Creative Knowledge

« Back to Result | List

อัน ยอง ฮา เซ โย “โคเรีย เวฟ” (Korea Wave) ตอนที่ 3 : อุตสาหกรรมดนตรี การท่องเที่ยว และศัลยกรรมเพื่อความงาม

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

กรณีกิมจิศึกษา (ภาคต่อ)
3. อุตสาหกรรมดนตรี
การที่วัฒนธรรมเกาหลีถูกแทรกแซงโดยคลื่นวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงสงครามเกาหลี (ค.ศ.1945 -1980) ทำให้เกาหลีใต้มุ่งมั่นที่จะสร้าง “ชุดวัฒนธรรมใหม่” เพื่อปกป้องตนเองออกจากการแทรกแซงดังกล่าว รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตนทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของชาติ ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยได้เร่งส่งเสริมการพัฒนาทางด้านศิลปะทั้งในแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย มีการวางแนวนโยบายและ “แผนพัฒนาทางวัฒนธรรม” ในระยะ 10 ปี ซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ “วัฒนธรรมเพื่อปวงชน”

หันกลับมามองที่วัฒนธรรมดนตรีของเกาหลี (ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมมวลชนอันดับต้นๆ) ว่า กันว่าความสำเร็จของ “บอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ป” จากเกาหลีนั้น มีหัวใจหลักอยู่ที่รูปร่างหน้าตาที่ดูน่ารัก สดใส เต้นรำเก่ง ขณะที่คุณภาพของเสียงร้องกลายเป็นประเด็นรองที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแส “ดนตรีเกาหลี” สามารถแพร่ขยายไปทั่วทั้งทวีปเอเชียได้ ก็เป็นเพราะแรงผลักจากภาครัฐที่ได้กำหนดนโยบายสนับสนุนพร้อมทั้งอัดฉีดเงินทุนให้ในเบื้องต้น

วงดนตรีเกาหลีเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นจีนและไต้หวันมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90’s โดยวงบอยแบนด์ยุคบุกเบิกได้แก่ H.O.T. ซึ่งติดอันดับอัลบั้มขายดีในเอเชีย ก่อนจะตามมาด้วย NRG SES, Baby VOX, และ เรน เรื่อยมาจนถึงวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ อย่าง ซุปเปอร์จูเนียร์, วันเดอร์เกิร์ล, ดงบังชินกิ, 2PM, โซนยอซิแด (Girl’s Generation) และอื่นๆ

ตลาด K-Pop ในไทย
ปัจจุบันความโด่งดังของดนตรี K- Pop (Korean Pop) ได้แพร่ขยายไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย (โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักรองจากญี่ปุ่น) ว่ากันว่าความสำเร็จของ K-Pop ในไทยนั้นเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของค่ายเพลงเกาหลีและโลคัลพาร์ตเนอร์ส์ (Local Partners) อาทิเช่น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งถือเป็นค่ายเพลงไทยค่ายแรกที่เปิดตลาดเพลงเกาหลีกับผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยแกรมมี่ได้ร่วมมือกับ JYP Entertainment ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในเกาหลี เริ่มต้นนำผลงานเพลงของ Baby VOX และเรนเข้าสู่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน

4. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า ความสำเร็จของภาพยนตร์เกาหลีได้ให้อานิสงส์กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปด้วยโดยปริยาย โดยเฉพาะ “ละครซีรีส์เกาหลี” ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเปิดประตูให้ “ดินแดนกิมจิ” กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ย้อนไปราวปีค.ศ.2003 ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วทั้งทวีปเอเชียกำลังประสบปัญหา (อันสืบเนื่องมาจากการระบาดของโรคซารส์) องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KNTO) ได้ประกาศให้ปีค.ศ.2004 เป็น “ปีแห่งกระแสเกาหลี” (The Year of Korean Wave) โดยได้เลือกใช้สื่อบันเทิงทั้งหมด ทั้งภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และดนตรี มาเป็นหัวหอกทางการตลาด พร้อมทั้งทำการตัดต่อ “ภาพวิดีโอไฮไลท์จากภาพยนตร์เรื่องดัง” มาเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจท่องเที่ยว อันมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนั้น ภาครัฐยังได้แต่งตั้งดาราดังอย่าง Kim Hee – Sun และ Choi Ji – Woo เป็นทูตการท่องเที่ยว และกระหน่ำแคมเปญประชาสัมพันธ์ด้วยเม็ดเงินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ผ่านการโฆษณาทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์) มีการจัดทำ “รายการนำเที่ยวสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์” ตลอดจนงานคอนเสิร์ตต่างๆ ที่เป็นการเปิดประตูต้อนรับบรรดาแฟนคลับเกาหลีแบบถึงใจ จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่ประเทศเกาหลีในปีนั้นเพิ่มขึ้นถึง 22.4%

โปรแกรมทัวร์ยอดนิยม “ตามรอยหนังดัง” หนึ่งในโปรแกรมทัวร์เกาหลีที่ฮอตฮิตที่สุดในวันนี้ก็คือ “ทัวร์ตามรอยหนังดัง” ที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีได้นำเสนอให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีการแนะนำสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีย์เรื่องดังกว่า 20 เรื่อง เช่น พระราชวังชางด๊อกกุง (ที่องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก) และ เกาะเชจู (เมืองตากอากาศสุดฮิตของเกาหลี) พร้อมรายการอาหารเกาหลีแบบเดียวกับที่เห็นในหนังซีรีย์เรื่องแดจังกึม, เกาะนามิและร้านกาแฟดังจากซีรีย์เรื่อง Winter Sonata (ที่ขณะนี้ได้กลายเป็นร้านขายของที่ระลึกจากซีรีย์เรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ)

5. อุตสาหกรรมความงาม
กระแส Korea Wave ทั้งจากละครซีรีส์ และวงดนตรีบอยแบนด์-เกิร์ลกรุ๊ป ดูจะทำให้เหล่าบรรดาศิลปินชาวเกาหลีมาแรงแซงโค้งศิลปินจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือฮ่องกง แน่นอนว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ดารานักร้องชาวเกาหลีดูมีสง่าราศีโดดเด้งกว่าดาราเอเชียทั่วไป นั่นก็เพราะเขาและเธอล้วนผ่านการทำศัลยกรรมเสริมแต่งความงามมาแล้วไม่มากก็น้อย

ในประเทศเกาหลีนั้น “การทำศัลยกรรม” ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก ถึงกับมีคำพูดที่ว่า “การไปทำศัลยกรรมในเกาหลีแทบไม่ต่างอะไรจากการที่ตื่นขึ้นมาแล้วบอกว่าจะออกไปเดินช้อปปิ้ง” ผลวิจัยยืนยันว่า 40% ของคนเกาหลีใต้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 24 ปี และ 60% ของคนที่มีอายุระหว่าง 25 – 29 ปี ล้วนเคยผ่านมีดหมอศัลยกรรมมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง

เทรนด์ฮอตในหมู่เด็กวัยรุ่นชาวเกาหลีใต้ คือ การขอของรางวัลจากพ่อแม่เป็นเงินค่าทำ “ศัลยกรรมพลาสติก” หลังจากสอบเอนทรานซ์เสร็จ โดยเฉพาะที่กรุงโซลนั้นมีถนนสายหนึ่งในย่าน Gangnam-gu ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนแห่งแศัลยกรรมพลาสติก (ที่คนเกาหลีเรียกกันว่า Cosmetic Surgery Street) ที่นี่มีคลีนิคศัลยกรรมเปิดเรียงรายเป็นทิวแถว ไม่ต่างอะไรกับร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในแทบทุกบล๊อกของถนน

นั่นเองคือ ที่มาของธุรกิจที่กำลังฮอตฮิตอินเทรนด์อยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือ “บิวตี้ทัวร์” หรือ “ทัวร์ศัลยกรรมเกาหลี” ที่พร้อมจะพาเหล่าบรรดานักท่องเที่ยว (ที่อยากสวย) ไปเที่ยว ไปชม ไปชิม ไปช็อป และไปทำศัลยกรรมกันที่กรุงโซล บิวตี้ทัวร์นี้กำลังได้รับความนิยมสุดๆ ในหมู่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวไทยกระเป๋าหนัก ที่ต่างพากันถือรูปดาราเกาหลีเข้าคิวรอทำศัลยกรรมพลาสติกในแบบฉบับ “สวยตามสั่ง” ไม่ว่าจะเป็นการเจาะ เคาะ กรีด ผ่า เพื่อให้ได้มาซึ่งดวงตากลมโตและใบหน้าแบ๊วตามแบบฉบับของ “Korea Look”

Korea Look ความงามที่ “น่าเอ็นดู”

ว่ากันว่าความอยาก “สวยด้วยแพทย์” ในยุคแรกเริ่มของสาวไทยนั้นเป็นความสวยงามชนิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ เช่น มองหาดาราที่มีเค้าโครงหน้าใกล้เคียงกับตัวเองมากที่สุด เพื่อที่จะแต่งเสริมเติมปั้นให้ออกมาสมจริง (ทำตานิด ทำจมูกหน่อย ก็ใช้ได้แล้ว) แต่ในปัจจุบันเทรนด์การทำศัลยกรรมของสาวไทยได้เปลี่ยนไปสู่การยกระดับความงามที่เรียกว่า “จินตนาการที่ไร้ขอบเขต” โดยมี Korea Look หรือ “ความสวยที่น่าเอ็นดู” เป็นพิมพ์นิยม นี่เองทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมเสริมความงามของเกาหลีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นับตั้งแต่ปี 2000 – 2005 เฉพาะในกรุงโซลมีหมอศัลยกรรมเพิ่มขึ้นถึง 45% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันกับจำนวนหมอศัลยกรรมที่แคลิฟอร์เนีย เมืองหลวงของคนอยากสวยในสหรัฐอเมริกา

ทำไมต้องไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี
1. แพทย์เกาหลีใช้วิธีพิจารณาคนไข้ในแบบองค์รวม (Holistic) นั่นก็คือเมื่อคนไข้เปิดประตูคลีนิกเข้ามา หมอจะบอกเลยว่า “คุณควรจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อความงามที่เป็นธรรมชาติ” เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์โครงหน้าและรูปทรงศีรษะ จากนั้นก็ออกแบบให้ดูทางจอคอมพิวเตอร์ ให้เห็นกันชัดๆ เลยว่า Before & After นั้นจะเป็นอย่างไร รวมถึงมีการวางแผนดูแลรักษาในแบบระยะยาวด้วย
2. ธุรกิจศัลยกรรมเกาหลีนั้นมีการศึกษาและวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยว่าภาครัฐเล็งเห็นความสำคัญและ ได้วาง Road Map ส่งเสริมให้ประเทศเกาหลีเป็น Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเสริมความงามและเทคนิคใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

โปรแกรมยอดนิยม
โปรแกรมยอดฮิตเริ่มที่ศัลยกรรมตา ศัลยกรรมจมูก ศัลยกรรมปาก ไปจนถึงโปรแกรมยากๆ ที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ อย่างเช่น การลดโหนกแก้ม การผ่าตัดลดความกว้างของใบหน้า การเสริมหน้าผาก ลดกราม ลดน่อง และศัลยกรรมเต้านม

คลีนิคยอดนิยม
1. คลีนิค id Plastic Surgery แห่งย่านฮักคูจอง โดยคุณหมอปาร์ค ซัง ฮุน คือคลีนิคระดับ 5 ดาว ที่มีลูกค้าเป็นทั้งคนเกาหลีและคนต่างชาติ (รวมถึงคนไทยด้วย) โปรแกรมที่มีราคาแพงที่สุดคือการปรับใบหน้าให้เป็นรูปไข่ (1,000 เหรียญสหรัฐ) และศัลยกรรมลดโหนกและกราม (เริ่มต้นที่ประมาณ 6,000 เหรียญสหรัฐ) ว่ากันว่านักร้องจากค่าย JYP และนักแสดงชื่อดังหลายคนของเกาหลีก็เป็นลูกค้าประจำที่นี่
2. คลีนิค Migo โดยคุณหมอลี ที่โด่งดังในเรื่องศัลยกรรมดวงตา ราคาอยู่ที่ประมาณ 65,000 บาท
3. คลีนิค Small Face โด่งดังมากในหมู่หนุ่มสาวชาวเกาหลี เน้นเรื่องการตัดโหนกแก้มและตัดกราม

ค่าใช้จ่าย
ราคาเริ่มต้นสำหรับการทำตาและจมูกอยู่ที่ 140,000 – 250,000 บาทขึ้นไป โดยแพ็คเกจนี้ได้รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก อาหารการกิน ค่าทำศัลยกรรม ตลอดจนบริการหลังการผ่าตัดที่เมืองไทย

เครดิตรูป:
http://www.ibuzzkorea.com/eng/dream_eng.php
http://iloveohkpop.wordpress.com/2009/12/30/manila-bulletin-top-10-korean-entertainment-stories-2009/
http://www.asialighttravel.com/wp/?p=5140
http://www.koreanclicks.com/do-you-know/mbc-coffee-prince-shop-tiramisu-caffe



« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-25
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี