Creative Knowledge

« Back to Result | List

REALITY DREAM BUSINESS – รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม (ตอนที่ 4)

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์, พลอย มัลลิกะมาส, ชัชรพล เพ็ญโฉม

ในช่วง 5-8 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแขกได้มากกว่า 100-200 ห้องเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ “บูติกโฮเต็ล” ที่มีห้องพักเพียงแค่หลักสิบ (หรือน้อยกว่า) กลับมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เสน่ห์ดึงดูดใจของ “บูติกโฮเต็ล” เหล่านี้อยู่ที่การออกแบบสร้างสรรค์ “บรรยากาศ” ภายในให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ (ไม่ได้เน้นแค่เพียงความสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการเชิง “Lifestyle” ของแขกที่มาพักด้วย)

แต่ใช่ว่าธุรกิจนี้จะเป็นอะไรที่ใหม่เอี่ยมอ่องกันทั้งหมด เพราะอันที่จริงแล้วบูติกโฮเต็ลหลายๆ แห่งในสมัยนี้ก็คือ “โรงแรมขนาดเล็กในสมัยก่อน” (ที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับโรงแรมขนาดใหญ่ ต่างกันก็ตรงที่มีจำนวนห้องน้อยกว่าเท่านั้น) แต่เมื่อยุคสมัยและพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไป โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ก็จำต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด นี่คือที่มาอันหนึ่งของการ “ปะแป้งแต่งตัว” และให้นิยามตัวเองใหม่ว่าเป็น “บูติกโฮเต็ล”

นอกจากนั้น บูติกโฮเต็ลยังอาจเกิดขึ้นจากการ “กลายพันธุ์” ของสถานประกอบการและอาคารบ้านเรือนสไตล์อื่นๆ ในอดีต ที่ทุกวันนี้ต่างทยอยเปลี่ยนโฉมหน้า (และฟังก์ชั่น) กลายเป็นธุรกิจ “Culture & Hospitality” เกาะกระแสวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบ “มีสไตล์” ที่กำลังบูมสุดๆ ในขณะนี้

TCDCCONNECT ขอพาคุณเดินทางไปเยี่ยมเยียน “โรงแรมเก๋ในย่านเมืองเก่า” อันได้แก่ พระนครนอนเล่น, เฟื่องนคร, เดอะ ภูธร และดิ อัษฎางค์ เพื่อค้นหาว่า บูติกโฮเต็ลชื่อเก๋พวกนี้มันต้องการสูตรสำเร็จอะไรบ้าง...

กลุ่มธุรกิจที่ 4 : บูติกโฮเต็ล
กรณีศึกษาที่ 1 - โรงแรมพระนครนอนเล่น

ความเป็นมา
หลังจากได้เป็นเจ้าของอาคารเก่าหลังหนึ่งในย่านเทเวศร์ คุณโรส วริศรา มหากายี ตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารนี้ให้เป็นหอพักสำหรับกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด (ที่ต้องเข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ) ดังนั้น แนวคิดแรกเริ่มทางการออกแบบก็คือ การเปลี่ยนสภาพตึกเก่าทรุดโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่ต้นไม้ล้อมรอบ มีบรรยากาศเงียบสงบเพื่อให้แขกต่างจังหวัดได้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับบ้าน แต่ด้วยความพิถีพิถันส่วนตัวทางด้านการตกแต่งทำให้งบประมาณไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ คุณโรสจึงเบนเข็มปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ให้เป็นบูติกโฮเต็ล โดยเธอได้เพิ่ม “พื้นที่ส่วนกลาง” ให้แขกสามารถใช้พักผ่อน ทานอาหาร นั่งเล่น และทำกิจกรรมต่างๆ ได้

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
สิ่งสำคัญที่ทำให้ “พระนครนอนเล่น” แห่งนี้มีความแตกต่างจากบูติกโฮเต็ลอื่นๆ ก็คือ การนำ “หัวใจสีเขียว” เข้าไปผนวกกับการทำโรงแรม ณ ที่แห่งนี้ คุณโรสไม่ได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่เธอได้นำแนวคิด “การออกแบบอย่างยั่งยืน” (Sustainable Design) เข้าไปสอดแทรกในทุกรายละเอียดเท่าที่ทำจะได้ อาทิเช่น
1. ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของตึกเก่าให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการดัดแปลง ต่อเติม เพื่อรักษาจิตวิญญาณของอาคารเก่าที่สวยงามเอาไว้
2. เฟอร์นิเจอร์ในโรงแรมส่วนใหญ่เกิดจากการนำเฟอร์นิเจอร์เก่าหรือไม้เก่ามาปรับปรุงให้ใช้งานได้เต็มร้อย
3. ผ้าม่านที่ใช้ภายในห้องพักมาจากการตัดเย็บเศษผ้าให้กลายเป็นผ้าผืนใหญ่
4. การเพ้นท์สีผนังภายในโรงแรมตั้งใจให้มีกลิ่นอายของความเป็นต่างจังหวัด ในขณะที่บรรยากาศโดยรวมจะแฝงไว้ซึ่งความสงบและร่มรื่น (แม้กระทั่งทางเชื่อมของแต่ละอาคารก็จะมีต้นไม้ปกคลุมโดยตลอด)
5. การดัดแปลงที่ว่างบนดาดฟ้าให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัว เช่น ต้นกระเพรา, โหระพา, กระเจี๊ยบ, ผักสลัดต่างๆ ซึ่งคุณโรสได้นำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการประกอบอาหารสำหรับแขกในโรงแรมด้วย

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
แม้ว่าการแข่งขันของบูติกโฮเต็ลจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่ “พระนครนอนเล่น” ก็มีข้อได้เปรียบตรงที่ได้เลือกแนวคิดสีเขียวและความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินกิจการ จุดนี้ทำให้โรงแรมมีกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะและชัดเจนมาก อีกทั้ง “ทำเลที่ตั้ง” ซึ่งแฝงตัวอยู่ในชุมชนเก่าย่านเทเวศร์ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อ เพราะแขกที่มาเข้าพักสามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตชาวบ้านได้อย่างเต็มที่ (ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากในเมืองกรุงปัจจุบัน)

เคล็ดลับของ “พระนครนอนเล่น”
- ปลูกฝังให้พนักงานทุกคนเข้าใจถึงแนวคิดสำคัญของผู้เป็นเจ้าของ เช่น ตัวคุณโรสเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ การอยู่ร่วมกัน และการเกื้อกูลกัน เธอจึงพยายามทำให้พนักงานทุกคนได้เข้าใจและซึมซับในหลักคิดนี้ด้วย ที่พระนครนอนเล่นพนักงานทุกคนจะมีโอกาสหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไปช่วยกันปลูกผักบนดาดฟ้า ทำให้แต่ละฝ่ายมีโอกาสพูดคุยสนทนากัน ได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในเนื้องานของกันและกัน คุณโรสเล่าว่า “วิถีแห่งธรรมชาติ” นี้ จะช่วยให้ทีมงานทุกคนมีความเอื้อเฟื้อต่อกันและเข้าถึงตัวตนของโรงแรมได้มากขึ้นด้วย
- สร้าง Brand Experience แบบ 360 องศา แนวคิดของโรงแรมควรได้รับการถ่ายทอดผ่านทางทุกสัมผัส ทั้งรูป (การตกแต่งสถานที่), รส (อาหารออร์แกนิค), กลิ่น (กลิ่นต้นไม้ดอกไม้และไอดินจากธรรมชาติ), เสียง (ความเงียบสงบ, เสียงนกร้องตอนเช้า), และสัมผัส (การบริการของพนักงาน)
- Word of Mouth คือ เครื่องมือทางการตลาดที่มีความหมายมากสำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ลูกค้าประจำของพระนครนอนเล่นส่วนมากจะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตและความสนใจที่สอดคล้องกันกับทางโรงแรม ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณวริศรา มหากายี (คุณโรส)
ขนาดพื้นที่ : 280 ตารางวา
ปีที่เปิดให้บริการ : ปี 2548
งบประมาณเริ่มต้น : 7 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่)
อัตราค่าบริการ : 1800 บาท ขึ้นไปต่อคืน
ระยะเวลาคืนทุน : ไม่มีการตั้งเป้าไว้
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : 5 คน
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : 26 คน
โครงการในอนาคต : Home Stay ที่เกาะลิบง

ข้อมูลการติดต่อ
www.phranakorn-nornlen.com

กรณีศึกษาที่ 2 - โรงแรมเฟื่องนคร
ความเป็นมา
จากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวของคุณธันยาภรณ์ เปี่ยมวิริยะกุล ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินผืนย่อมบนถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ ซึ่งอดีตเคยเป็น “โรงเรียนประถม” เก่าแก่ แรกเริ่มเดิมทีนั้น พ่อของคุณธันยาภรณ์ตั้งใจจะทำเป็นที่จอดรถให้เช่า (เนื่องจากเห็นช่องว่างทางธุรกิจที่จะสร้างรายได้แบบชัวร์ๆ ในย่านนั้น) แต่ด้วยความที่ฝ่ายคุณแม่ไม่ต้องการจะทุบอาคารเดิมทิ้ง จึงคิดว่า น่าจะปรับปรุงโครงสร้างเดิมแล้วทำเป็นหอพัก อย่างไรก็ดี เมื่อทุกคนในครอบครัวพิจารณาถึงทำเลที่ตั้ง ต้นทุน งบประมาณ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่า “ธุรกิจบูติกโฮเต็ลน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด” นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ “เฟื่องนคร” บูติกโฮเต็ลสไตล์น่ารักน่าพัก ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นโอเอซิสน้อยๆ ของคนไกลบ้านบนเกาะรัตนโกสินทร์

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
นอกจากทำเลที่ตั้งบนถนนเฟื่องนครซึ่งได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในทำเลทองของเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว (อยู่ใกล้ชิดกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ เช่น วัดพระแก้ว ,วัดราชบพิธ, วัดสุทัศน์, ศาลหลักเมือง, เสาชิงช้า, วัดโพธิ์, ท่าเตียน, แพร่งภูธร, แพร่งนรา ฯลฯ) โรงแรมเฟื่องนครยังได้เปรียบที่พักเจ้าอื่นๆ ในละแวกเดียวกันด้วยเรื่องของขนาด บรรยากาศ ความเงียบสงบ ตลอดจนพื้นที่สีเขียวของสวนสวยส่วนกลาง ความรู้สึกของ “โอเอซิสกลางเมือง” นี้ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้าพักได้อย่างมาก (น้อยคนนักจะคาดคิดว่า ณ ใจกลางย่านเกาะรัตนโกสินทร์จะมีที่พักที่ให้บรรยากาศแบบนี้ตั้งอยู่)

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
แม้จะเปิดบริการมาได้ไม่ถึงครึ่งปี แต่ด้วยความที่มี “ทำเลที่ตั้งที่ดี” บวกกับ “กลยุทธ์ทางการตลาด” ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยใช้การติดต่อประชาสัมพันธ์ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้โรงแรมน้องใหม่แห่งนี้ดำเนินธุรกิจแบบเหนือความคาดหมาย ทำสถิติห้องพักเต็มทั้ง 41 ห้องในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เคล็ดลับของ ‘เฟื่องนคร’
- คุณสมบัติสำคัญของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการบูติกโฮเต็ล คือ ต้องเป็นคนที่มีใจรักในงานบริการ ชอบพบปะเจอะเจอพูดคุยกับผู้คน มีความอดทนสูง ใจเย็น และเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพราะงานโรงแรมเป็นงานที่มีเรื่องจุกจิกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวอาคาร ห้องพัก บุคลากร ฯลฯ
- รูปภาพและภาพถ่ายที่สวยงามเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับโรงแรมหน้าใหม่ เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตัดสินใจเลือกที่พักจากภาพถ่ายที่ได้เห็น
- ในปัจจุบัน Social Network มีความสำคัญมากกับธุรกิจโรงแรม เพราะหากลูกค้าได้รับการบริการที่ประทับใจก็จะนำไปสู่การเขียนรีวิวให้ใน Blog และ Website ต่างๆ

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณธันยาภรณ์ เปี่ยมวิริยะกุล
ปีที่เปิดให้บริการ : ตุลาคม ปี 2553
งบประมาณเริ่มต้น : 30 ล้าน (เฉพาะค่าปรับปรุงและซ่อมแซม)
อัตราค่าบริการ : 750 – 3,750 บาท
ระยะเวลาคืนทุน : 4 – 5 ปี
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : 4 คน
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : 13 คน
โครงการในอนาคต : หาที่ดินเพิ่มเติมในย่านเดียวกันนี้เพื่อทำโครงการใหม่

กรณีศึกษาที่ 3 “เดอะ ภูธร” และ “ดิ อัษฎางค์”
ความเป็นมา
เรื่องราวของ เดอะภูธร เริ่มต้นขึ้นจากความหลงใหลในการเดินทางท่องเที่ยวของสองสถาปนิกคู่สามีภรรยา คุณจิตรลดา และ คุณดิเรก เส็งหลวง ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงแรมที่ดัดแปลงมาจากอาคารเก่าแก่รูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ปราสาทเก่า บ้านพักแบบโฮมสเตย์ ฯลฯ จนกระทั่งวันหนึ่ง ดวงชะตาของผู้หลงเสน่ห์อาคารเก่ากับตึกร้างคร่ำคร่าบนถนนแพร่งภูธรก็ได้โคจรมาพบกัน มิต้องสงสัยว่าสถาปนิกทั้งสองเกิดอาการ “ตกหลุมรัก” ตึกร้างหลังนั้นในทันที และหมายใจว่า จะบูรณะเป็นสำนักงานในอนาคต แต่ค่าที่ชอบเที่ยวและรักการพบปะต้อนรับผู้คนเป็นนิสัย อีกทั้งยังพอมีประสบการณ์ด้านการออกแบบโรงแรมหลายแห่ง “เดอะ ภูธร” บูติกโฮเต็ลขนาด 3 ห้องนอน จึงถือกำเนิดขึ้นแทนที่ออฟฟิศ ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา ดิ อัษฎางค์ ซิซเตอร์โฮเต็ล จะได้ฤกษ์คลานตามออกมา

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวการชุบชีวิตอาคารเก่าในย่าน ‘Old town Bangkok’ ให้กลายเป็น “บูติกโฮเต็ลสไตล์โคโลเนียล” เราก็มั่นใจว่า งานนี้ “ขายได้” แน่นอน ยิ่งเมื่อผนวกกับการบริการที่เจ้าของดูแลเองทั้งหมด ก็ยิ่งทำให้ที่พักขนาด 3 ห้องของ “เดอะ ภูธร” นี้ถูกจองเต็มตลอดแทบจะทั้งปี (สินค้าสมัยนี้ยิ่งได้มายากยิ่งให้ความรู้สึกพิเศษ) ทั้งนี้คุณจิตรลดาเล่าให้เราฟังว่า ในการให้บริการแขกผู้เข้าพักเธอจะยึดคอนเซ็ปท์ ‘Customise’ เป็นหลัก นั่นก็คือ การทำความรู้จักกับแขกและใส่ใจในรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิเช่น หากทราบว่าแขกมีอาชีพเป็นเชฟ เธอก็จะวางหนังสือเกี่ยวกับการทำอาหารไว้ในห้อง หรือหากพบว่า แขกถือหนังสือโขนอยู่ในมือ ก็จะแนะนำสถานที่ชมโขนให้โดยไม่ต้องรอให้แขกร้องขอ ซึ่งการบริการเหล่านี้เกิดขึ้นจากตัวตนข้างในของเธอที่มีนิสัยชอบดูแลผู้อื่น และมีความละเมียดละไมกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

นอกจากนั้น การที่โรงแรมมีทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และมีจำนวนห้องน้อยมาก (เดอะ ภูธร มี 3 ห้อง, ดิ อัษฎางค์ มี 9 ห้อง) ก็เป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้แขกผู้เข้าพักรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ถูกใจผู้ที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและผู้ที่ต้องการความแตกต่าง รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในแบบ Slow travel ด้วย

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
ด้วยจำนวนห้องที่จำกัดและทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวระดับ ‘Must-see’ รวมถึงสไตล์การตกแต่งและการบริการที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้ง เดอะ ภูธร และ ดิ อัษฎางค์ จะได้ต้อนรับแขกแบบเต็มๆ ตลอดทั้งปีแน่นอน

เคล็ดลับของ “เดอะ ภูธร” และ “ดิ อัษฎางค์”
- หากต้องการจะบูรณะอาคารเก่าเพื่อประโยชน์ใช้สอยใหม่ จะต้องเผื่อเวลาและเงินทุนไว้พอสมควร เนื่องจากการซ่อมแซมอาคารเก่าไม่สามารถเขียนแบบได้ละเอียดเหมือนกับอาคารใหม่ อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบคือ ในระหว่างการซ่อมแซมนั้นมักจะมีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ
- ในการทำบูติกโฮเต็ลขนาดเล็ก เจ้าของสามารถยกเฟอร์นิเจอร์หรือของสะสมที่บ้านมาประยุกต์ใช้ตกแต่งโรงแรมได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้อารมณ์อย่างที่ต้องการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ
- การดูแลรายละเอียดทุกอย่างทุกขั้นตอนด้วยตนเองจะทำให้เจ้าของธุรกิจได้เรียนรู้งานทั้งระบบ และสามารถกำหนดทิศทางการทำงานให้เข้ากับความเป็นตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดบรรทัดฐานของโรงแรมทั่วไป อาทิเช่น การไม่มีเคาน์เตอร์เช็คอินแต่มีโซฟารับแขกแทน เป็นต้น
- จงทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ใส่ความเป็นตัวตนลงไปให้เต็มที่ เพื่อให้โรงแรมมีบุคลิกที่โดดเด่นเฉพาะตัว
- การเดินทางท่องเที่ยวให้แรงบันดาลใจใหม่ๆ เสมอ
- แก้ไขปัญหาเรื่องพนักงานเข้า-ออกบ่อยด้วยการจ้างสำรองไว้

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณจิตรลดา เส็งหลวง และ คุณดิเรก เส็งหลวง
สถานที่ตั้ง : เดอะ ภูธร ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ, ดิ อัษฎางค์ ถนนอัษฎางค์ แขวงวังบูรพาภิรมย์ ทั้งสองแห่งอยู่ในเขตพระนคร
ขนาดโรงแรม : เดอะภูธร ขนาด 3 ห้อง, ดิ อัษฎางค์ ขนาด 9 ห้อง (ลักษณะอาคารเป็นห้องแถวเก่า)
ปีที่เปิดให้บริการ : เดอะ ภูธร ปี 2552, ดิ อัษฎางค์ ปี 2554
งบประมาณเริ่มต้น : ไม่ได้เก็บตัวเลขไว้ แต่น่าจะเป็นเลขเจ็ดหลัก
อัตราค่าบริการ : ราคาห้องพักเริ่มต้นที่เดอะ ภูธร 3,600 บาท, ที่ดิ อัษฎางค์ 2,800 บาท ระยะเวลาคืนทุน : เนื่องจากไม่มีงบลงทุนแน่ชัด จึงไม่ได้คำนวณไว้
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : ไม่แน่นอน (เพราะมีพนักงานเข้า-ออกตลอดเวลา)
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : วางแผนให้มี 8 - 10 คน (สลับกันดูแลทั้ง 2 แห่ง)
โครงการในอนาคต : หาพื้นที่ริมแม่น้ำหรือต่างจังหวัดเพื่อเปิดโรงแรมเพิ่มอีก

ข้อมูลการติดต่อ
เดอะ ภูธร
96-98 ถ.แพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. 0 2622-2270, 08-5180-7100
e-mail:
info@thebhuthorn.com
http://www.thebhuthorn.com/

ดิ อัษฎางค์
94 ถ.อัษฎางค์ วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. 08-5180-7100
e-mail:
info@theasadang.com
http://www.theasadang.com/

อ่านเรื่องในหัวข้อเดียวกัน :
REALITY DREAM BUSINESS - รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม (ตอนที่ 1) ร้านกาแฟและเบเกอรี่
REALITY DREAM BUSINESS - รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม (ตอนที่ 2) ร้านหนังสือขนาดเล็ก
REALITY DREAM BUSINESS - รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม (ตอนที่ 3) ร้านดอกไม้



« Back to Result

  • Published Date: 2011-05-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี