Articles

« Back to Result | List

ถอดรหัส “โมเดลแม่สื่อ” สูตรสำเร็จการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากโครงการจับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

โครงการจับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ของ TCDCCONNECT เป็นเสมือน “แม่สื่อ” ที่ชักนำให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบได้มาพบปะและทำงานร่วมกัน จนกระทั่งเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ร่วม 100 รายการ แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่ “แม่สื่อ” คนนี้จะลงสนามเพื่อเฟ้นหาคู่แท้ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าที่วางไว้ก็คือ “การวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นขั้นเป็นตอน”

วันนี้ TCDCCONNECT ขอนำเสนอ “โมเดลการทำงาน” ที่ผ่านการทดสอบและลงมือปฏิบัติจริงจนได้ผลลัพธ์เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย (ซึ่งเราเชื่อว่า โมเดลนี้สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการทำงานในโครงการอื่นๆ ได้เช่นกัน)

1. รับนโยบาย ตีความ และทำความเข้าใจกับนโยบาย
ขั้นตอนแรกคือ การรับนโยบาย (จากสภาพัฒน์ฯ) มา “ตีความ” เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ การตีความจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงานทั้งหมดของโครงการ เช่น การตีความคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ของ TCDC ก็คือ เครื่องมือแรกเริ่มในการกำหนดกรอบและแผนการทำงานทั้งหมดภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นต้น

2. วางตัวบุคลากรและกำหนดกรอบการทำงาน
เมื่อเข้าใจนโยบายร่วมกันแล้ว ขั้นตอนที่สองก็คือ การวางตัวบุคลากรที่จะเข้าปฏิบัติงาน โดยต้องพิจารณาจากความรู้ความสามารถของบุคคลที่เหมาะกับลักษณะของโครงการนั้นจริงๆ ทั้งในแง่ของความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์จากการทำงานจริง บุคลิกและวิธีการทำงานเฉพาะตัวของแต่ละคน ฯลฯ ทั้งนี้การคัดสรรบุคลากรที่จะมาร่วมงานอาจได้มาการเชิญโดยตรง การประชาสัมพันธ์ให้มาร่วมงาน หรือการใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัว (connection) ซึ่งหากคุณหรือหน่วยงานของคุณไม่มีคอนเน็คชั่น คุณก็อาจลองขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นได้

Tips จากโครงการจับคู่ธุรกิจ : ใช้ฐานข้อมูลนักออกแบบของ TCDC และใช้ฐานข้อมูลผู้ประกอบการจากสถาบันส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอ

จากนั้น จึงเข้าสู่ขั้นตอนการวางกรอบการทำงาน ซึ่งจะต้องกำหนด “ระยะเวลาและพื้นที่” ในการทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลกระทบทั้งหมด อาทิเช่น ช่วงเวลาในการนัดให้นักออกแบบพบผู้ประกอบการจะต้องไม่ตรงกับช่วงงาน Milan Fair เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเดินทางไปร่วมงานแฟร์กันหมด หรือช่วงปลายปีที่มีออร์เดอร์เข้าจำนวนมาก ก็ไม่ควรจัดเวิร์คช็อปช่วงนั้น เพราะผู้ประกอบการจะไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

3. ลงมือปฏิบัติงาน
กิจกรรมแรกในโครงการจับคู่ธุรกิจฯ คือการพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการ นักออกแบบ วิทยากร และผู้ดำเนินโครงการ การพบกันครั้งแรกนี้จำเป็นต้องสร้าง “ความประทับใจเมื่อแรกพบ” ให้เกิดขึ้นก่อน เพราะมันจะนำมาซึ่ง “ความน่าเชื่อถือ” อันเป็นหัวใจสำคัญของโครงการระยะยาว ดังนั้น เราจะต้องเลือกสถานที่จัดงานที่ดูดี มีความพร้อม และมีบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหากหน่วยงานของคุณขาดความพร้อมเรื่องสถานที่ ก็ควรขอความร่วมมือด้านสถานที่จากหน่วยงานอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า

Tips จากโครงการจับคู่ธุรกิจ : ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและสถานที่มาก ใส่ใจแม้รายละเอียดเล็กน้อย เช่น บรรยากาศของโรงแรมที่จัดงาน สีและแบบของผ้าปูโต๊ะสัมมนา ราคาค่าเช่าสถานที่ที่คุ้มค่าโดยดูเปรียบเทียบกันหลายๆ แห่ง ฯลฯ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดอีกประการนอกจากเรื่องสถานที่ก็คือ “การเชิญวิทยากร” ซึ่งควรจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับที่ “ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว”

Tips จากโครงการจับคู่ธุรกิจ : ผู้จัดเลือกเชิญ “คุณชเล วุทธานันท์” เจ้าของบริษัทสิ่งทอซาตินผู้สร้างตำนานให้กับแบรนด์ PASAYA, “คุณชนิดา ปรีชาวิทยกุล” ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Senada และ “คุณธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์” ผู้บริหารคนสำคัญจาก Viera by Ragazze มาเป็นวิทยากร เป็นต้น ทั้งนี้ วิทยากรที่เชิญมาควรต้องมีความหลากหลาย ทั้งในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ บุคลิกภาพของแบรนด์ ประเภทของอุตสาหกรรม ฯลฯ รวมทั้งมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ อาทิเช่น คุณชนิดาผู้จบการศึกษามาทางด้านเคมี แต่ด้วยมีความฝันอยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าจึงออกเดินตามความฝันจนประสบความสำเร็จ เป็นต้น

อีกกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนก็คือ ขั้นตอนการ “ละลายพฤติกรรม” เนื่องจากโครงการจับคู่ธุรกิจฯ ทำหน้าที่เป็นเสมือน “แม่สื่อ” ผู้มีพฤติกรรมแบบ “คลุมถุงชน” ดังนั้น การสร้างความคุ้นเคยและความเข้าใจระหว่างกันนับตั้งแต่แรกพบจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

Tips จากโครงการจับคู่ธุรกิจ : ให้นักออกแบบออกมาพูด “ความในใจ” และทัศนคติที่มีต่อผู้ประกอบการเพื่อหาจุดลงตัวในการทำงานร่วมกัน กล่าวคือ นักออกแบบต้องเข้าใจว่า เป้าหมายหลักของผู้ประกอบการคือ สินค้าต้องขายได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า นักออกแบบต้องการสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ดีเพื่อเป็นโอกาสในการหางานต่อไปในอนาคต ดังนั้น หาก “งานขายได้แต่แบบไม่สวย” ก็เท่ากับเป็นการบั่นทอนโอกาสทางอาชีพของนักออกแบบ หรือหาก “งานสวยแต่ขายไม่ออก” ฝ่ายผู้ประกอบการก็จะทำธุรกิจต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผลงานที่ได้ทั้ง “กล่อง” ได้ทั้ง “เงิน”จึงเป็นการบ้านที่นักออกแบบและผู้ประกอบการจะต้องทำร่วมกัน

4. นำเสนอผลงาน
ในขั้นตอนนี้ ทั้งนักออกแบบและผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอผลงานของตนให้อีกฝ่ายรับทราบ โดยฝ่ายผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำ ขณะที่นักออกแบบนำเสนอผลงานในพอร์ตโฟลิโอ จากนั้น จึงเริ่มทำการจับคู่และเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

5. มอบ Design Brief และเซ็นสัญญา
เมื่อทั้งสองฝ่ายเกิดความพึงพอใจระหว่างกันจนกระทั่งเลือกจับคู่กันแล้ว ฝ่ายผู้ประกอบการก็จะมอบ Design Brief ให้กับนักออกแบบ (Design Brief คือ ข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการต้องการออกแบบ อันได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ คำบรรยายผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการผลิต ต้นทุน กลุ่มเป้าหมาย ข้อกำหนดด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ฯลฯ) ซึ่งการที่ฝ่ายผู้ประกอบการจัดทำ Design Brief มาให้ชัดเจนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ได้ถูกต้องตรงกัน หลังจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและเซ็นสัญญาระหว่างกัน (ในขั้นตอนนี้นักออกแบบหนึ่งคนอาจจับคู่กับผู้ประกอบการได้มากกว่าหนึ่งราย หรือผู้ประกอบการหนึ่งรายอาจจับคู่กับนักออกแบบได้มากกว่าหนึ่งคน แล้วแต่ความพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ)

6. ทำความรู้จักกันในเชิงลึก
หลังจากเซ็นสัญญาแล้ว นักออกแบบควรไป “เยี่ยมชมโรงงาน” ของฝ่ายผู้ประกอบการ เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผู้ประกอบการในเชิงลึก อาทิเช่น ไปดูเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเพื่อให้เห็นถึงขีดความสามารถในการผลิต (เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะกำหนดแนวทางการออกแบบ) จากนั้นจึงลงมือทำงานร่วมกัน ซึ่งตลอดระยะเวลาของการทำงานนี้ “การสื่อสารแบบสองทาง” เป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง ฝ่ายนักออกแบบต้องไม่ลืมว่า ผู้ประกอบการคือ ผู้ที่รู้ดีที่สุดคือ รู้ทั้งขั้นตอนการผลิต การตลาด เข้าใจผู้บริโภค ฯลฯ ดังนั้น หากนักออกแบบสื่อสารกับผู้ประกอบการในทุกๆ ขั้นตอนแล้ว ก็จะช่วยกำจัดข้อผิดพลาดต่างๆ ออกไปได้มาก อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวนักออกแบบและผู้ประกอบการด้วย

7. พัฒนาแบบ พบที่ปรึกษา ปรับแก้งาน
เมื่อสื่อสารกันจนมั่นใจแล้วว่าทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน ก็เข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาแบบ โดยในกระบวนการทั้งสองฝ่ายสามารถขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาโครงการฯ ได้เป็นระยะ และสามารถปรับแก้หรือเพิ่มเติมได้ตามสมควร

8. ผลิตผลงานต้นแบบ
เมื่อแบบเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย (นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และที่ปรึกษา) ก็จะเข้าสู่กระบวนการผลิตผลงานต้นแบบ ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการต้องควบคุมดูแลการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานจะออกมาตรงตามแบบที่พัฒนากันไว้ทุกประการ

9. โชว์งาน
ในความเป็นจริงกระบวนการทำงานของโครงการจับคู่ธุรกิจฯ จะเสร็จสิ้นลง ณ ขั้นตอนการผลิตผลงานต้นแบบ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเอื้อกับโครงการอื่นๆ ของ TCDC ทางผู้จัดโครงการฯ จึงตัดสินใจทำนิทรรศการเพื่อโชว์ผลงาน และเดินสายไปตามงานแฟร์ต่างๆ ด้วย อาทิเช่น งาน BIG และงาน SME (รวมทั้งช่วยรับออร์เดอร์ให้ด้วย)

กล่าวกันว่า “การวางแผนที่ดี” ย่อมนำไปสู่ “กระบวนการทำงานที่ดี” และให้ “ผลลัพธ์ที่ดี” ไม่ว่ายุทธศาสตร์การทำงานของคุณจะมุ่งเน้นไปที่ “กระบวนการ” (Process-Oriented) หรือ “ผลลัพธ์” (Result-Oriented) เราเชื่อว่า โมเดลการทำงานข้างต้นนี้น่าจะเป็นประโยชน์และช่วยตอบโจทย์ให้กับธุรกิจของคุณได้บ้างไม่มากก็น้อย

สรุปกระบวนการทำงานตามโมเดลแม่สื่อจับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์
1) รับนโยบาย ตีความ ทำความเข้าใจนโยบาย
2) วางตัวบุคลากรและกำหนดกรอบการทำงาน : กำหนดระยะเวลาและพื้นที่ในการทำงานตามความเหมาะสม
3) ลงมือปฏิบัติงาน : เลือกสถานที่จัดงานและเชิญวิทยากรที่มีความสำเร็จโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมโครงการ
4) นำเสนอผลงานระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการ
5) มอบ Design Brief และเซ็นสัญญา
6) ทำความรู้จักกันในเชิงลึก : นักออกแบบไปเยี่ยมชมโรงงาน ลงมือทำงานร่วมกัน
7) พัฒนาแบบ พบที่ปรึกษา ปรับแก้งาน
8) ผลิตผลงานต้นแบบ
9) โชว์งาน

ที่ปรึกษาโครงการ : อ.จารุพัชร อาชวะสมิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

« Back to Result

  • Published Date: 2011-07-01
  • Resource: www.tcdcconnect.com