Articles

« Back to Result | List

In The Family Way : “เครือญาติ อำนาจ โอกาส ความเสี่ยง” หลากมุมคิดต่อธุรกิจกงสีในศตวรรษที่ 21

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

TCDCCONNECT เดือนนี้ ขอชวนคุณผู้อ่านมาติดตามเรื่องราวของ “ธุรกิจครอบครัว” ด้วยการพินิจพิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียในการบริหารกิจการของ “ตระกูล” ไม่ว่าจะในขนาดครัวเรือน ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ แน่นอนว่า ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและเส้นทางชีวิตของธุรกิจที่อยู่ยงมาเนิ่นนานหลายทศวรรษนี้ … ย่อมต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดา

ทุกคนคือ ลูกค้าของ “กงสี”
เชื่อหรือไม่ว่า ทุกเช้าขณะที่คุณเปิดโทรทัศน์ พลิกหน้าหนังสือพิมพ์ จิบชา หรือทานอาหารเช้า คุณกำลังสัมผัสกับสินค้าหรือบริการที่มาจาก “ธุรกิจกงสี” ของตระกูลดังไม่ตระกูลใดก็ตระกูลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเจ้าของสื่อหนังสือพิมพ์หัวสีผู้ทรงอิทธิพล, ตระกูลเจ้าของเครือข่ายสถานีวิทยุโทรทัศน์, ตระกูลผู้ผลิตน้ำดื่มและเบียร์รสนุ่ม ตระกูลเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ในตลาดสินค้าเกษตร …อันนี้แค่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ถ้าหากจะพูดกันในระดับโลกแล้ว หลายๆ คนก็ยังจะเป็นลูกค้าของตระกูลผู้ผลิตชาระดับโลกอย่าง Twinnings, ตระกูลผู้ผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนของเยอรมัน หรือแม้แต่ตระกูลเจ้าของรถยนต์สัญชาติอิตาลี ฯลฯ

ในฐานะผู้บริโภคแล้ว คุณสังเกตหรือไม่ว่าธุรกิจครอบครัวที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ส่วนสำคัญ” ในชีวิตประจำวันของคนเราทั้งสิ้น คุณอาจจะไม่เชื่อเลยว่ามันสามารถส่งอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในระดับมหภาค (!) จากผลการรายงานของสถาบันพัฒนาธุรกิจครอบครัว (Institute for Family Business – IFB) ในกรุงลอนดอน พบว่า กว่า 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือราวหนึ่งในสามของกิจการทั้งหมดบนเกาะอังกฤษ เป็นกิจการที่ดำเนินการภายใต้ระบบครอบครัว และ 10 อันดับแรกของธุรกิจครอบครัวในประเทศอังกฤษนี้ สามารถสร้างรายได้สุทธิรวมกันสูงถึง 41.5 ล้านยูโรต่อปี

ข้อได้เปรียบของกิจการครอบครัว : Absolute Power & Lifetime Commitment
ตามรูปแบบโครงสร้างทางธุรกิจ หัวใจสำคัญที่ทำให้กิจการครอบครัวเหล่านี้ยืดหยัดมาได้นานนับศตวรรษก็คือ “ความสามารถในการปรับตัว” เพราะเมื่อภาวะเศรษฐกิจติดหล่ม บริษัทเหล่านี้จะสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทคู่แข่งที่บริหารบนโครงสร้างอื่น เนื่องจากผู้นำ(ธุรกิจ)ครอบครัวส่วนใหญ่มีอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องดีลกับผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่อาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งนี่เองช่วยให้การเคลื่อนตัวเชิงกลยุทธ์สามารถทำได้จริงในเวลาอันรวดเร็วแบบที่ธุรกิจอื่น “ทำไม่ได้”

นอกจากนั้น ธุรกิจประเภทนี้มักมีความจำเป็นในการ “พึ่งพิงธนาคาร” น้อยกว่าธุรกิจในโครงสร้างอื่น ส่วนใหญ่จะบริหารกลยุทธ์ด้านการเงินกันแบบ Conservative (คือยังไง ก็มีหนี้ไม่มากกว่าทรัพย์สมบัติจริง ถ้ากิจการต้องการกระแสเงินสดเมื่อไรก็สามารถเติมได้ทันที) ที่สำคัญแนวทางการบริหารระยะยาวค่อนข้างชัดเจน เพราะไม่ต้องเที่ยวเฟ้นหา “ว่าที่” ผู้บริหารในอนาคตที่จะมาคุมทัพกันแบบชั่วครั้งชั่วคราว ธุรกิจครอบครัวนั้นมักจะมี “ผู้สืบทอดกิจการ” ในรุ่นลูกรุ่นหลานที่ส่วนใหญ่ก็ “คาดหัว” กันไว้เรียบร้อยแล้วว่าใครจะขึ้นบริหารในส่วนไหน สังเกตว่า เขาหรือเธอเหล่านี้แม้ขณะหนึ่งอาจจะเรียนรู้อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็รู้กันโดยสัญชาตญาณว่า “วันหนึ่งจะต้องเข้ารับช่วงกิจการของตระกูลอย่างแน่นอนที่สุด”

เรื่องของความเสี่ยง : When Strength becomes Weakness
แน่นอนว่า ไม่มีรูปแบบธุรกิจใดที่มีแต่ “ข้อดี” ไปเสียทั้งหมด กิจการครอบครัวที่ฟังดูเหมือนจะ “บริหารง่ายเพราะยังไงก็เป็นของเรา” ก็ย่อมมีความเสี่ยงและ “ข้อด้อย” เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่จุดแข็งของกิจการเหล่านี้ถูกส่งเสริมมากเกินไป มันก็อาจจะกลายเป็นลูกธนูไฟที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ยิงได้เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เจ้าของกิจการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวังมากเกินไป ลังเลอย่างไม่เหมาะสมที่จะหยิบยืมเงินหมุนหรือลงทุนในตลาดใหม่ ก็อาจทำให้เขาเสียโอกาสที่จะแข่งขันหรือขยายกิจการได้ หรือในทางตรงกันข้าม หากเจ้าของกิจการบางคนตัดสินใจปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างหุนหันพลันแล่น ก้าวกระโดดโดยขาดการไตร่ตรอง เขาก็อาจนำพากิจการไปสู่หายนะร้ายแรงได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง 2 ข้อที่ใหญ่หลวงที่สุดของธุรกิจกงสี ก็คือ
1. ในการดำเนินกิจการภายใต้ร่มเงาครอบครัว ความโปร่งใสและความยุติธรรมดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ “ไม่มีอยู่จริง”
2. ไม่มีครอบครัวใดที่จะผลิตทายาทผู้มีพรสวรรค์ออกมาได้ตลอดเวลา (แต่ทายาทเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นผู้สืบทอดธุรกิจอย่างไม่มีทางเลือกนัก)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลุมพลางจะมีอยู่ด้วยกันหลายหลุม แต่ธุรกิจกงสีของหลายๆ ครอบครัวก็ยังคงประสบความสำเร็จและยืนหยัดมาได้ยาวนานด้วยการยึด “ลูกค้า” เป็นหัวใจของธุรกิจ เชื่อว่าถ้าทายาทรุ่นหลังๆ ยังคงได้รับการถ่ายทอด “ทัศนคติอันถ่อมตน” ของคนรุ่นก่อน และพยายามสานต่อความสำเร็จนั้นแบบระมัดระวัง ก็น่าจะเป็นเครื่องการันตีว่า “อาณาจักรกงสี” จะเติบโตยิ่งใหญ่ต่อไปได้อีกนานนับศตวรรษ

นานาทรรศนะต่อวิถีธุรกิจครอบครัว
“เรื่องดีที่สุดของธุรกิจครอบครัวที่วางรากฐานจากรุ่นสู่รุ่นไว้ดี ก็คือ การที่ลูกหลานเจเนอเรชั่นใหม่ๆ รู้หน้าที่และมีเป้าหมายที่เหนือชั้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ The Washington Post (หนังสือพิมพ์ที่ผมเคยทำงานในช่วงปี 90’s สมัยที่แคเธอรีน เกรแฮม ยังมีชีวิตอยู่) ปัจจุบันลูกหลานทั้ง 4 รุ่นของครอบครัวนี้ยังคงดำเนินกิจการของครอบครัวมาโดยต่อเนื่อง และถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดๆ สำหรับธุรกิจสิ่งพิมพ์ แต่หนังสือพิมพ์ดังกล่าวก็ยังคงเรียกความไว้วางใจและเสียงชื่นชมจากผู้อ่านได้ เหตุผลนั้นเป็นเพราะตระกูลเขานี้รู้เรื่องการสื่อสารมวลชนดีที่สุด แถมยังมีแนวคิดที่เหนือชั้นกว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ” - วิลเลี่ยม พาวเวอร์ส (William Powers) นักเขียน ผู้เขียน Hamlet’s Blackberry

“ความฝันของพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็คือการที่ลูกๆ จะไม่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างที่พวกเขาเคยผจญ ดังนั้นแรงจูงใจที่จะส่งต่อหรือขยับขยายธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นจึงเป็นเรื่องที่ ‘ควรค่า’ และ ‘เข้าใจได้’ อย่างไรก็ดี การพยายามปกป้องไม่ให้ลูกๆ ต้องเสี่ยงกับอันตรายนี้ก็อาจทำให้หลายคนส่งต่ออันตรายไปสู่ผู้อื่นแทน ซึ่งนี่ถือเป็นประเด็นที่น่าคิดอันหนึ่งว่า สำหรับลูกหลานเจเนอเรชั่นใหม่ๆ แล้ว บางทีมันอาจจะดีกว่าถ้าคุณลองเริ่มต้นจากศูนย์ และก้าวผ่านบทเรียนที่ยากที่สุดด้วยตัวเอง” - อแลง เดอ บัตตัน (Alian de Botton) นักปรัชญาและนักเขียน

“ธุรกิจที่ดำเนินการโดยครอบครัวถือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญระดับโลก เฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหนักธุรกิจเหล่านี้มีส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากถึง 50 – 90% ยกตัวอย่างเช่นในประเทศอิตาลีที่กว่า 70% ของธุรกิจภายในประเทศเป็นกิจการครอบครัว การบริหารเป็นไปแบบง่ายๆ คือมีเจ้าของเพียงคนเดียว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจมาเองกับมือ) สังเกตว่ากิจการครอบครัวประเภทนี้จะพึ่งพาแหล่งเงินทุนในตลาดน้อยกว่าธุรกิจรูปแบบอื่นมาก” - เปาโล โมโรเซตติ (Paolo Morosetti) อาจารย์ด้านการบริหาร มหาวิทยาลัยบอคโคนี กรุงมิลาน

“การสืบทอดอำนาจทางการเมืองของครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นกำลังประสบความสำเร็จในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากระบบการปกครองแบบ ‘รวมอำนาจเบ็ดเสร็จ’ ได้สร้างพื้นที่ให้กับการเล่นพรรคเล่นพวกขอmanaงผู้นำรัฐ นอกจากนั้น การที่คนทั่วไปจำชื่อลูกหลานของอดีตผู้นำหรือบุคคลสำคัญในการเคลื่อนไหวอิสระต่างๆ ได้ ก็ทำให้คนเหล่านี้มีข้อได้เปรียบในการสร้าง ‘กิตติศัพท์’ แก่ตนเองไม่ว่าจะในสื่อหรือในการรับรู้ของประชาชน” - จอห์น ซีเดล (John Sedel) อาจารย์วิชารัฐศาสตร์และการเมือง, London School of Economics (LSE) กรุงลอนดอน

เครดิตข้อมูล : นิตยสาร Monocle

เครดิตรูปภาพ:
http://www.instituteforphilanthropy.org/content/Philanthropy-Partners
http://www.marketeer.co.th/inside_detail_new.php?inside_id=3879
http://michalevy.com/design-lab
http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2009/12/hr-management-in-family-business.html
http://margaret-online.com/archives/636
http://www.hongkiat.com/blog/85-free-high-quality-silhouette-sets/

« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com