Articles

« Back to Result | List

The Family Dynasty : เจาะลึกธุรกิจกงสีระดับโลกกับอาถรรพ์หมายเลข “3″ เจเนอร์เรชั่นวัดใจ

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

ที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ธุรกิจครอบครัวจะดำรงอยู่ได้แค่ 3 ชั่วอายุคน นั่นคือ รุ่นที่ 1 ผู้บุกเบิก รุ่นที่ 2 ผู้สานต่อ และรุ่นที่ 3 ผู้ทำลายสิ้น” ดูจะไม่ได้เป็นความจริงเสมอไปเสียแล้ว เพราะจากตัวอย่างของ 2 ตระกูลดังระดับโลกที่เราจะเล่าถึงในวันนี้ พวกเขาได้ลบ “คำสบประมาท” ข้างต้นลงได้สำเร็จ

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ “ธุรกิจครอบครัวตัวอย่าง” เหล่านี้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคและคงความรุ่งเรื่องจากรุ่นสู่รุ่นมาได้จนถึงปัจจุบัน? เชื่อว่าหลายๆ คนคงสงสัยเหมือนกับเรา

The Bonniers : 7 เจเนอเรชั่นของตระกูลสื่อยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดน
“บริษัทมีความสำคัญกับตระกูลมากกว่าการที่ตระกูลมีความสำคัญกับบริษัทครับ บริษัทให้สิ่งดีๆ กับครอบครัวของเราและมันทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่นั่นก็มีข้อแม้ว่า มันจะต้องถูกบริหารจัดการด้วยวิธีที่มืออาชีพมากๆ” - โจนาส บอนเนียร์, CEO

Bonnier คือ บริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ทรงอำนาจของสแกนดิเนเวียที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้บุกเบิกคนแรกของตระกูลคือ เจอร์ราด บอนเนียร์ เขาเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเปิดร้านหนังสือในกรุงโคเปนเฮเกน (ประเทศเดนมาร์ก) เมื่อปี 1804 ก่อนที่จะย้ายตัวเองและครอบครัวไปอยู่ที่กรุงสตอกโฮล์ม (ประเทศสวีเดน) ด้วยเหตุผลที่ว่า “ต้องการต่อยอดธุรกิจ” (เพราะขณะนั้น อัลเบิร์ต บอนเนียร์ ลูกชายของเขากำลังจะจัดตั้งสำนักพิมพ์ที่กรุงสตอกโฮล์ม)

ก้าวย่างในวันนั้นของเจอร์ราด บอนเนียร์ นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในวันนี้ ธุรกิจของครอบครัวบอนเนียร์ได้เติบโตขึ้นเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตสื่อรายใหญ่ มีกิจการครอบคลุมใน 16 ประเทศ ผลิตทั้งหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ

ปัจจุบัน ธุรกิจภายใต้ร่มเงาของ “The Bonniers” ครอบครองพื้นที่สื่อประจำวันในประเทศสวีเดนได้ถึง 24 % พวกเขามีทั้งช่องสถานีโทรทัศน์ (Commercial TV) ที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดนและฟินแลนด์ (อันได้แก่ ช่อง TV4 และ MTV3) มีเครือข่ายธุรกิจโรงภาพยนตร์และการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน (ภายใต้แบรนด์ SF) และเป็นบริษัทผู้พิมพ์หนังสือชั้นนำของสวีเดนและนอร์เวย์ (เคยตีพิมพ์วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วกว่า 74 เล่ม) ขณะนี้ ตัวเลขการขายรวมจากธุรกิจทั้งหมดของครอบครัวนี้พุ่งสูงถึง 3 พันล้านยูโรต่อปี !

โจนาส บอนเนียร์ วัย 46 ปี คือ ผู้ขึ้นรับตำแหน่ง CEO คนล่าสุดเมื่อปี 2008 เขายังคงกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า “หนังสือดีๆ เล่มหนึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้” การรับตำแหน่งของโจนาสในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ “ทายาทตระกูลบอนเนียร์” กลับเข้ารับตำแหน่งบริหารในธุรกิจของครอบครัวอีกครั้ง หลังจากที่คาร์ล-โจฮัน บอนเนียร์ ญาติของโจนาสเคยนั่งเก้าอี้นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1992 (ปัจจุบันคาร์ล-โจฮันดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดผู้ถือหุ้น) นี่อาจเป็นการแสดงจุดยืนต่อโลกภายนอกว่า สมาชิกในครอบครัวบอนเนียร์ยังคงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในการชี้นำกิจการของตัวเอง

“แน่นอนว่า เรามีอำนาจครับ สำหรับผมอำนาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าเรามองมันเป็นความท้าทาย…มันก็เป็นเรื่องที่ดี” โจนาส บอนเนียร์เชื่อเช่นนั้น

กลุ่มบริษัทบอนเนียร์มีสมาชิก 75 คน ภายในตระกูลที่เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน แต่ทุกวันนี้ มีสมาชิกครอบครัวราว 10 คนเท่านั้นที่ทำงานจริงๆ อยู่ในบริษัท โดยรายล่าสุดที่เพิ่งตบเท้าเข้าดูแลธุรกิจสื่อดิจิตอลก็คือ พีเดอร์ บอนเนียร์ ลูกชายของคาร์ล-โจฮัน โดยพีเดอร์กล่าวหลังการเข้ารับตำแหน่งว่า “งานที่ได้รับจากครอบครัวก็เหมือนกับงานอื่นๆ แต่มันน่าสนใจกว่าตรงที่บริษัทนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยฝีมือของคนในตระกูลเอง”

ย้อนไปเมื่อปี 2007 บริษัทบอนเนียร์ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการของ Parenting Group และ Time4Media สองบริษัทใหญ่สัญชาติอเมริกันซึ่งมีนิตยสารภายใต้การดูแลกว่า 40 หัว (อาทิเช่น Popular Science, Parenting ฯลฯ) และในปีที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ได้ซื้อหัวนิตยสารอีก 5 หัวจาก Hachette Filipacchi ซึ่งแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่เหมาะสม ณ ช่วงเวลานั้น แต่โจนาสก็ยังคงเชื่อว่า “ตลาดเฉพาะกลุ่ม” ที่เขาเลือกลงทุนนี้จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

โจนัส บอนเนียร์มองว่า เขากำลังลงทุนใน “เนื้อหา” (Content) สำหรับแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ (Tablet) ในอนาคต โดยขณะนี้ ทางบริษัทได้พัฒนานิตยสารดิจิตอลขึ้นภายใต้ชื่อ Mag+ ที่ต้องเสียค่าบริการก่อนอ่าน (Pay-to-view) ซึ่งล่าสุด ได้เปิดตัวเวอร์ชั่นสำหรับใช้กับ iPad ไปแล้วในสหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก และสวีเดน

โจนัสกล่าวว่า นิตยสารสำหรับอ่านในแท็บเล็ตนี้จะไปได้สวยตราบใดที่แก่นแท้ของการทำธุรกิจสื่อยังคงเส้นคงวาเหมือนเดิม (นั่นก็คือ การบอกเล่าเรื่องราวดีๆ และการเผยแพร่ข้อมูล) สิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ไปคือการพัฒนาวิธีคิดใหม่ๆ ในเรื่องการจัดจำหน่ายเท่านั้น

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ บอนเนียร์เพิ่งได้จัดการประชุมใหญ่ในกลุ่มเจ้าของ โดยทุกคนในครอบครัวลงความเห็นเป็นมติเอกฉันท์ว่า บริษัทจะดำเนินกิจการโดยคนในตระกูลต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2030 ซึ่งโจนาส บอนเนียร์ CEO ผู้กุมบังเหียนธุรกิจของตระกูลเผยถึงวิสัยทัศน์ของเขาว่า “ความยั่งยืนคือสิ่งที่ธุรกิจชนิดนี้ต้องการ ดูอย่างนักเขียนสิ นวนิยายเล่มแรกของเขาอาจไปไม่ถึงดวงดาว แต่เล่มที่ 5 เขาอาจจะไปถึงก็ได้ ดังนั้น เราต้องอยู่และดูกันนานๆ ครับ”

“คุณอาจจะคิดว่าธุรกิจสื่อนั้นดูจะทรงอิทธิพลเหลือเกิน แต่ในทางกลับกันมันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่หนักอึ้งด้วย และหากจะเทียบกันกับธุรกิจอย่าง Google แล้ว ผมว่า เราก็ไม่ได้ทรงพลังอะไรขนาดนั้นหรอกนะ” - โจนาส บอนเนียร์

The Glimchers : ตระกูลผู้ครองอาณาจักรแกลเลอรี่ในสหรัฐอเมริกา
ความฝันอันแสนคลาสสิกแห่งโลกศิลปะอเมริกันนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1960 เมื่ออาร์นี กลิมเชอร์ (Arne Glimcher) นักศึกษาวัย 22 ปี ตัดสินใจหยิบยืมเงินทุนจำนวน 2,400 เหรียญจากพี่ชายเพื่อเปิดแกลเลอรี่ขนาดพอเหมาะในกรุงบอสตัน (ห่างไกลจากย่านศิลปะของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คซิตี้ที่กำลังเบ่งบานมากในขณะนั้น)

แต่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของหนุ่มน้อยกลิมเชอร์ ณ ขณะนั้น เขาก็สามารถชักชวนศิลปินป๊อบอาร์ตร่วมสมัยอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) และ แคลส โอลเดนเบอร์ก (Claes Oldenburg) ให้นำผลงานศิลปะ (ที่ทุกวันนี้กลายเป็นต้นแบบแห่งทศวรรษ) ไปจัดแสดงในแกลเลอรี่ของเขาได้สำเร็จ

ด้วยความกระหายที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางเหล่าศิลปินและสนิทสนมกับกลุ่มนักสะสมงานศิลปะมากขึ้น อาร์นีกับภรรยานักประวัติศาสตร์ศิลป์และลูกชายทั้งสองก็ได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค และเปิด Pace Gallery แห่งแรกขึ้นเมื่อราวราว 50 ปีก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่านับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ อาร์นี มาร์ค (บุตรชาย) และแอนเดรีย (ลูกสาวบุญธรรม) จะกลายเป็นผู้ครอง “อาณาจักรแกลเลอรี่ศิลปะ” ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันครอบครัวเล็กๆ นี้ดูแลกิจการแกลเลอรี่ศิลปะมากถึง 7 แห่งเฉพาะในกรุงนิวยอร์ค และล่าสุดก็เพิ่งไปเปิด Pace Gallery อีกแห่งในกรุงปักกิ่ง (ซึ่งนับเป็นแกลเลอรี่ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ถึง 2,300 ตารางเมตร)

เราลองมาฟังวิสัยทัศน์ของสมาชิกครอบครัว “กลิมเชอร์ส” ต่อก้าวย่างในโลกศิลปะของพวกเขา

โลกศิลปะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนหลังจากที่คุณเริ่มกิจการครั้งแรกในปี 1960 ?
อาร์นี : เมื่อ 50 ปีที่แล้วผมอาจจะเรียกมันว่าโลกศิลปะนะ แต่ปัจจุบันมันคือ ตลาดศิลปะเต็มๆ สมัยนั้นการทำแกลเลอรี่มันก็คือ การได้ใช้ชีวิตท่ามกลางศิลปะกลายๆ แม่ของผมหอบหิ้วผมไปเลี้ยงในแกลเลอรี่ทุกวันจริงๆ และลูกๆ ของผมเองก็ยังได้เติบโตขึ้นท่ามกลางเหล่าศิลปิน…

ในอดีตพวกศิลปินมีเวลาพัฒนางานของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแคร์เรื่องจำนวนผู้ชมมากนัก ถ้าคุณขายงานของวอร์ฮอลได้ในราคา 200 เหรียญ (และเก็บ 50 เหรียญไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ) ก็ถือว่า คุณโชคดีมากแล้ว แต่ทุกวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปครับ อะไรๆ มันก็เป็นเรื่องธุรกิจไปหมด แม้จะยังมีศิลปินที่ทุ่มเททำงานด้วยจิตวิญญาณจริงๆ แต่แรงกดดันจากโลกภายนอกและการต้องสร้างตัวเองขึ้นในฐานะศิลปิน (ภายใต้การจับจ้องของผู้คน) มันก็ทำให้ทุกอย่างยากและโหดขึ้นมาก

คุณมองว่าข้อดีของการบริหารกิจการภายในครอบครัวคืออะไร ?
มาร์ค : ในโลกที่ทุกคนแข่งขันกันอย่างดุร้ายเอาเป็นเอาตาย การที่เราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นของครอบครัวมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะมันทำให้เราคิดฝันไปถึงอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าได้ (ไม่ใช่ต้องคอยสู้รบปรบมือกับอุปสรรคแบบ 10 นาทีล่วงหน้าอยู่ร่ำไป) มันอาจจะฟังดูเชยสักหน่อยแต่ผมว่า มันก็ทำให้เราได้คนที่จะมาร่วมหัวจมท้ายกันจริงๆ คนเหล่านี้จะแชร์ความเชื่อและความฝันเดียวกันกับเรา และความคิดความสร้างสรรค์ของพวกเขาก็จะได้รับการทะนุถนอมในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของครอบครัว

แอนเดรีย : แนวคิดนี้แผ่ขยายไปถึงศิลปินหลายๆ คนที่เรามีโอกาสร่วมงานด้วยนะคะ ทุกวันนี้ ลูกๆ ของพวกเขาก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเช่นเดียวกัน

คุณมองภาพตัวเองเป็นทายาทของธุรกิจครอบครัวมาตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า ?
มาร์ค : เมื่อตอนที่ผมอายุเท่าพ่อสมัยที่ท่านกำลังไตร่ตรองกับชีวิต (ในโลกศิลปะ) ผมก็เดินเข้ามาขอทำงานที่บ้านแล้วครับ ตอนนั้นเป็นช่วงครบรอบ 25 ปี (ของธุรกิจที่พ่อสร้างขึ้น) พอดี ซึ่งท่านกำลังจะทำนิทรรศการรวมภาพสเก็ตช์ของปิกัสโซ ผมได้รับมอบหมายให้ไปใช้ชีวิตกับตระกูลของปิกัสโซที่ฝรั่งเศส 1 ปีเต็ม ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเราได้สร้างนิทรรศการที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการจริงๆ นิทรรศการนั้นออกทัวร์ไปตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งหมด 15 แห่งใน 7 ประเทศ มันทำให้ผมได้รู้จักการทำงานในตลาดศิลปะอย่างแท้จริง และรู้ว่าอาชีพนี้แหละที่ผมจะทำไปได้ตลอดชีวิต

คุณไม่สนใจจะเปิดแกลเลอรี่ในแอลเอหรือยุโรปเหมือนที่คนอื่นทำ แต่กลับขยายสาขาไปที่กรุงปักกิ่ง อะไรคือแรงจูงใจในการก้าวข้ามไปสู่โลกตะวันออก
อาร์นี : จีนคือโลกใหม่ครับ ตอนนี้ เรามีที่ทางที่มั่นคงในเอเชีย และกำลังจะเปิดแกลเลอรี่อีกแห่งในเซี่ยงไฮ้ด้วย เรารู้สึกว่า นักสะสมงานศิลปะรุ่นใหม่ๆ กำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศจีน มันเทียบได้กับยุคเฟื่องฟูของอเมริกา (ในช่วงปลายยุค 1950 ถึงต้นยุค 1960) เลยทีเดียว ผมบอกได้เลยว่า ตลาดที่เรามองเห็นตอนนี้จะยิ่งใหญ่มากในอนาคต มันเปรียบได้กับยอดของภูเขาน้ำแข็งที่เพิ่งจะโผล่พ้นน้ำครับ (The tip of the iceberg)

เราทำการสำรวจตลาดใหม่ๆ ในอีกหลายประเทศของยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเราพบว่า มันมี “โลกใหม่” ที่พร้อมจะเปิดรับงานศิลปะได้อีกมากครับ - มาร์ค กลิมเชอร์ ทายาทรุ่น 2

หากดูจากทิศทางการเติบโตและวิสัยทัศน์ของผู้กุมบังเหียนตระกูล ณ ขณะนี้แล้ว ดูจะมีโอกาสน้อยเหลือเกินที่อาณาจักรการค้าศิลปะของครอบครัว The Glimchers จะจบลงแค่ในมือของทายาทรุ่นที่สาม

เครดิตข้อมูล : นิตยสาร Monocle

« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com