Articles

« Back to Result | List

โอกาสของ “วัสดุไทย” เมื่อแบรนด์หรูมุ่งสู่วิถีสีเขียว

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

แฟชั่นนิสต้าและดีไซเนอร์ครับ…คุณจะแปลกใจไหมถ้าผมกำลังบอกคุณว่าบรรดาแบรนด์หรูกำลังทยอยเปลี่ยนรันเวย์ของเหล่านางแบบ-นายแบบให้เป็นสีเขียว?

ความจริงรันเวย์ก็ยังเป็นสีขาว สีดำ และสีอื่นๆ เหมือนเดิมแหละครับ ผมกำลังแค่เปรียบเปรยเท่านั้นเอง เพราะมีข่าวในวงการแฟชั่นที่น่าประหลาดใจไม่น้อยเมื่อได้ยินว่า “ลักชูรี่แบรนด์” กำลังหันมาสนใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม! ซึ่งปกติแล้วเหล่าลักชูรี่แบรนด์พวกนี้มักตกเป็นจำเลยในข้อหาเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมมากกว่า อย่างเช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิสัตว์ (จากการใช้ขนสัตว์) ปัญหาด้านจริยธรรม ฯลฯ ดังนั้น เมื่อแบรนด์ดังระดับโลกอย่างแบรนด์ในกลุ่ม Gucci Group อันประกอบไปด้วยแบรนด์ดังอย่าง Gucci, Alexander McQueen, Sergio Rossi, Bottega Veneta และ Yves Saint Laurent ลุกขึ้นประกาศตัวว่าจะ “go green” หรือทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ

เปลี่ยนกระแสแฟชั่นโลก เมื่อ Gucci Group Go Green
สินค้าแฟชั่น (โดยเฉพาะแบรนด์หรู) มักถูกมองว่า เป็นของฟุ่มเฟือยและผลิตขึ้นอย่างสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อ “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่กระแสอีกต่อไป (แต่ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว) ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่นครั้งนี้จึงน่าจับตามองว่า จะเป็นเพียงแค่ “ข่าวพีอาร์” หรือเป็นการตั้งหน้าตั้งตาอนุรักษ์อย่างจริงจังและจริงใจกันแน่

เริ่มจากแบรนด์ตัวแม่อย่าง Gucci ซึ่งกำลังหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบ 100% ไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าและโบว์ผูกกล่องที่เดิมทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ กล่องใส่กระเป๋าและรองเท้าที่เดิมมีพื้นผิวเป็นพลาสติกลามีเนท ในอนาคตอันใกล้นี้ Gucci จะเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ อาทิเช่น ฝ้าย เส้นใยข้าวโพด และเยื่อไผ่ ส่วนกล่องและถุงกระดาษที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็เป็นกระดาษที่ได้รับการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ว่ามาจากต้นไม้ที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามมาตรฐานของ FSC ทุกประการ และ Gucci ยังสัญญาว่าภายในสิ้นปี 2010 นี้ ผลิตภัณฑ์ของ Gucci ที่มีส่วนประกอบของกระดาษทุกชิ้นจะต้องได้รับการรับรองจาก FSC เพื่อให้มั่นใจได้ว่า Gucci ไม่ได้มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (โดยเฉพาะในบริเวณที่ถูกบุกรุกอย่างรุนแรงเช่นในอินโดนีเซีย) นอกจากนี้แล้ว Gucci ยังพยายามช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยวิธีอื่นๆ อีกหลายทาง เช่น การผลิตหุ่นโชว์จากโพลีสเตอรีนที่ป้องกันรอยขีดข่วนและใช้สีพ่นแบบ water-based หรือการบรรจุสินค้าในกล่องของขวัญเฉพาะเมื่อลูกค้าร้องขอเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มขึ้นชัดเจนหลังจากที่เมื่อกลางปีที่แล้วแบรนด์ต่างๆ (ใน Gucci Group) ได้ทยอยออกคอลเล็กชั่น “รักษ์สิ่งแวดล้อม” ออกมา อาทิเช่น เสื้อ T-Shirt ลิมิเต็ดเอดิชั่นจาก Gucci ที่ผลิตจากฝ้ายออร์แกนิกส์และย้อมสีด้วยกรรมวิธีตามธรรมชาติ (ราคา 185 เหรียญสหรัฐหรือราว 5,550 บาท) เช่นเดียวกับ Yves Saint Laurent ที่ทำเสื้อยืดและกระเป๋าจากฝ้ายออร์แกนิกส์, รองเท้า Eco-pump จาก Sergio Rossi ที่พื้นและส้นทำจาก Liquid Wood วัสดุที่ว่ากันว่าจะมาแทนพลาสติกในอนาคต, ผ้าพันคอลายลูกโลกที่มีผืนทวีปเป็นหัวกะโหลกทำจากฝ้ายออร์แกนิกส์โดย Alexander McQueen, และถุงรักษ์สิ่งแวดล้อมดีไซน์พิเศษจาก Bottega Veneta สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าเกิน 1,500 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ PPR Group บริษัทแม่ของ Gucci ในฝรั่งเศสยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Home ที่กำกับโดย Yann Arthus-Bertrand ศิลปินผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพทางอากาศชาวฝรั่งเศสเจ้าของผลงาน “Earth from Above” ซึ่งภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และได้ออกฉายรอบปฐมทัศน์ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (ใน 87 ประเทศทั่วโลก) ปรากฏการณ์นี้เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของลักชูรี่แบรนด์กลุ่มนี้ว่า “เขาจะเอาจริงกับเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วนะ”

โอกาสของวัสดุไทยกับเทรนด์โลกร้อน
แม้ว่าอาจจะฟังดูเชื่องช้าไปสักหน่อยสำหรับลักชูรี่แบรนด์ในการลุกขึ้นมาตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็นับว่ายังดีกว่าการเพิกเฉยทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป จริงๆ แฟชั่นแบรนด์ในไทยก็น่าจะศึกษาไว้เป็นแนวทางด้วย เพราะในเมืองไทยเราเองก็มีวัสดุจากธรรมชาติมากมายที่สามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าแฟชั่นลดโลกร้อนได้ ไม่ว่าจะเป็น “ใยกัญชง” วัสดุมหัศจรรย์จากธรรมชาติสัญชาติไทยแท้ 100% ที่ทั้งแบรนด์หรูอย่าง Prada และ สตรีทแบรนด์อย่าง Converse รวมทั้งกระเป๋าเดินทางแบรนด์ดังอย่าง Samsonite ได้ให้ความสนใจนำวัสดุนี้ไปใช้ เพราะเส้นใยกัญชงนี้มีคุณสมบัติพิเศษเรื่อง “ปลอดสารพิษ 100%” (ต้นกัญชงไม่สามารถเติบโตได้ดีหากใส่ปุ๋ยเคมีหรือฉีดยาฆ่าแมลง) อีกทั้งว่าเส้นใยนี้มีความแข็งแรงและป้องกันรังสี UV ได้ถึง 60-90% โดยไม่ต้องเคลือบสารเคมีใดๆ เลย นอกจากใยกัญชงเราก็ยังมี “ผ้าย้อมคราม จ.สกลนคร” ที่เขาย้อมสีกันโดยไม่ใช้สารเคมี ฯลฯ

การประยุกต์ใช้วัสดุท้องถิ่นที่มีคุณประโยชน์เยี่ยงนี้ นอกจากจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณแล้ว ยังเป็นการร่วมชะลอความเสียหายที่เราจะกระทำต่อโลกอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แฟชั่นดีไซเนอร์ยุคใหม่มีอิทธิพลที่จะเลือกใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพียงแค่คุณ “เลือก” หรือ “เปลี่ยน” วิธีการบางอย่าง คุณก็สามารถช่วยโลกได้แล้ว อย่างที่ Frida Giannini, Creative Director ของ Gucci กล่าวไว้ในว่า vogue.co.uk ว่า “This project proves that you sacrifice nothing creatively when working with environmentally friendly materials.”

…เร่งมือกันหน่อย ทำก่อน ได้ (หน้า) ก่อนครับ

ข้อมูลและเครดิตภาพ :
http://www.greenlifestyle.com/gucci-luxury-brand-annonces-its-going-green/
http://www.treehugger.com/files/2009/05/yann-arthus-bertrand-home.php

http://money.cnn.com/2009/05/06/news/companies/gucci_goes_green.fortune/?postversion=2009050613

http://www.gucci.com/int/philanthropy/home/

http://www.shoeseria.com/info/wp-content/uploads/2009/10/20.jpg

http://www.treehugger.com/alexander-mcqueen-home-scarf.jpg

http://stylefrizz.com/img/ysl-home-organic-cotton-tshirts-3.jpg

http://upload.tarad.com/images/814831gucci_2.jpg

http://a1.twimg.com/profile_images/108462666/home_sscredits_normal.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2010-12-24
  • Resource: www.tcdcconnect.com