Articles

« Back to Result | List

“โคเรียนทาวน์” ย่านชุมชนเกาหลีในเมืองใหญ่ กับความเป็นไปได้ในการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

ถ้าเราพูดกันถึงย่านชุมชนต่างชาติในเมืองใหญ่ หลายคนคงนึกไปถึงไชน่าทาวน์ (Chinatown) ชุมชนคนจีนที่รวมตัวกันเหนียวแน่นไม่ว่าจะย้ายถิ่นฐานไปแห่งหนไหน ด้วยลักษณะนิสัยประจำชาติที่ชอบรวมกลุ่ม พึ่งพาอาศัยกันฉันท์เครือญาติ ไชน่าทาวน์จึงกลายเป็นแหล่งกินและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมาตลอดหลายทศวรรษ

แต่ในทศวรรษนี้ ย่านชุมชนแห่งใหม่ที่กำลังไต่ระดับบินขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ “ย่านเกาหลี” หรือ “โคเรียนทาวน์” (Korean town) ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งกิน แหล่งจับจ่าย แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งการค้าแห่งใหม่ ที่ชาวเมืองในทั่วทุกมุมโลกเริ่มหันมาให้ความนิยม

เพื่อทำความเข้าใจกับบทบาทของย่านเกาหลี ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองต่างๆ ทั่วโลก TCDCCONNECT จึงได้นัดพบและพูดคุยกับ ดร.พีรดร แก้วลาย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นทั้งสถาปนิกและนักวิจัยด้านการออกแบบและพัฒนาเมืองสมัยใหม่ (โดยเฉพาะการวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และชุมชนเมือง) ด้วยว่าตัว ดร.พีรดร เองก็เพิ่งทำงานวิจัย 6 พื้นที่สร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในกรุงเทพฯ และโคเรียนทาวน์ (ณ สขุมวิท 12) ก็เป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยนั้น

“ชุมชนต่างชาติ” แม่เหล็กของเมืองใหญ่
ด้วยเอกลักษณ์พิเศษบางอย่าง “ย่านต่างๆ ในเมืองใหญ่” ไม่ว่าจะเป็นไชน่าทาวน์ เจแปนทาวน์ หรือกระทั่งโคเรียนทาวน์ มักมีพลังดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสเรียนรู้ แต่ความเป็นย่านที่จะแข็งแกร่งและยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.พีรดร ได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจว่า “ผมมองว่า สิ่งที่ทำให้ย่านเหล่านี้คงอยู่ได้ทั่วทุกมุมโลกก็คือลักษณะโครงสร้างทางสังคมของเขา ชุมชนคนเอเชียทุกแห่งจะมีระบบระเบียบของท้องถิ่น ของครอบครัว ของชาติพันธุ์นั้นๆ อยู่ พูดง่ายๆ ก็คือชุมชนจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อคนต้องอยู่ให้ได้ก่อน พวกเขาจึงเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย สังเกตว่าคนจีนที่เป็นรุ่นที่สอง รุ่นที่สาม แม้ว่าจะเติบโตขึ้นในประเทศใหม่ แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาทำธุรกิจในย่านของเขาเอง เพราะเขามีรากฐานอยู่แล้ว เขารู้จักคนในชุมชน สื่อสารกันรู้เรื่อง นี่แหละคือหัวใจที่ทำให้ย่านเหล่านี้มีความยั่งยืน”

“แต่ถ้าพูดถึงย่านที่เกิดขึ้นใหม่ ที่คนเข้าไปทำมาค้าขายอย่างเดียว ไม่ได้อยู่อาศัยสร้างครอบครัวรุ่นที่สองที่สาม ย่านแบบนี้ก็จะกลายเป็นแค่พื้นที่หน้าร้าน ที่สุดท้าย ผู้คนก็กลับออกไปข้างนอก มันจะไม่ใช่ชุมชนที่แท้จริง เพราะความเป็นชุมชนนั้นมันไม่ใช่แค่พื้นที่ในการทำงานครับ มันคือที่ที่มีวงจรชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยและสร้างชีวิตในนั้นจริงๆ”

ฉะนั้น ความเป็นย่านที่สมบูรณ์จึงต้องดูกันที่หลายปัจจัย มิใช่แค่ความเคลื่อนไหวในเชิงพาณิชย์เท่านั้น อย่างชุมชนเกาหลีเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่แข็งแกร่ง ด้วยลักษณะนิสัยที่รักชาติรักพวกพ้อง ให้ความเคารพกับบิดามารดา แม้จะไปร่ำเรียนต่างถิ่นก็ยังอยู่ในโอวาทเป็นอย่างดี (เชื่อฟังแม้ในเรื่องการเลือกคู่ครอง) นอกจากนั้นคนเกาหลียังมีนิสัยขยันทำมาหากิน จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าบางทีชุมชนเกาหลีในต่างแดนอาจจะเข้มแข็งกว่าชุมชนจีนด้วยซ้ำไป ลักษณะนิสัยอันนี้เมื่อผนวกเข้ากับความร้อนแรงของวัฒนธรรมเกาหลีในปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้ความเป็น “ย่านเกาหลี” นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดและมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในต่างบ้านต่างเมือง

ย่านเติบโตได้ด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และนโยบายที่เอื้อประโยชน์กับคู่ค้า
นอกจากพลังของความเป็นชาติพันธุ์ที่แผ่ออกมาเป็นวัฒนธรรมแปลกใหม่ชวนสัมผัสแล้ว “โคเรียนทาวน์” ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยผลักดันการเติบโตอีกหลายข้อ หนึ่งในนั้นก็คือ “นโยบายระหว่างสองประเทศ” ยกตัวอย่างเช่น โคเรียนทาวน์ในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการค้าที่มีศักยภาพสูงมาก

ดร.พีรดรให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “นโยบายการค้าระหว่างอเมริกาและเกาหลีคือปัจจัยสำคัญครับ เนื่องจากขณะนี้ประเทศเกาหลีมีความพร้อมทางเศรษฐกิจมาก ฉะนั้นไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็อยากเป็นคู่ค้าด้วย ซึ่งนั่นเองก็ทำให้เกิดการคลายกฏเกณฑ์หลายอย่างทางการทูต ส่งผลให้คนเกาหลีสามารถไปตั้งถิ่นฐานทำธุรกิจในประเทศอื่นได้ง่าย”

“อันที่จริง ความร่วมมือในการพัฒนาระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้นั้นเริ่มขึ้นมานานแล้ว แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเพิ่งได้ยกระดับความสำคัญของเกาหลีให้เทียบเท่ากับญี่ปุ่น นั่นคือ คนเกาหลีไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ ซึ่งนโยบายนี้ส่งผลทันทีให้สองประเทศนี้เชื่อมต่อกันง่ายขึ้น ธุรกิจก็ยกระดับขึ้นเป็นเงาตามตัว”

ย่านโคเรียนทาวน์ที่ ดร.พีรดร เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนก็คือที่นครลอสแองเจลิส “โคเรียนทาวน์ของที่นี่อยู่ใกล้กับเขตดาวน์ทาวน์ เป็นทั้งแหล่งกิน แหล่งช้อปปิ้ง และแหล่งธุรกิจการค้า ที่รองรับคนเกาหลีพลัดถิ่นมานาน ซึ่งพอมีนโยบายใหม่ที่เอื้อต่อการเข้ามาทำธุรกิจของคนเกาหลี ย่านโคเรียนทาวน์ในลอสแองเจลิสก็ยิ่งเติบโตมากขึ้น ช่วงถนนและตึกรามที่ได้ชื่อว่าเป็น “โคเรียนทาวน์” (บริเวณที่สื่อสารภาษาเกาหลีกันเต็มรูปแบบ) ก็ขยายตัวขึ้นอีกหลายตารางกิโลเมตร มันแสดงชัดเลยว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือนโยบายที่สองประเทศตกลงร่วมกัน ตั้งแต่การเข้าออก ความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ ฯลฯ มันทำให้ประตูเปิดกว้างพร้อมสำหรับการค้าและวัฒนธรรมใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้ามาครับ”

โคเรียนทาวน์ ณ สุขุมวิท 12
ลองหันกลับมาดูโคเรียนทาวน์ในกรุงเทพฯ ที่ซอยสุขุมวิท 12 จากงานวิจัยของ ดร.พีรดร พบว่า พื้นที่แห่งนี้เดิมทีชื่อสุขุมวิทพลาซ่า เป็นศูนย์การค้าซึ่งแบ่งขายเป็นห้องๆ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2532 เมื่อแรกเปิดโครงการนั้นก็ได้รับความสนใจพอควร จนกระทั่งมาเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ (ฟองสบู่แตก) ตอนปี 2540 ทำให้โครงการนี้อยู่ในภาวะเงียบเหงาจนต้องปล่อยขายหรือให้เช่าในราคาถูก แต่ด้วยความที่มีทำเลอยู่ใจกลางเมือง ก็ยังนับว่าเป็นทำเลทอง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็ยังให้ความสนใจอยู่

จนในปี 2544 ก็มีชาวเกาหลีคนหนึ่งนามว่า “มิสเตอร์โจ” มาเปิดร้านอาหารเกาหลีชื่อ “จางเวิน” ขึ้นเป็นร้านแรก จากนั้นร้านอาหารเกาหลีอื่นๆ ก็ทยอยเปิดตัวตามมาเรื่อยๆ จนในปี 2545 ภาครัฐ (ของไทย) ก็ตั้งให้ที่นี่เป็น “โคเรียนทาวน์” ซึ่งมีร้านอาหารเกาหลีในสัดส่วนที่มากที่สุด ตามมาด้วยร้านเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์อื่นๆ เช่น ซาวน่าและสปา ร้านตัดผม คาราโอเกะ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี และซุปเปอร์มาร์เก็ต สังเกตว่า ภายในศูนย์การค้านี้ร้านรวงทุกแห่งล้วนติดป้ายเป็นภาษาเกาหลี คือ มุ่งให้บริการกับลูกค้าชาวเกาหลีในกรุงเทพฯ เป็นหลัก (รวมถึงคนไทยที่ชื่นชอบรสเกาหลีและต้องการทำความรู้จักกับสินค้าและบริการแบบเกาหลีแท้ๆ)

การมีอยู่ของโคเรียนทาวน์นี้ได้สร้างงานให้กับคนเกาหลีซึ่งเป็นเจ้าของร้านและพนักงาน รวมถึงแรงงานพม่าอีกจำนวนไม่น้อย และการที่ภาครัฐเปลี่ยนชื่อศูนย์การค้าดังกล่าวให้เป็น “โคเรียนทาวน์” ก็นับว่าสอดคล้องกับนโยบายเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ในช่วงนั้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยและเกาหลีใต้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีทางการทูตมายาวนาน แต่ไทยเราก็เพิ่งจะให้ความร่วมมือทางการค้ากับเกาหลีอย่างจริงจังเมื่อปี 2552 ทุกวันนี้ การเข้ามาตั้งรกรากของชาวเกาหลีในเมืองไทยจึงนับว่ายังน้อยอยู่ ธุรกิจที่รองรับความต้องการของแม่บ้านและลูกๆ ชาวเกาหลีจึงไม่ได้มีมากอย่างที่เกิดขึ้นกับชุมชนคนญี่ปุ่น

ดร.พีรดรให้ความเห็นว่า “ปัจจุบัน 80% ของชาวเกาหลีที่เข้ามาในเมืองไทยยังเป็นนักท่องเที่ยวครับ (ซึ่งมุ่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศไทย) โคเรียนทาวน์ในกรุงเทพฯ เป็นเพียงแค่แหล่งการค้าขนาดเล็กๆ สำหรับชาวเกาหลีกลุ่มเล็กๆ ยังไม่ได้ขยายตัวเหมือนกับโคเรียนทาวน์ที่อเมริกา แต่ถึงกระนั้น ผมว่าด้วยความร้อนแรงของกระแสซีรี่ส์เกาหลี ก็ทำให้อาหารเกาหลีกลายเป็นที่รู้จักและนิยมมากขึ้น ที่นี่ (โคเรียนทาวน์) จึงทำหน้าที่เป็น “แหล่งกิน” สำหรับผู้ที่ต้องการชิมรสชาติเกาหลีแบบต้นตำรับ แต่ในฐานะ “แหล่งวัฒนธรรม” ในด้านอื่นๆ แล้ว โคเรียนทาวน์ ณ สุขุมวิท 12 ยังไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเลย”

