Creative Knowledge

« Back to Result | List

อัน ยอง ฮา เซ โย “โคเรีย เวฟ” (Korea Wave) ตอนที่ 1 : ปรากฏการณ์วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

ประเทศในแถบเอเชียที่แสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้สูงที่สุดในช่วง 2 – 3 ทศวรรษที่ผ่านมา คงจะหนีไม่พ้น “ประเทศเกาหลีใต้” ดินแดนแห่งโสมและอาณาจักรกิมจิอันลือชื่อ ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่าประเทศนี้นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งผ่านทาง “สินค้าทางวัฒนธรรม” ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และสื่อบันเทิงต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของเกาหลีใต้บนจำนวนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกจับตามอง “พี่โสม” ด้วยความชื่นชม (และหวาดหวั่น) เพราะนอกจากเศรษฐกิจของเขาจะเฟื่องฟูได้แบบพลิกฝ่ามือแล้ว คนในประเทศนี้ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง มีความเคารพต่อกฎระเบียบ ตลอดจนมีวัฒนธรรมประจำชาติอันโดดเด่น ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างความประทับใจให้กับ “นักลงทุนต่างชาติ” ได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คำว่า Korea Wave หรือกระแส “เกาหลีฟีเวอร์” คือ เทรนด์ฮอตสุดฮิตที่ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหนังซีรีส์เกาหลี, วงดนตรีบอยแบนด์, เทรนด์ความสวยความงาม เครื่องสำอาง ไปจนกระทั่งถึงการทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลี (ในแบบหน้าหวาน ตาโต ริมฝีปากเรียวบาง จมูกโด่งนิดๆ ที่เรียกกันว่า “Korea Look”)

จุดกำเนิดแห่งปรากกฏการณ์การก้าวข้ามทางวัฒนธรรม (ที่เหนือความคาดหมายของคนทั้งโลก)
กระแสเกาหลีฟีเวอร์ (Korea Wave) หรือที่เรียกกันว่า “ฮันยู๋” (Hallyu) นั้น หมายความถึง กระแสความนิยมเกาหลีที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเยียบเย็นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 90’s ความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาหลี (Korea Pop Culture) นี้มีที่มาจากภาพยนตร์, ละคร, ดนตรี และดารานักร้องเกาหลีเป็นสำคัญ โดยภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามคือเรื่อง “Shiri” ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นเกี่ยวกับสายลับเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ออกฉายในปีค.ศ.1999 Shiri ทำรายได้ถล่มทลายทั้งในประเทศญี่ปุ่น, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และไต้หวัน (มากกว่าเมื่อครั้งที่ภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Titanic เข้าฉายในประเทศเกาหลี) นั่นนับเป็นก้าวแรกที่วัฒนธรรมเกาหลีเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในแวดวงบันเทิงเอเชีย ก่อนที่จะกลายเป็นกระแสเกาหลีฟีเวอร์ไปในที่สุด

“วัฒนธรรม” สินค้าส่งออกสำคัญประจำชาติ
รากฐานของวัฒนธรรมเกาหลี คือ วัฒนธรรมกลุ่มสายเลือดเดียวกัน ที่คนเกาหลีเรียกว่า “Han Minjok” ซึ่งได้ผสมผสานกับหลักการดำเนินชีวิตในแบบขงจื้อ (ที่มุ่งหวังให้ทุกคนเป็นคนดี ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ กตัญญู และใฝ่รู้) ด้วยว่าสังคมเกาหลีมีรากฐานเป็นสังคมแบบปิด ทำให้ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาวัฒนธรรมเกาหลีไม่สามารถเติบโตก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีช่วงหยุดชะงักทางวัฒนธรรมอีก 2 ครั้งใหญ่ ได้แก่ ช่วง ค.ศ.1910 – 1945 ที่ญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลี และช่วง ค.ศ.1950 – 1953 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามเกาหลีและวัฒนธรรมตะวันตกทะลักไหลเข้าสู่ประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกาหลีในปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่มี 2 วัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมดั้งเดิม และวัฒนธรรมร่วมสมัย

รัฐบาลเกาหลีจำเป็นต้องดำเนินนโยบายด้านวัฒนธรรม (ซึ่งกินระยะเวลายาวนานถึง 10 ปีเต็ม) เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมประจำชาติให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมทั้งปกป้องประเทศจากวัฒนธรรมอเมริกันในช่วงค.ศ.1945 – 1980 ในการนี้รัฐได้หันมาให้ความสำคัญกับการค้นหามรดกทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์สำคัญประจำชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปะเกาหลีทั้งในแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย

ในปีค.ศ.1993 เมื่อเกาหลีเริ่มเล็งเห็นว่า “วัฒนธรรมประจำชาติ” คือ สิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ รัฐจึงเริ่มแสดงบทบาทในการ “ส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ด้วยการสร้างสวัสดิการต่างๆ เพื่อทำนุบำรุงวัฒนธรรมประจำชาติ และได้ยกเรื่องของวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญทางการท่องเที่ยว จนถึงปีค.ศ.1998 รัฐบาลเกาหลีก็ได้เริ่มต้นนโยบายส่งเสริม “กลุ่มอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม” (Cultural Industries) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจสาขาต่างๆ มากมาย อาทิ ภาพยนตร์ ดนตรี วิดีโอ สิ่งพิมพ์ การกระจายเสียง การออกแบบ ตัวการ์ตูน ความบันเทิงที่ให้ความรู้ (Edutainment) รวมทั้งได้วางวิสัยทัศน์ทางวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมดิจิตอล (Vision 21 for Cultural Industries in Digital Societies) เพื่อตอบรับกับเทรนด์การสื่อสารแบบโลกาภิวัฒน์

ในปี 1999 รัฐบาลเกาหลีได้ผ่านพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดองค์การมหาชน ศูนย์วิจัยทางวัฒนธรรม และสถาบันการศึกษาเทคโนโลยีทางวัฒนธรรมขึ้นมากมาย นโยบายนี้ส่งผลให้เรื่องของ “วัฒนธรรม” กลายเป็น “รูปธรรมสินค้า” ที่มีมูลค่ามหาศาล (และมีความสำคัญที่สุดในประเทศขณะนี้) นอกจากนั้นรัฐฯ ยังประมาณการว่าในปีค.ศ. 2030 (ประมาณ 20 ปีข้างหน้า) ประเทศเกาหลีจะสามารถส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมได้เป็นมูลค่าสูงถึง 13,761 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

Korea Creative Economic Strategy
อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักพูดและผู้ดำเนินรายการวิทยุและโทรทัศน์ชื่อดัง เคยให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำตลาดส่งออก “วัฒนธรรมประจำชาติ” ของเกาหลีใต้ไว้ว่า
“เกาหลีใต้พัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเขามีแนวทางที่ชัดเจนและวางแผนการทำงานไว้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ประเทศนี้ทำการศึกษาเชิงลึกโดยเลียบแบบจากประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น และนำมาพัฒนาต่อให้ดียิ่งกว่าต้นแบบ โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกกว่า Copy to Innovation ดูจากการพัฒนาธุรกิจและสินค้าของบริษัทซัมซุงเป็นตัวอย่าง ซัมซุงใช้โซนี่ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ โดยเน้นหัวใจสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ Branding, Technology และ Design (เช่นเดียวกันกับโซนี่) แต่นำมาปรับและพัฒนาให้โดดเด่นยิ่งกว่า”

“จุดแข็งอีกข้อของเกาหลีใต้คือ เขาทำเรื่องตราสินค้า (Branding) และการตลาด (Marketing) ได้ดีมาก สามารถสร้างสรรค์คุณค่าขึ้นจากความไม่มีอะไร เช่นกรณีของ ‘เกาะนามิ’ ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ไม่มีจุดเด่นทางประวัติศาสตร์ ไม่มีความน่าสนใจทางวัฒนธรรม แต่เกาหลีใต้เลือกเกาะๆ นี้มาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครและเป็นฉากในภาพยนตร์เรื่องดัง จนทำให้เกาะนามิกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของประเทศไปในที่สุด”

รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ประโยชน์จาก “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” มาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเต็มที่ มีการจัดตั้งหน่วยงาน Korea Culture and Content Agency (KOCCA) เพื่อสนับสนุนทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ วิทยุ ละคร แอนิเมชั่น เกมส์ ดนตรี ศิลปะ ฯลฯ ที่ผ่านมา KOCCA เน้นพัฒนากลยุทธ์การถ่ายทอด “เนื้อหาความเป็นเกาหลี” (Korea Content) ออกสู่เวทีสากล พร้อมกันนั้นก็พัฒนาความร่วมมือกับนานาประเทศ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านธุรกิจวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” ของประเทศตน

Thai Wave : ภาพฝันที่อยากผลักดันให้เป็นความจริง
หลายคนคงอยากรู้ว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเราจะสร้างกระแส Thai Wave ให้เกิดขึ้นอย่างเกาหลีบ้าง” ด้วยว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากที่ก็ชื่นชอบและชื่นชมในประเทศไทย (ทั้งในเรื่องของการท่องเที่ยวและอาหารการกิน)

คำตอบก็คือ “เป็นไปได้” หากภาครัฐและเอกชนของไทยสามารถร่วมมือกันอย่างจริงจังในการสร้าง Brand Image ของประเทศ เช่นเดียวกับกรณีของเกาหลีใต้ที่ทุกหน่วยงาน (ไม่ว่าจะเป็นส่วนภูมิภาคหรือท้องถิ่น) ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาแผนการท่องเที่ยวให้กับชุมชนของตน อาจจะด้วยการติดต่อบริษัทสร้างภาพยนตร์หรือละครให้ไปถ่ายทำในพื้นที่ การระดมทุนจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตหรือเทศกาลภาพยนตร์ และอื่นๆ

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกาหลีใต้พัฒนามาได้ไกลจนถึงทุกวันนี้ น่าจะอยู่ที่ธรรมชาตินิสัยของผู้คนอันเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติด้วย คนเกาหลีมีความมุ่งมั่นที่จะทำการศึกษาเชิงลึก เป็นผู้มีจิตสาธารณะ และมีความรักชาติ (ชาตินิยม) อย่างสูงสุด สิ่งเหล่านี้ถือเป็น DNA สำคัญที่เราคงต้องปลูกฝังให้กับคนไทยทุกคนเสียก่อน

เครดิตรูปภาพ:
http://www.malaytour.org/index.php?type=content&c_id=1042
http://3.bp.blogspot.com/_wSQQ2-3KOZM/S8iOABsoK5I/AAAAAAAAAJA/UIogF5A20cE/s1600/Flag-SouthKorea.gif
http://english.visitkorea.or.kr/enu/CU/CU_EN_8_1.jsp


« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-25
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง