Articles

« Back to Result | List

ปั้นแบรนด์ในยุคโลกร้อน-เผยผลวิจัยพฤติกรรมลดโลกร้อนของคนปัจจุบัน

กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับบริษัท ฟาร์อีสท์ ดีดีบี จำกัด มหาชน จัดทำวิจัยด้านธุรกิจในหัวข้อที่อยู่ในความสนใจ โดยนำเสนอทุกๆ เดือน ติดตามได้ในเซคชั่นธุรกิจการตลาด โดยบทวิจัยทุกชิ้นได้รับการสรุปคัดกรองจาก ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และวิจัย บริษัท ฟาร์อีสท์ ดีดีบี จำกัด (มหาชน)

ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสที่ร้อนแรงและได้รับการกล่าวถึงกันทั่วโลกคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” เห็นได้จากการออกมารณรงค์ของภาครัฐและเอกชนต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังกัน จนทำให้กลายเป็นกระแสที่ฮอตฮิตในสังคมโลก อีกทั้งบริษัทห้างร้านและผู้ประกอบธุรกิจต่างก็ออกมาแสดงเจตนารมณ์ในการช่วย ลดปัญหาโลกร้อนผ่านการจัดงานการกุศลหรือกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น คงกล่าวได้ว่ากิจกรรมหรือการรณรงค์ต่างๆ เหล่านี้ อาจเข้ามามีบทบาทต่อความคิดและทัศนคติของคนไทยเราไม่มากก็น้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคสินค้าหรือการใช้บริการก็เป็นได้

บริษัท ฟาร์อีสท์ ดีดีบี หนึ่งในเอเยนซีโฆษณาชั้นนำของประเทศไทย ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการดำเนินชีวิตในภาวะโลกร้อน โดยทำการศึกษาผ่าน Insights Springboard by Far East DDB เครื่องมือศึกษาผู้บริโภคที่สามารถทำให้เข้าใจผู้บริโภคในมุมต่างๆ โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์คนในวัยเรียนและวัยทำงาน ทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 15-35 ปี จำนวน 200 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักการตลาดและนักธุรกิจขนาดเล็กอีกกว่า 10 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อค้นหามุมมองการทำตลาดและทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะได้รับในการดำเนิน ธุรกิจเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ภาวะโลกร้อน...คนไทยใส่ใจจริงหรือ?
จากกระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้บริโภคคนไทยเราใส่ใจกับการดำเนินชีวิตอย่างมีจิตสำนึกมากขึ้น เพราะจากการสำรวจพบว่ากว่า 85% ของผู้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ตนเองมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการใช้ ชีวิตที่เปลี่ยนไป และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ได้ซึมซาบเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยบ้างแล้ว

เสริมแบรนด์ให้แกร่ง...ผ่านกิจกรรมสีเขียว
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีหลากหลายสินค้าและบริการที่ออกมาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมที่ช่วยปลุกจิตสำนึกคนไทยให้ตระหนักถึงปัญหาของ “ภาวะโลกร้อน” แต่ก็มีบางกิจกรรมที่ทำขึ้นมาเพื่อตามกระแสของตลาด (เช่น การจัดงานชอปปิงเพื่อช่วยโลกร้อน) จนดูเหมือนว่าไม่ค่อยได้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่าที่ควร

หากหันมาดูในมุมมองผู้บริโภคว่ากิจกรรมแบบใดเหมาะที่จะเป็นกิจกรรมทางการตลาดก็ จะพบว่า กว่า 73%ของผู้ให้สัมภาษณ์คิดว่า การลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม อีก 69% มองว่า การใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบของการผลิตสินค้า และ 62% มองว่า การลดปริมาณการใช้พลังงานภายในบ้าน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ดูน่าจะเหมาะสำหรับบริษัทห้างร้านที่ควรนำมาใช้รณรงค์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

ปัจจุบัน ผู้บริโภคอาจรู้สึกได้ว่า ปริมาณการใช้พลาสติกและโฟมนั้นมีจำนวนมากและก่อให้เกิดขยะจนเกินความจำเป็น อีกทั้งกระบวนการผลิตพลาสติกและโฟมก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะมองว่า กิจกรรมอย่างการลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟมเป็นกิจกรรมที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และน่าจะเหมาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่นำมาใช้ในการรณรงค์สำหรับการทำตลาด

สินค้าสีเขียวในสายตาผู้บริโภค
หากยังมีคนมองว่า สินค้าที่ผลิตออกมาในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นดูไม่ค่อยทันสมัยหรือไม่ ค่อยได้คุณภาพแล้วละก็ อาจจะต้องลองคิดดูใหม่ เพราะจากการสำรวจพบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์กว่า 79% มองว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มีขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐานสูงกว่าผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาด และอีก 56% ยอมรับว่า การใช้หรือซื้อผลิตภัณฑ์/บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะทำให้ดูเป็นคนทันยุคทันสมัย ซึ่งกล่าวได้ว่า การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นการช่วยผลักดันให้ทั้งตัวสินค้าและตราสินค้ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นและยังเป็นการสร้างความแตกต่างทั้งในด้านคุณภาพและความมีเอกลักษณ์ด้วยเช่นกัน

จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันมีทัศนคติที่ดีที่จะตอบรับสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างไม่น้อย อีกทั้งในด้านพฤติกรรม ก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการควรที่จะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาธุรกิจหรือการสื่อสารทางการตลาดที่ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเพราะทำตามกระแส แต่เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะผลที่จะได้รับจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถสร้างแบรนด์ให้มี จุดแข็งในด้านความรู้สึก (Emotional Connection) ต่อผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/04/WW83_8301_news.php?newsid=235672


Tags: R&D, green, CSR

« Back to Result

  • Published Date: 2011-07-01
  • Resource: www.tcdcconnect.com