Articles

« Back to Result | List

ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน VS ค่าของงานอยู่ที่ใครเป็นคนทำ – เทรนด์การตลาดบน “ชื่อเสียงของตัวบุคคล”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

คุณเคยสังเกตไหมครับว่า เวลาคุณอ่านบทความภาษาอังกฤษ ผู้เขียนมักจะขึ้นต้นด้วยเรื่องราวของใครคนหนึ่งที่ผูกโยงกับเรื่องที่เขากำลังจะเขียน เวลาไปรับประทานอาหารฝรั่ง (เช่น ฝรั่งเศสหรืออิตาเลียน) คุณจะได้รู้จักกับ “เชฟ” (หรืออย่างน้อยก็ชื่อของเชฟ) พร้อมเมนูพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือและประสบการณ์ของเขา หรือเวลาไปพักโรงแรม (โดยเฉพาะพวกบูติกโฮเต็ล) คุณก็จะได้รู้ว่าใครเป็นคนออกแบบห้องพักของคุณ

นี่อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมตะวันตกเขาเน้นคุณค่าเรื่อง “ตัวบุคคล” (humanism) และนิยมความเป็น “ปัจเจกบุคคล” ครับ (Individualism, Subjective society) ขณะที่วัฒนธรรมตะวันออกของเราซึ่งมีรากฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม (ที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก) จะยึดถือคุณค่าของความเป็นหมู่คณะ (Collective society) มากกว่า ฉะนั้น คนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ จึงไม่ค่อยได้รู้จักกับชื่อแม่ครัว-พ่อครัว หรือชื่อของมัณฑนากร สถาปนิก หรือนักออกแบบเป็นรายบุคคลเท่าไร่นัก (ถ้าไม่ดังจริงๆ)

อย่างไรก็ตาม โลกนี้ไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่หรอกจริงไหมครับ วัฒนธรรมตะวันตก-ตะวันออกที่ถ่ายเทกันไปมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันก็ยังคงถ่ายเทกันเรื่อยๆ เหมือนเดิม สมัยอยุธยามีทองหยิบทองหยอด (จากโปรตุเกส) ให้คนยุคนั้นได้ลองชิมฉันใด กรุงเทพฯ ยุคนี้ก็มี มาการง วางหราอยู่ในจานขนมฉันนั้น

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในยุคสมัยนี้ก็คือ การถือกำเนิดขึ้นของเบเกอรี่และ tea room สัญชาติไทยมากมาย ที่เจ้าของร้าน (ซึ่งมักจบจากสถาบันสอนทำอาหารระดับโลกอย่าง Le Gordon Bleu) เป็นผู้ทำขนมเอง ทั้งยังมักจะสร้างสรรค์สูตรเฉพาะของตัวเอง (อันเป็นวัฒนธรรมของการทำครัวแบบฝรั่งเศส) และโปรโมทมันไปพร้อมๆ กับร้าน (และชื่อเจ้าของร้านด้วย) ตรงนี้ถือว่า เป็นผลดีกับการสร้างแบรนด์เป็นอย่างยิ่ง เพราะการเน้นชื่อร้านและชื่อเจ้าของร้านนั้นเข้าข่ายการสร้างแบรนด์แบบ Cultural Branding ครับ มันเป็นการขายที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสินค้าเท่านั้น แต่ยังขายไกลไปถึงไลฟ์สไตล์โน่นเลยทีเดียว

เมื่อมีไลฟ์สไตล์เป็นโจทย์ จึงต้องมีการ “บอกเล่าเรื่องราว” เกี่ยวกับตัวโพรดักส์ให้น่าสนใจ (จริงบ้าง-แต่งบ้าง?) เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์และชักนำผู้บริโภคให้มาอยู่ในโลกของแบรนด์นั้นๆ นัยว่า ถ้าอยากได้ mood แบบนี้ต้องไปนั่งร้านนี้ อยากอยู่ใน crowd แบบนี้ต้องไปร้านโน้น หรือหากได้กลิ่นกำยานขึ้นมา คุณจะนึกถึงร้านนี้ทันที อะไรประมาณนั้น

ดังนั้น ถ้าพูดกันถึง “ร้านอาหาร” จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ จะได้รู้จักกับ “เชฟ” พร้อมเรื่องราวสารพันที่จะทำให้เรารู้จักตัวเขาและอาหารของเขามากขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจตัวอย่างหนึ่งก็คือ La Table de Tee ร้านอาหารฝรั่งเศสที่มี “เชฟชาตรี” เชฟหนุ่มวัยเพียง 25 ที่มีประสบการณ์จากร้านอาหารระดับ Michelin Star ในกรุงลอนดอนเป็นเจ้าของ (ปัจจุบันร้านนี้กำลังก้าวขึ้นสู่ทำเนียบร้านอาหารฝรั่งเศสยอดฮิต เห็นได้จากจำนวนแฟนๆ ใน facebook ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) La Table de Tee นำเสนออาหารในรูปแบบ fixed menu สไตล์ chef’s table คือไม่มีเมนูให้เลือกแต่จะเปลี่ยนไปทุกๆ สัปดาห์ตามแต่เชฟจะสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งลูกค้าจะสามารถติดตามเมนูได้จากการโทรถามหรืออัพเดทจากเว็บไซต์และหน้าเพจในเฟซบุ๊ค ที่เชฟชาตรีใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

แม้เรื่องการโปรโมทตัวบุคคลในเมืองไทยจะยังดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ในเมืองที่รุ่มรวยสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างกรุงปารีส ชื่อ (และฝีมือการออกแบบ) ของดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Chirstian Lacroix ได้เคยถูกนำมาเป็นจุดขายของโรงแรมบูติโฮเต็ลแล้วถึง 2 แห่ง นั่นคือ Hotel du Petit Moulin และ Hotel Notre Dame เอาเป็นว่าแค่ชื่อของดีไซเนอร์ระดับ Haute Couture ก็ทำให้โรงแรมทั้งสองกลายเป็นที่พักยอดนิยมสำหรับคนที่ “เสพสไตล์” เป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต

Hotel du Petit Moulin นี้เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการแนะนำจาก Louis Vuitton Guidebook ซึ่งในไกด์บุ๊คเล่มนี้คุณจะพบว่าแทบทุกโรงแรมที่เขากล่าวถึง จะปรากฏชื่อของดีไซเนอร์ผู้ออกแบบเสมอ (ทั้งที่เรารู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง) ส่วนร้านอาหารที่แนะนำก็จะมีชื่อเชฟและสไตล์การปรุงอาหารบอกเล่าไว้ด้วยตลอด ประมาณว่า ถ้าใครชอบแนวทางของดีไซเนอร์คนนี้ก็เป็นอันรู้กันว่าควรจะพักโรงแรมนี้ หรือใครชอบทานอาหารรสไหนสูตรไหนก็ต้องตามไปกินกันให้ถูกร้าน พูดง่ายๆ คือลูกค้าจะรู้ทันทีว่าจะได้สัมผัสกับอะไรบ้างเมื่อไปพักหรือรับประทานอาหารในร้านที่ไกด์บุ๊คแนะนำมา (เพราะทั้งดีไซเนอร์และเชฟเหล่านี้ได้แสดงอัตลักษณ์ (Identity) หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Signature) ไว้ให้เห็นอย่างโดดเด่นแล้วในอดีต)

ความจริงในเมืองไทยก็เคยมีโรงแรมอย่าง “Reflection” (บูติกโฮเต็ล) ที่แต่ละห้องออกแบบโดยศิลปินเกือบ 20 คน แม้ปัจจุบันโรงแรมนี้จะกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่พวกเราคงพอจำกันได้ว่ามันเป็นโรงแรมที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการไม่น้อย (แถมเป็นผู้จุดระเบิดเทรนด์การเชิญศิลปิน / ดีไซเนอร์ / เซเล็บบริตี้ ให้มาตกแต่งห้องพักในสไตล์ส่วนตั๊วส่วนตัว)

สรุปว่า ถ้าคุณเป็นนักสร้างสรรค์ที่มีฝีมือจริงๆ แล้วล่ะก็ คุณก็น่าจะลองโปรโมท “ความเป็นตัวตน” ของคุณให้สาธารณชนได้รับรู้ด้วย เริ่มจากการหยิบเอาฝีมือและเอกลักษณ์เด่นๆ ของคุณเป็นตัวตั้ง ผมเชื่อว่าในโลกยุคที่ผู้บริโภคเสพติดไลฟ์สไตล์ ยังไงก็ต้องมีคนตามไปอุดหนุน “แนว” ของคุณแน่นอนครั

เครดิตรูปภาพ:
http://en.wikipedia.org/wiki/Macaron http://www.latabledetee.com/http://www.luxecityguides.com/images/gallery/full/luxe_le_petit_moulin_paris_room402_hotel_120_1119.jpghttp://www.quirkytravel.com/Paris%20Moulin.jpg http://www.linternaute.com/paris/magazine/photo/10-hotels-design-a-paris/image/hotel-petit-moulin-iiie-arr-278763.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2011-03-24
  • Resource: www.tcdcconnect.com