Creative Knowledge

« Back to Result | List

“China City Complex” อภิโปรเจ็คท์ “ปั้นน้ำเป็นตัวระดับชาติ”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“เป็นศูนย์การค้าส่งนานาชาติไทย-จีน บนถนนบางนา-ตราด กม.9 ครอบคลุมพื้นที่ 2 ล้านตร.ม. บนเนื้อที่ 250 ไร่ รองรับร้านค้าได้มากกว่า 15,000 ร้านค้า มีมูลค่าการลงทุนถึง 1 หมื่นล้านหยวนหรือราว 4.5 หมื่นล้านบาท”

นับตั้งแต่ โครงการศูนย์การค้าส่งนานาชาติไทย-จีน หรือ China City Complex อภิมหาโปรเจ็คท์จากกลุ่มนักธุรกิจจีนได้เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้เกิดกระแสความหวั่นวิตกอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจไทยทั้งในภาคค้าส่งและค้าปลีก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้ประกอบการไทย ใช่เพียงแต่การแย่งตลาดสินค้าไทยที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในเรื่องราคาเท่านั้น (เราเคยได้รับบทเรียนจากการถูกสินค้าเกษตรจีนบางประเภทเบียดตลาดสินค้าไทยอันเป็นผลพวงจาก “เขตการค้าเสรีไทย-จีน”) แต่กลยุทธ์แบบ “ทำเอง-ขนเอง-ขายเอง-รวยเอง” ของชาติมังกรในครั้งนี้ยังจะส่งผลกระทบในแง่ของภาพลักษณ์ที่มีต่อสินค้าไทย เนื่องจากโครงการนี้อาจใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าออกไปยังประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มาตรฐานด้าน “คุณภาพ” และ “ความปลอดภัย” ของสินค้าจีนนั้น “มีปัญหา” จนเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทำให้การแสวงหาผลประโยชน์บนผืนแผ่นดินไทยในครั้งนี้ร้อนถึงภาคเอกชนไทยจนต้องออกมาเรียกร้องผ่านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทั่งมีการประชุมหารือเพื่อค้นหาแนวทางในการรองรับและศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียด

ตามรอยพยัคฆ์ “อี้อูโมเดล”
โครงการ China City Complex เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง กลุ่มทุนจาก Yiwu International Trade City ร่วมกับ Yunnan-based Cultural Industry (Group) Investment (อาซือหม่ากรุ๊ป) โดยใช้ “อี้อูโมเดล” หรือ โครงการค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ เมืองอี้อู (Yiwu) มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) เป็นแบบอย่างในการขยายการลงทุนมายังต่างประเทศ ทั้งนี้ รายงานของ ผศ.ดร. อักษรศรี พานิชสาสน์ ผอ.ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ใน bizweek และในงานเสวนา “China City Complex วิกฤตหรือโอกาส” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาโดย “สโมสรนักธุรกิจ Dinky Club” ระบุว่า “สาเหตุที่กลุ่มทุนจีนกำลังเคลื่อนย้ายเพื่อลงทุนนอกประเทศมีสาเหตุจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องมาตรฐานสินค้า และเพื่อลบล้างภาพลักษณ์เชิงลบด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน รวมทั้งกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ของจีนยังบังคับให้เจ้าของกิจการต้องให้สวัสดิการลูกจ้างมากขึ้น ทำให้ต้นทุนเรื่องค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังต้องการส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนขยายการลงทุนนอกประเทศเพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อและยังเป็นการกระจายสินค้าราคาถูกและไม่ได้มาตรฐานบางส่วนออกนอกประเทศอีกด้วย”

“ปั้นน้ำเป็นตัว” มุ่ง “จับเสือมือเปล่า”
หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เอสเอ็มอีไทยในอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ รวมทั้งธุรกิจการค้าส่ง-ปลีกของไทย ย่อมจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการ “ทุ่มตลาด” ของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์การค้าหลักอย่างตลาดประตูน้ำและตลาดโบ๊เบ๊ อาจถึงกับต้องล้มหายตายจากกันไปเลยทีเดียว ซึ่งภายใต้ข้อตกลง “เขตการค้าเสรี” ไทยเราไม่สามารถปิดกั้นการเคลื่อนย้ายสินค้าจากจีนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าอภิมหาโปรเจ็คท์มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาทนี้จะกลับกลายเป็นเพียงแค่ “งิ้ว” ฉากหนึ่งของนักธุรกิจจีนผู้มีพฤติกรรม “จับเสือมือเปล่า” เท่านั้น เพราะตามที่ ผศ.ดร.อักษรศรีผู้เชี่ยวชาญด้าน “ทุนจีน” ได้ชี้แจ้งถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ก็ปรากฏว่า เป็นโครงการที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง!

ที่ว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงนั้นเป็นเพราะทางอาซือหม่ากรุ๊ปยังไม่สามารถหาหุ้นส่วนคนไทยอีก 51% ได้ (ตามกฎหมายของไทยเรื่องการลงทุนของบริษัทต่างชาติ) รวมทั้งทาง Yiwu International Trade City เองก็ไม่รับรู้เรื่องการขยายการลงทุนมายังประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้การกล่าวถึง “อี้อูโมเดล” นั้นกลายเป็นเพียงการอ้างชื่อแต่เพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ดินสำหรับการก่อสร้างโครงการในย่านถ.บางนา-ตราด แม้จะมีการวางมัดจำไว้แล้วก็ยังไม่ได้มีการตกลงซื้อ-ขายแต่อย่างใด (ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย กำลังตรวจสอบที่ตั้งที่แน่นอนของโครงการว่าอยู่ในเขตห้ามสร้างอาคารพาณิชยกรรมขนาดเกิน 300 ตารางเมตร ตามกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมืองของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ซึ่งหากขัดกับข้อกฎหมายและโครงการได้เริ่มก่อสร้างจริง ทางสมาคมฯ ก็จะเป็นตัวแทนในการฟ้องร้องต่อไป) ขณะเดียวกัน ทางสถานทูตจีนในประเทศไทยก็ได้แสดงความไม่สบายใจต่อโครงการ และยังไม่รับรองความน่าเชื่อถือของโครงการนี้อีกด้วย โดยชี้แจงว่ารัฐบาลจีนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

การทำธุรกิจแบบ “จับเสือมือเปล่า” ด้วยยุทธวิธี “ปั้นน้ำเป็นตัว” ครั้งนี้เปิดฉากด้วยการจัดงานเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในหมายกำหนดการเชิญมีชื่อของบุคคลสำคัญระดับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ มาเป็นประธานเปิดงานทั้งที่ยังไม่ได้มีการตอบรับ แถมยังระบุว่าได้เชิญ รมต.เศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมาร่วมงานด้วย (ผู้ได้รับเชิญทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้ไปร่วมงาน รวมทั้งท่านทูตจีนและเลขาฯ บีโอไอ มีเพียงนายซู่ หนิง หนิง เลขาธิการ China-Asean Business Council เท่านั้นที่มาเนื่องจากเข้าใจว่าจะมาร่วม business forum) ขณะเดียวกัน นักธุรกิจจากเมืองอี้อูราว 50 คนที่มาร่วมงานต่างก็เข้าใจว่าพื้นที่ในโครงการฯ นั้นพร้อมสำหรับการจับจองแล้ว ซึ่งหากนักธุรกิจกลุ่มนี้สามารถเชิญบุคคลดังกล่าวมาร่วมงานได้สำเร็จ ก็จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองเพื่อนำไปโร้ดโชว์ที่ประเทศจีนต่อไป

หลงทางเสียเวลา หลงอาซือหม่าเสียมากกว่านั้น
ผศ.ดร.อักษรศรียังชวนให้เราฉุกคิดถึงถ้อยคำชวนเชื่อของอาซือหม่ากรุ๊ปที่ว่า โครงการนี้จะเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย โดย China City Complex จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างไทย-จีนนั้น หากพิจารณาให้ดี การที่ผู้คนหลั่งไหลไปเมืองอี้อูนั้นก็เพื่อไปซื้อสินค้าจีน ไม่ใช่สินค้าไทย (แม้แต่คนไทยเองยังไปซื้อสินค้าที่นั่น) ดังนั้น ข้อแก้ตัวที่ว่าจะเอาสินค้าไทยไปขายที่เมืองอี้อูจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งยังมีแต่จะฉุดให้ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยตกต่ำลง ดังเช่นกรณีที่ศูนย์การค้าซินหลอซือวาน ในเมืองคุนหมิงได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพฯ ของไทยไปขาย ปรากฏว่านักช็อปในศูนย์การค้าแห่งนั้นเป็นตลาดระดับล่างที่นิยมซื้อของโหล จึงทำให้สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพฯ เสียภาพลักษณ์ ทั้งนี้ ผศ.ดร.อักษรศรียังกล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า แม้เราจะจับไต๋โครงการ China City Complex ครั้งนี้ได้ ทว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเพียง “หนังตัวอย่าง” เท่านั้น ในอนาคตเชื่อว่าจะมีโครงการหรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจแบบแปลกๆ ทำนองนี้ผุดขึ้นอีกมากมาย ดังนั้นขอให้ผู้ประกอบการไทยจับตามองการลงทุนของกลุ่มทุนจีนไว้ให้ดีว่าการเคลื่อนย้ายทุนนั้นจะมาในรูปแบบใด

แพงไม่ว่า คุณค่าอยู่ที่ “ไอเดีย + คุณภาพ”
กรณีดังกล่าวคงพอทำให้เรามองเห็น “ความเคลื่อนไหว” ของผู้ที่เป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้าได้ชัดเจนขึ้น เท่าที่ผ่านมา เราโอดครวญกันถึงเรื่องต้นทุนการผลิตที่เราไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากจีนได้ ณ วันนี้ ไม่เพียงแต่เราจะแข่งไม่ได้ แต่เหล่าพยัคฆ์ธุรกิจข้ามชาติยังจดจ้องที่จะรุกคืบและกระโจนใส่เราด้วยยุทธวิธีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องกระทำอย่างเร่งด่วนก็คือการสร้างเกราะป้องกันให้กับฐานที่มั่นของตน ขณะนี้ตลาดต่างประเทศหลายแห่งยังคงพอใจกับสินค้าไทยมากกว่า (เนื่องจากมีคุณภาพดีกว่า) แต่ในวินาทีที่คู่แข่งกำลังเร่งปรับกระบวนยุทธ์มุ่งสู่สินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้น หากเรายังไม่รีบถีบตัวเองให้ไกลออกไปอีกด้วย “ไอเดีย” และ “ความสร้างสรรค์” ในไม่ช้าเราก็คงเสียท่าเสือร้ายจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้นเดียว

เครดิตข้อมูล :
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=60292:48&catid=85:2009-02-08-11-22-45&Itemid=417
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=59386:2011-03-16-06-29-24&catid=87:2009-02-08-11-23-26&Itemid=423
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000021457

เครดิตภาพ:
http://thailandisheartofasia.blogspot.com/2011/01/china-city-complex.html
http://img822.imageshack.us/img822/9905/87757722.jpg
http://www.amandaiec.com/images/china-yiwu-international-trade-city.jpg
http://www.yiwuchina.org/info/upload/market_img4.jpg

« Back to Result

  • Published Date: 2011-05-30
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี