Articles

« Back to Result | List

คุยกับผู้กำกับร้อยล้าน “บรรจง ปิสัญธนะกูล” : แกะรอยกระแสเกาหลีฟีเวอร์สู่คลื่นบันเทิงลูกใหม่ “Thai Wave”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระแสเกาหลีฟีเวอร์ (หรือ Korean Wave) อันประกอบไปด้วยความคลั่งไคล้ในดารานักร้อง เทรนด์การแต่งกาย เครื่องสำอาง เสื้อผ้า อาหารประจำชาติ การทำศัลยกรรม ไปจนถึงอะไรก็ตามที่ติดยี่ห้อ “เกาหลี” ได้โกยเงินเข้าแดนกิมจิไปแล้วนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

...ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ที่แน่ๆ คือมันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ!

“Re-package วัฒนธรรม” นำทางสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ย้อนไปในประวัติศาสตร์ของชาติเกาหลี ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศอันต่อเนื่องยาวนานคือ ร่องรอยของ “อดีตอันขมขื่น” ที่ทำให้คนเกาหลีมีจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ ขณะเดียวกันวัฒนธรรมต่างชาติ (โดยเฉพาะวัฒนธรรมอเมริกัน) ที่ไหลบ่ามาพร้อมกับการรุกรานติดต่อกันถึงสองยุคสมัย (ครั้งที่ถูกญี่ปุ่นยึดครองในช่วงปีค.ศ.1910-1945 และช่วงสงครามเกาหลีในปีค.ศ.1950-1953) ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คนเกาหลีกระหายที่จะฟื้นคืน “ตัวตนดั้งเดิม” ให้กลับมาเดินเคียงคู่อยู่กับ “ตัวตนร่วมสมัย” ให้จงได้

ครั้นเมื่อรัฐบาลเกาหลี (ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์) เล็งเห็นถึงมูลค่ามหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ในชุดวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติของชาติ วัฒนธรรมจากทั้งสองยุคจึงถูกจับมา “ยกเครื่อง” และ “แต่งหน้าทาปาก” เสียใหม่ (ไม่ใช่มานั่ง “เฝ้าระวัง”) จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมวัฒนธรรม อันมีหมุดหมายให้เป็นทั้ง “สินค้า” และ “นายหน้า” ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลก สำหรับประเทศไทย แม้ภาพยนตร์เกาหลียุคแรกๆ จะได้รับความนิยมอยู่ในวงผู้ชมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น (ภาพยนตร์เกาหลีที่เข้าฉายสมัยนั้นเป็น “หนังอาร์ท” เสียเป็นส่วนใหญ่) หากแต่ “ละครทีวีซีรี่ส์” กลับเป็นสื่อที่ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อผู้ชมชาวไทย และได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างปรากฏการณ์เกาหลีฟีเวอร์ในไทยได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานที่สุด

เริ่มตั้งแต่หนังรักยุคแรกอย่าง “ลิขิตรักแห่งดวงดาว” (Wish Upon a Star), “รักนี้ชั่วนิรันดร์” (Autumn in my Heart) และ “เพลงรักในสายลมหนาว” (Winter Love Song) ที่พล็อตเรื่องจัดว่า “เน่า” ไม่ต่างจากละครไทยแต่ได้ใจคนดูไปเต็มๆ จนถึงปรากฏการณ์หนังประวัติศาสตร์อย่าง “แดจังกึมจอมนางแห่งวังหลวง” และอื่นๆ ซีรี่ส์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ทูตวัฒนธรรม” และ “ทูตพาณิชย์” ที่เชิญชวนให้ผู้ชมอยากไปสัมผัสความงามของวิวทิวทัศน์ 4 ฤดู แบบใน Autumn in my Heart และ Winter Love Song อยากตามรอยพี่เบ ยอง จุน ไปเกาะนามิ อยากลิ้มลองรสอาหารชาววังแบบในแดจังกึม และอยากนู่นอยากนี่อีกสารพัด ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็น “แผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์” (อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลเกาหลี) ที่เขาจัดไว้เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรของประเทศนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าแผนยุทธศาสตร์จะเหนือชั้นสักเพียงใด หาก “อาวุธ” ที่ใช้นั้นไร้แสนยานุภาพ เป้าหมายที่วางไว้ก็คงไม่มีวันสำเร็จลุล่วงลงได้ วันนี้ TCDCCONNECT ขออาสาพาท่านผู้อ่านมาสัมผัสกับมุมมองของผู้กำกับหนุ่มร้อยล้าน “คุณโต้ง” บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “กวน มึน โฮ” ที่ไปถ่ายทำในประเทศเกาหลี (และมีหลายฉากที่เกี่ยวโยงกับซีรี่ส์เกาหลีที่เข้าฉายในประเทศไทย)

รู้จักเกาหลี...จากร้ายกลายเป็นรัก
คุณโต้งเล่าว่า เดิมทีตัวเองมีอคติกับกระแสเกาหลีฟีเวอร์ (เหมือนหลายๆ คน) จวบจนได้เดินทางไปเกาหลีเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “กวน มึน โฮ”

“ตอนแรกผมแอนตี้กระแสเกาหลีนะ เพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องฉาบฉวยและยังไม่รู้จักตัวตนของคนเกาหลีดีพอ แต่พอได้ร่วมงานด้วยแล้วผมกลับรู้สึกประทับใจมาก เข้าใจว่า “Korean Wave” เกิดจากพลังของคนเกาหลีจริงๆ”

“ผมรู้สึกว่า เกาหลีคือตรงกลางระหว่างจีนกับญี่ปุ่น คือ มีความขยันสู้ชีวิตแบบจีน และมีความ ‘เป๊ะ’ ในการทำงานแบบญี่ปุ่น ที่ชื่นชมอีกอย่างคือ รัฐบาลเกาหลีเขารู้ว่าอาวุธของชาติคืออะไร อย่างเช่น รู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวไม่เด่น ก็ใช้ละครเป็นสื่อนำทำให้เกิดทัวร์ตามรอยละคร ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ผมชื่นชมครับ”

“ในส่วนของหนังเกาหลี ผมว่าเขาทำหนังสายศิลปะได้ดีมาก ดีแบบฮอลลีวู้ดยังเทียบไม่ติด ส่วนตัวผมชอบผู้กำกับอย่าง คิม จี วุน หรือ บอง จุน โฮ ที่ทำหนังแนวทริลเลอร์ ดาร์คๆ ได้ยอดเยี่ยม ฮอลลีวู้ดมาซื้อไปรีเมคอยู่หลายเรื่อง สำหรับหนังฆาตกรรมแล้วผมว่าเกาหลีเป็นที่หนึ่งในเอเชียนะ”

ขึ้นชื่อว่าดราม่า ต้อง “น้ำเน่า” ถึงจะดัง
“พูดถึงละครเกาหลี จริงๆ แล้วก็น้ำเน่าไม่ต่างจากละครไทย แต่เขามีคุณภาพการผลิตที่ปราณีตกว่า ผมว่า การที่ละครเกาหลีได้รับความนิยมในเมืองไทยน่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานละครไทยให้ดีขึ้น (ในส่วนของโปรดักชั่น) แต่ในส่วนของพล็อตเรื่องมันอยู่ที่รสนิยมของผู้ชมครับ”

“ผมคิดว่า ถ้าละครเกาหลีออนแอร์ในประเทศกำลังพัฒนามันต้องดังแน่นอน เพราะสิ่งที่ตรึงใจผู้ชมกลุ่มนี้ได้คือ เรื่องราวแบบ ‘เมโลดราม่า’ (น้ำเน่า) ไม่ว่า ละครจะเป็นเรื่องของสงคราม ความรัก หรือแม้กระทั่งเรื่องของอาหารแบบ แด จัง กึม ความดราม่าก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เรื่องขายได้ ส่วนรสนิยมเฉพาะตัวของคนไทยที่เห็นชัดเจนก็คือ คนไทยชอบอะไรที่จัดจ้าน ถ้าซึ้งก็ต้องซึ้งจนร้องไห้ ตลกก็ต้องหัวเราะจนท้องแข็ง ที่สำคัญที่สุดต้องไม่เดินเรื่องเร็วจนเกินไป”

“ค่านิยมอีกอย่างที่สะท้อนในหนังเกาหลีคือ ‘การบูชาความรัก’ ครับ ถ้าคุณไปเที่ยวเกาหลีคุณจะได้เห็นคู่รักที่แต่งตัวเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ประเทศนี้มีชุดชั้นในที่ขายเข้าคู่กัน มีถุงมือคู่รักที่ล้วงเข้าไปแล้วจับมือกันข้างในได้ ซึ่งของพวกนี้ไม่ได้นิยมกันเฉพาะแค่วัยรุ่น คนแก่ก็ชอบ อีกเรื่องคือ ‘ความตรงไปตรงมา’ ซึ่งผมสัมผัสได้จากการทำงาน คนไทยอาจมองว่าคนเกาหลีกระโชกโฮกฮาก แต่ที่จริงเขาแค่พูดตรงๆ ไง”

ทำงานแบบโปร + รัฐสนับสนุน = ความสำเร็จ
เคล็ดไม่ลับที่ทำให้ภาพยนตร์และละครเกาหลีประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ การทำงานแบบมืออาชีพและการสนับสนุนจากภาครัฐ คุณโต้งเล่าถึงประสบการณ์ “เหนือความคาดหมาย” ที่ได้สัมผัสจากการทำงานร่วมกับนักแสดงชาวเกาหลีขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ ว่า

“นักแสดงทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองดีมาก อย่างฉากในสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งเป็นคิวกลางคืน เราต้องจ่ายค่าตัวนักแสดงตัวประกอบที่มาเข้าฉากเพิ่ม 3-4 เท่า (เพราะทุกคนต้องนั่งแท๊กซี่กลับบ้าน) ทำให้เราต้องลดจำนวนตัวประกอบลงเหลือแค่ 8-9 คน แต่เราอยากให้ในฉากดูมีคนเดินพลุกพล่าน ปรากฏว่า ถึงเวลาเข้าฉากนักแสดงเหล่านั้นเขาใส่เสื้อผ้าทับๆ กันมาหลายชั้นเอง พอเดินผ่านกล้องแต่ละครั้ง เขาก็ถอดเสื้อบ้าง ถอดหมวกบ้าง หันหน้าไปทางอื่นบ้างโดยที่เราไม่ต้องบอก อีกทั้งฝีมือการแสดงก็เยี่ยมมาก มีความเป็นมืออาชีพสูงครับ”

“อีกปัจจัยที่ทำให้หนังละครเกาหลีประสบความสำเร็จมากๆ คือ การสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะทันทีที่เขารู้ว่าอะไรกำลังจะดัง รัฐบาลจะรีบเข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประเทศ อย่างเช่น ตอนผมไปถ่ายหนัง กวน มึน โฮ ไม่ว่าจะเดินทางไปเมืองไหนก็จะมีหน่วยงานที่สามารถติดต่อประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกเมืองมีกองทุนเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์ และทุกคนรู้ว่านี่คือ โอกาสของประเทศเขา”

“จุดนี้ทำให้หลายประเทศหันมาศึกษาว่า รัฐบาลเกาหลีมีวิธีการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างไรบ้าง เท่าที่ทราบเขามีข้อกำหนดบางอย่าง เช่น การกำหนดรอบฉายว่าต้องฉายอย่างน้อยที่สุดกี่รอบ ที่เมืองไทยนี่ถ้า 4 วันแรกไม่ทำเงินก็จะถูกถอดรอบทันที นอกนั้น ก็มีการเก็บภาษีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากกว่าภาพยนตร์เกาหลี มีการให้ทุนสร้างภาพยนตร์จากผู้สร้างอิสระ และยังเป็นเจ้าภาพเทศกาลหนังที่ดีที่สุดในเอเชียด้วย”

