Creative Knowledge

« Back to Result | List

The (Korea) Insider : ล้วงลึกถึงหัวใจ…เพราะอะไรสาวไทยถึงคลั่ง (เกาหลี)

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

เพื่อไขข้อข้องใจของหลายๆ คนกับคำถามที่ว่า “เพราะอะไรกระแสวัฒนธรรม K-POP จึงร้อนแรงจนฉุดไม่อยู่ถึงเพียงนี้” TCDCCONNECT จะพาคุณไปพูดคุยเจาะลึกกับ 3 สาวไทยต่างวัยหัวใจกิมจิ ที่ต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ชื่นชอบ สุขใจ หลงใหล และเกิดปีติทุกครั้งที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวจาก “ประสบการณ์จริง” เหล่านี้

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง เรานั่งจับเข่าคุยกับสองสาว คุณนก ณัฐธร วนิชชาธร เจ้าของธุรกิจส่วนตัวผู้คร่ำหวอดในโลก K-Pop และคุณต่าย สุพิชช กตัญญู ผู้เขียนหนังสือไกด์บุ๊คสุดฮิต “ซารังแฮโซล”

จุดเริ่มต้นของความใกล้ชิด (กับวัฒนธรรม K- Pop)
คุณนก : ของพี่เริ่มมาจากการดูซีรี่ส์ละครเกาหลีก่อน จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ตของวงดงบังชินกิ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่พี่รู้สึกว่าเจ๋งมาก ทำให้ประทับใจเขาในเรื่องของโปรดักชั่นและความคิดสร้างสรรค์ คอนเสิร์ตในครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเองสนใจดนตรี K- Pop จนทุกวันนี้ก็เลยทั้งดูและทั้งฟังค่ะ คือ ดูซีรี่ส์และฟังเพลงเกาหลีควบคู่กันไป (หัวเราะ)

คุณต่าย : เมื่อปี 2006 สมัยที่เรายังทำงานประจำที่บริษัทพีอาร์-อีเว้นท์แห่งหนึ่ง เราเคยได้ร่วมงานกับบริษัทเอนเตอร์เทนเมนท์จากเกาหลี จากจุดนั้นก็เลยทำให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนม และรู้จักกับอุปนิสัยตลอดจนวัฒนธรรมต่างๆ ของเขามากขึ้น ซึ่งนับแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเราก็เลยตาม K-pop มาตลอดด้วย

อะไรคือความพิเศษของ K – Pop
คุณนก
: คิดว่าวัฒนธรรมของเขาได้รับอิทธิพลสูงมากจากรากเหง้าของประเทศค่ะ เช่น ความกดดัน ความลำบาก วิถีชีวิต ตลอดจนภูมิหลังต่างๆ ที่คนเกาหลีได้เจอะเจอมาทั้งหมด

คุณต่าย : คนเกาหลีเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก และตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า กว่าคนๆ หนึ่งจะมายืนอยู่หน้าเวทีในที่สาธารณะได้นั้น เขาต้องผ่านความยากลำบากและอะไรต่อมิอะไรมาอย่างโชกโชน ที่ประเทศเกาหลีรูปร่างหน้าตาไม่ใช่ประเด็นหลักนะคะ เพราะเขาสามารถไป “โมดิฟาย” กันทีหลังได้ แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสามารถ บริษัทจะดูว่าคนๆ นี้มีศักยภาพมากพอหรือ “คุ้มค่าพอ” รึเปล่า ที่เขาจะพัฒนาและผลักดันออกสู่ตลาดโลกต่อไป

อัตลักษณ์สำคัญของหนัง เพลง และคนเกาหลี
คุณนก : ถ้าเป็นเรื่องของหนังและละคร พี่คิดว่าเขาเด่นที่ “พล็อตเรื่อง” ค่ะ คือ มันมีความละเอียดอ่อนและใส่ใจในทุกรายละเอียดมาก

คุณต่าย : ส่วนตัวประทับใจในเรื่องของมุมกล้อง หรือ Screenplay ที่เขาพัฒนาไปไกลมาก จะสังเกตว่าทุกวันนี้หนังไทยก็ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเกาหลีเยอะ ส่วนเรื่องของคนก็คงเป็นเรื่องของจิตสาธารณะและความมีวินัยของคนในชาติ คนเกาหลีทุกคนเขาจะมีความรู้สึก “รับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณอยู่ในที่ที่เป็นสปอตไลท์ คุณยิ่งต้องแสดงความรับผิดชอบออกมาให้มากที่สุด เช่น กรณีที่ดาราเกาหลีคนหนึ่งไปถอนฟันเพื่อจะได้ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาถูกสังคมจับได้และประณามอย่างหนักจนต้องออกมาขอโทษกับสาธารณชน หรืออย่างกรณีของประธานาธิบดีโนห์ มูเฮียน (ซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่คนเกาหลีรักมากที่สุด) ที่กระโดดลงจากเขาเพื่อฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกละอายใจเมื่อตอนที่ภรรยาและลูกชายถูกตั้งข้อหารับสินบนจากนักธุรกิจ

การวิจัยและพัฒนา คือ หัวใจสำคัญ
คุณต่าย : ที่เกาหลีจะมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ปารี ปารี” (เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า “เร็วๆ”) ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศและคนของเขาถูกกดดันจากอดีตที่ผ่านมา นิสัย “เร็วๆ” นี้แหละ ทำให้คนเกาหลีสามารถพัฒนาสร้างชาติได้ภายในระยะเวลาเพียง 50 ปี คนเกาหลีมักจะบอกว่า เขาจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด (ดีกว่าญี่ปุ่น และดีกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก) ในเวลาที่สั้นที่สุด

การตลาดที่แยบคาย ลึกซึ้ง
คุณต่าย : จะสังเกตว่านักร้องเกาหลีพูดภาษาได้หลากหลายมาก ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี อังกฤษ เพราะที่บริษัทเขาส่งเรียนอย่างจริงจัง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งเรียนภาษา เพื่อให้เจาะตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นการที่นักร้องในวงมีหลายคน (หลายแบบ หลายสไตล์) ก็เพื่อที่จะช่วยขยายฐานแฟนคลับ มันเป็นการทำการตลาดที่ลึกซึ้งมาก เพราะลางเนื้อชอบลางยาใช่มั้ย ผู้หญิงบางคนชอบหนุ่มเข้ม บางคนชอบหนุ่มตี๋ บางคนชอบอ่อนละมุน บางคนชอบแบบโหด แบบเซอร์ๆ ดิบๆ ซึ่งทางบริษัทเขาจะวางคาแร็คเตอร์ (กำหนดภาพลักษณ์) ของศิลปินแต่ละคนไว้ตั้งแต่แรก เช่นว่าคนนี้ต้องมีบุคลิกลักษณะแบบนี้ อีกคนต้องเป็นแบบนั้น คนหนึ่งต้องนิ่ง อีกคนต้องเท่ อีกคนต้องน่ารัก อีกคนต้องเป็นผู้นำ ฯลฯ โดยเขามีเป้าหมายสำคัญคือการทำตลาดแบบ Global เขาต้องการจะขยายกระแส K – Pop นี้ให้ไปถึงฝั่งยุโรปและอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้ที่ฝรั่งเศสก็ทำสำเร็จแล้ว

ตลาดใหญ่ที่รัฐบาลเกาหลีตั้งใจส่งออก “วัฒนธรรม”
คุณต่าย
: ถ้าตลาดที่มีเม็ดเงินมหาศาลสุดก็คงเป็นที่ญี่ปุ่น นอกจากนั้นก็มีที่ประเทศจีนและไทย อย่างวง Super Junior ก็มีออกอัลบั้มเป็นภาษาจีน และศิลปินในวงก็มีไปเล่นละครที่ไต้หวัน

ความแตกต่างของ J –Pop และ K – Pop
คุณนก : มันแตกต่างกันมากเลยนะ เราว่าดนตรีเกาหลีมันมีพัฒนาการ ขณะที่ J – Pop กี่ปีๆ ก็ยังคงเป็นภาพเดิมๆ คือโนะเนะเหมือนเดิม

คุณต่าย : ย้อนไปในประวัติศาสตร์ที่คนเกาหลีถูกรุกรานและเอารัดเอาเปรียบโดยคนญี่ปุ่น ตลอดจนการถูกญี่ปุ่นบังคบให้ต้องเปลี่ยนชื่อตัวสะกดของประเทศจาก Corea มาเป็น Korea (เพื่อที่จะได้ตามหลังตัวอักษร J ในคำว่า Japan) ทำให้คนเกาหลีเก็บกดและไม่มีวันลืมเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เขาอยู่มากับความรู้สึกที่ว่า “ฉันต้องดีกว่า ฉันต้องดีขึ้น” ทุกวันนี้คนเกาหลีไม่แคร์ถ้าจะต้องไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เพราะคิดว่าไปเพื่อศึกษา ไปเพื่อทำธุรกิจ แต่ในใจจะคิดและมุ่งมั่นอยู่เสมอว่าฉันจะต้องดีกว่าและนำหน้าญี่ปุ่นให้ได้ ทุกวันนี้มันคือความสะใจลึกๆ ของคนเกาหลี ที่เห็นคนญี่ปุ่นมาเดินช้อปปิ้ง (ที่เกาหลี) กันในวันหยุดสุดสัปดาห์

สัมพันธภาพระหว่าง “นูนา” (พี่สาว) กับ “นักร้อง” (น้องชาย)
คุณต่าย : เราว่ามันเป็น Unconditional Love นะ ศิลปินเกาหลีมีความสำคัญกับแฟนคลับมาก สมัยก่อนที่ยังทำงานประจำอยู่เราเคยเจอน้องแฟนคลับคนหนึ่งมายืนต่อคิวรอศิลปิน แล้วเราเผลอไปยืนขวางเส้นทางสายตาของเขา (ในการแอบมองไรผมศิลปิน) สิ่งที่ทำให้เราจำน้องคนนั้นได้ไม่ลืมเลยก็คือ น้องเขาตะโกนกรี๊ดๆ มาจากข้างหลัง ตะโกนจนเส้นเลือดในตาขาวแตก เพียงเพื่อให้ศิลปินหันมามองค่ะ

คุณนก : พี่เคยนั่งเครื่องบินบิสซิเนสคลาสในไฟลท์เดียวกันกับศิลปิน (ที่ชื่นชอบ) ค่ะ ตอนนั้นพี่ตื่นเต้น ตื้นตัน และไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอากาศธาตุที่เราหายใจเข้าออกอยู่มันคือบรรยากาศเดียวกันกับที่เขาใช้อยู่ ณ ตรงนั้น (ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่)

จบจากการสนทนากับสองสาวรุ่นเดอะ เราก็เปลี่ยนสถานที่มาพบกับสาวน้อยหัวใจกิมจิอีกนาง น้องสมุย ภาริสา ฉายากุล อดีต Senior Public Relation Consultant และว่าที่นักศึกษาสาว MBA มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University)

เรียนต่อปริญญาโทที่เกาหลี ?
น้องสมุย : ตั้งใจจะไปเรียนต่ออยู่แล้วค่ะ และอยากเรียนในเอเชียตะวันออกนี่แหละ เพราะอยากได้ไอเดียธุรกิจที่มีบริบทความเป็นอาเซียน อยากได้อะไรใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ที่บ้านเราได้ จริงๆ เราสมัครเรียนไปหลายที่ ทั้งที่ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกที่มหาวิทยาลัยเกาหลี เพราะเขามีข้อเสนอที่ดึงดูดมาก นั่นคือ Full Scholarship ค่ะ

“กรุงโซล” อนาคตศูนย์การการศึกษานานาชาติ
น้องสมุย : ด้วยนโยบายของมหาวิทยาลัยเกาหลีที่อยากยกระดับมหาวิทยาลัยในประเทศให้มีความเป็นอินเตอร์ฯ มากขึ้น เขาจึงวางแผนดึงนักศึกษาต่างชาติเข้าไปให้เยอะที่สุด ด้วยการเสนอทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติในหลักสูตรนานาชาติ

อันที่จริงมีมหาวิทยาลัยในเกาหลีตอบรับมา 2 ที่ค่ะ แต่ที่เราตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) ก็เพราะทุนที่ได้มันทำให้ประหยัดไปได้มาก เงินที่เตรียมไว้ว่า จะจ่ายค่าเทอมทีแรกก็จะได้เอาไปทำจมูกแทนค่ะ (หัวเราะ)

ก่อนหน้านี้ไปลงเรียนภาษาเกาหลีไว้ด้วยแล้ว ?
น้องสมุย : เรียนภาษาเกาหลีมาได้ประมาณ 1 ปีแล้วค่ะ ที่ไปเรียนตอนนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อปริญญาโทหรอก คือ เราชอบดูซีรี่ส์เกาหลีมากกกกกก ซึ่งพอดูไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะเริ่ม “อิน” และอยากพูดภาษาเกาหลีได้บ้าง คนที่ดูหนัง ดูละคร ดูซีรี่ส์เกาหลีเยอะๆ มันจะมีวิวัฒนาการของมันค่ะ คือ เริ่มจากดูหนังแผ่น (จากซีดี) ก่อน จากนั้น ก็จะเริ่มอยากดูเรื่องที่กำลังออกอากาศอยู่ในเกาหลี อารมณ์ประมาณว่า “ฉันไม่อยากรอ ไม่อยากดีเลย์ ไม่รอใครและอะไรอีกต่อไปแล้ว!”

ซึ่งพอถึงจุดนั้นมันก็จะมีเว็บไซต์พวกคอมมูนิตี้ของคนที่รักและชื่นชอบความเป็นเกาหลี ที่เขามาอัพโหลดหนัง อัพโหลดละคร พร้อมทั้งทำ Subtitle ไว้ให้แฟนคลับทั้งหลาย (ที่มีหัวใจเดียวกัน) ไปดาวน์โหลดได้ มันเป็นสังคมที่แบ่งปันกันอย่างที่สุดค่ะ

ใครเป็นใครในห้องเรียนภาษา
น้องสมุย : 99% เป็นผู้หญิงค่ะ ช่วงอายุก็ตั้งแต่ 15 – 30 ปี มีทั้งนักเรียน คนทำงาน นักศึกษาเอกภาษาเกาหลี แต่ที่มาเรียนส่วนใหญ่จะมี Hidden agenda ในใจกันทั้งนั้น มันรู้สึกได้ เหมือนผีเห็นผี (หัวเราะ) เรียนๆ ไปประมาณสัก 5 คลาสก็จะเริ่มรู้แล้วว่าใครชอบใคร ใครเป็นแฟนคลับใคร เริ่มมีการละลายพฤติกรรม และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันแทน

สิ่งที่จุดระเบิดกระแส Korea Wave ในประเทศต่างๆ
น้องสมุย : เทคโนโลยีค่ะ (ตอบทันที) ทั้ง Facebook, Tweeter และเว็บไซต์ต่างๆ งานนี้ “ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดังเท่านั้น”

เพราะอะไร K – Pop ถึงดังแบบถล่มทะลายในบ้านเรา
น้องสมุย : เคยอ่านเจอบทวิเคราะห์อันหนึ่งเขาเขียนไว้น่าสนใจเหมือนกันว่า ศิลปินเกาหลีที่โด่งดังในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักร้องบอยแบนด์ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ บ้านเรา “ขาด” และ “โหยหา” ผู้ชายสไตล์นี้ คือ ผู้ชายที่มีความเป็นเด็กกว่า น่ารักน่าเอ็นดู สดใส เอาอกเอาใจ อ้อล้อๆ และออดอ้อนนูนา (พี่สาว) อย่างเรา (หัวเราะ)

เอกลักษณ์ของละครเกาหลี
น้องสมุย : ความพิเศษของละครเกาหลีคือ ไม่ว่าพระเอกจะหน้าตาแย่แค่ไหน สุดท้ายแล้ว บทจะส่งให้เขาดูดีได้ในตอนจบ นอกจากนั้น ละครเกาหลีจะให้ความสำคัญกับผู้เขียนบทละครมาก เขาพิถีพิถันและละเอียดในเรื่องนี้ ส่วนพระเอกในละครเกาหลีก็จะออกแนว “เย็นชาแต่อบอุ่น” และรักนางเอกมาก เขาจะไม่มีพระเอกสไตล์แมนๆ หรือเป็นฮีโร่แบบไทยๆ

คิดว่า Korea Wave จะยืนยงไปอีกนานแค่ไหน
น้องสมุย : น่าจะอีกพักใหญ่ๆ เลยค่ะ เพราะภาครัฐเขาช่วยผลักดัน และมีนโยบายที่ชัดเจนมากในการส่งออกวัฒนธรรมเป็นสินค้าประจำชาติ โดยเฉพาะเรื่องของอุตสาหกรรมบันเทิง ที่สำคัญคือ ค่ายเพลงทุกค่ายของเกาหลีเขาไม่ได้ออกมาฟาดฟันกัน แต่เขาจะร่วมมือกันมากกว่า คือ มองที่ผลลัพธ์รวมของประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งทัศนคตินี้มันช่วยส่งเสริมให้ประเทศเขาก้าวหน้าได้เร็ว

Tips : ของแถมจากแฟนพันธุ์แท้
- ถ้าคุณชักจะเริ่มสนใจวัฒนธรรม K-Pop ขอแนะนำให้เข้าไปที่ www.siamzone.com/board/board.php?cid=5 ว่ากันว่า เว็บนี้เป็นศูนย์กลางของเหล่าบรรดาสาวก มิตรรัก และแฟนคลับทั้งหลาย ที่เข้ามาแลกเปลี่ยน นัดหมาย รวมไปถึงพร่ำเพ้อถึงน้องชายสุดที่รัก
- ส่วนคอหนัง คอละคร และใครที่ติดใจซีรี่ส์เกาหลี แนะนำให้ดาวน์โหลดหนังและละครดีๆ พร้อม Subtitle ได้ที่ www.viki.com และ http://series-8fc.blogspot.com



« Back to Result

  • Published Date: 2011-09-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี