิจครอบครัวไว้อย่างน่าฟัง

วศินบุรี : “แต่ก่อนผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของชะตากรรมหรือฟ้าลิขิตที่ทำให้เราต้องมาสืบทอดกิจการต่อจากที่บ้าน แต่ปัจจุบันผมกลับมองว่าผมโชคดีฉิบหายที่ได้สานต่อกิจการของครอบครัว เพราะอยู่ๆ ผมก็ได้ทำในสิ่งที่รัก งานทุกอย่างมันเหนื่อยมันเครียดทั้งนั้น แต่นี่เราได้เหนื่อยได้เครียดกับครอบครัว แถมยังเป็นสิ่งที่เราสนุกไปกับมันด้วย ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่าพ่อแม่เขาตั้งใจทุ่มเทกันมาขนาดไหน แล้วเราอยู่ดีๆ จะหันหลังทิ้งมันไปได้อย่างไรกัน”

เกร็ดความคิด
- ข้อดีของการทำธุรกิจครอบครัว คือ หัวหน้าครอบครัวสามารถดูแลสมาชิดครอบครัวได้ไปเรื่อยๆ ถือเป็นกำไรที่บรรพบุรุษแต่ละรุ่นได้สานต่อรากฐานองค์ความรู้ไว้
- ความยากง่ายในการสานต่อกิจการครอบครัวอยู่ที่การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้คนรุ่นก่อนได้เห็นถึงผลงานและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ความตั้งใจของเรา

ข้อมูลเพิ่มเติม :
Website : เว็บไซต์ร้านเถ้าฮงไถ่
Facebook : Tao Hong Tai Ceramics Factory

« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com