“Thai Wave” โอกาสที่ต้องรีบคว้า
ขณะที่กระแสเกาหลีดูจะเริ่มทรงตัว ข่าวที่ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงไทยมีโอกาสได้เฮบ้าง ก็คือ การที่ภาพยนตร์และละครไทยเริ่มไปโด่งดังในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย หรือประเทศที่มีกำลังซื้อมหาศาลอย่างจีน ซึ่งนับว่า เป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่จะร่วมกันสร้าง “Thai Wave” อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมภาคอื่นๆ ด้วย
“ผมเชื่อว่า Korean Wave ยังไม่ถึงกับเป็นวัฒนธรรมหรอกครับ ยังคงเป็นแค่กระแส คือ นิยมกันอยู่พักหนึ่ง เมื่อมีกระแสใหม่มา กระแสเก่าก็ต้องไป ตอนนี้ กระแสที่เราน่าจะฉวยโอกาสไว้ให้ได้คือ Thai Wave ครับ เพราะคนจีนกำลังคลั่งไคล้หนังไทย (เช่น “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หรือ “กวน มึน โฮ”) รวมถึงละครและดาราไทยมาก (โดยเฉพาะคุณป้อง ณ วัฒน์ และคุณมาริโอ้ เมาเร่อ)”

“แต่ผมคิดว่า ที่หนังไทยดังขึ้นมาตอนนี้เป็นเพราะตัวโพรดักส์เองนะ สังเกตว่า ส่วนใหญ่จะเป็นหนังที่ดังมาแต่แรกในเมืองไทย ซึ่งเป็นการพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่แล้ว อีกทั้ง ณ เวลานี้ผู้ชมในต่างประเทศได้ซึมซับ ‘ความเป็นไทย’ มากขึ้น 3-4 ปีก่อนหน้านี้ หนังไทยที่ไปฉายต่างประเทศจะมีแต่หนังผี หนังจา พนม หรือไม่ก็หนังของพี่เจ้ยไปเลย (คุณอภิชาติพงศ์ ผู้กำกับลุงบุญมีฯ แสงศตวรรษ สัตว์ประหลาด ฯลฯ) หนังรักขายไม่ได้ แต่นับตั้งแต่เรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ, กวน มึน โฮ, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก เป็นต้นมา หนังรักจากเมืองไทยฉายได้ในวงกว้างขึ้น สามารถทำรายได้เท่าหนังผี ผมเลยรู้สึกว่า Thai Wave กำลังมาแล้ว”

“ผมคิดว่า การที่จะทำให้หนังไทยขายได้ เราต้องอาศัยโพรดักส์ที่ดีอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ไม่ต้องไปผลักดันอะไรมากมาย คนทำหนังก็ไม่ต้องคิดว่าจะต้องตีตลาดอินเตอร์อย่างไร แค่คิดว่า จะทำให้ผู้ชม (ไทย) ชอบมากที่สุดอย่างไรเท่านั้นก็พอ และผมไม่หวังการสนับสนุนอะไรจากรัฐบาลทั้งนั้น นอกจากช่วยปราบปรามแผ่นผีซีดีเถื่อน แต่แน่นอนว่า ถ้ารัฐบาลช่วยผลักดันก็จะทำให้กระแสแรงได้นานและต่อเนื่องขึ้น”

และนี่ก็คือ อีกหนึ่งมุมมองของผู้กำกับโต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ที่คนทำหนังทำละครน่าจะต้องนำไปขบคิด เพราะไม่ใช่เพียงแค่ผลงานของคุณหรืออุตสาหกรรมบันเทิงไทยเท่านั้นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่มันอาจหมายถึงอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่ติดพะยี่ห้อ “เมด อิน ไทยแลนด์” ดังเช่นที่เราได้เห็นตัวอย่างจากกระแส “เกาหลีฟีเวอร์” มาแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม:
http://jkdramas.com

เครดิตรูปภาพ:
http://www.blike.net/files/frontimage/Series_FullHouse.jpg
http://www.imbc.com
http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/06/381.jpg
http://i2.listal.com/image/523018/600full-shiri-poster.jpg

« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com