“ย่านคนต่างชาติ” ส่วนผสมของความสร้างสรรค์
ในขณะที่ภาครัฐของไทยเริ่มตื่นตัวตอบรับกับกระแสเกาหลี เช่น มีการเปิดสอนภาควิชาภาษาเกาหลีในมหาวิทยาลัยต่างๆ, มีความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับภาพยนตร์เกาหลี (ที่มาใช้ฉากเมืองไทยในเนื้อเรื่อง ฯลฯ) แต่ในด้านเศรษฐกิจการค้าแล้วไทยกับเกาหลียังอยู่ในแค่ช่วงเริ่มต้น และสำหรับในย่านเกาหลี (หรือโคเรียนทาวน์) เอง รัฐก็ยังไม่ได้ใช้โอกาสของ “ความเป็นย่าน” ที่มีอยู่เลย

ดร.พีรดรแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “อันที่จริงแล้ว ผู้บริหารจัดการเมืองสามารถใช้ประโยชน์จากความเป็นย่านเกาหลีที่มีความเฉพาะตัวนี้ได้ เพราะย่านนี้ก็มีศักยภาพบางอย่างที่จะช่วยพัฒนาให้กรุงเทพเติบโตเป็นเมืองสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว ยกตัวอย่างเช่น เราอาจเน้นความสำคัญของพื้นที่บริเวณสุขุมวิท 12 ขึ้นมา และทำให้มันมีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับคนต่างชาติมากขึ้น ซึ่งการบอกต่อของคนในชาติเดียวกันก็จะทำให้พวกเขาเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวกันมากขึ้นด้วย”

“กรุงเทพมหานครอาจวางตัวเป็นเมืองหลวงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของความหลากหลาย เป็นเมืองที่เปิดรับวัฒนธรรมของทุกชนชาติ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะส่งผลดีทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ชุมชนจะเกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้กันมากขึ้น”

ซึ่งหากส่วนปกครองท้องถิ่นกรุงเทพมหานครยอมรับเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาความสำคัญของย่านชุมชนต่างชาติแล้ว สิ่งที่ดร.พีรดรมองว่าสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็คือ การประกาศว่ากรุงเทพฯ มีเมืองเล็กๆ อีกหลายเมืองเป็นส่วนประกอบ เช่น มีเมืองญี่ปุ่น เมืองเกาหลี ฯลฯ เพียงเท่านี้กระแสสังคมก็จะดึงดูดและพัฒนาสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเอง เช่น อาจมีการรวมตัวของคณะกรรมการที่มาจากกลุ่มนักธุรกิจในพื้นที่ และมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่มาทำงานร่วมกัน กลายเป็นทีมที่คอยกำหนดนโยบายการจัดกิจกรรม การรับฟังปัญหา และการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แผนพัฒนาฯ ก็จะขึ้นโดยอัตโนมัติ ธุรกิจและการท่องเที่ยวก็จะดำเนินไปเองโดยธรรมชาติ

“ขอแค่มีเจ้าภาพที่ริเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐก็ได้ อาจเป็นนักธุรกิจในย่านเองที่มีความรักในพื้นที่และมีส่วนได้ส่วนเสียกับมัน ถ้าพวกเขารวมตัวจับมือกันขึ้นมา ไม่ใช่แค่โคเรียนทาวน์เท่านั้น แต่เจแปนทาวน์ ไชน่าทาวน์ หรืออินเดียนทาวน์ก็สามารถทำได้ มาช่วยกันกำหนดและประชาสัมพันธ์ความเป็นย่านเหล่านี้ ผมมั่นใจว่า สิ่งที่กลับมาทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมมันจะมหาศาลมาก”

อ้างอิงเพิ่มเติม:
http://en.wikipedia.org/wiki/Koreatown
http://www.koreatown.com/

เครดิตภาพ:
http://english.chosun.com/site/data/html_dir/2006/08/17/2006081761018.html
http://www.yelp.com/biz_photos/aut_WzNF3TutzbX-OfWVpw?select=U9LGEWw1A-AGEYYMOs0jlA
http://www.shortandbaldeatnewyork.com/?p=200
http://ktownlosangeles.blogspot.com/2010/09/yeinjees-asian-blog.html
http://www.debold.com/koreatowngal/koreatownmain.html


« Back to Result

  • Published Date: 2011-09-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com