Creative Knowledge

« Back to Result | List

“ศิลปวัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ” โมเดลชีวิตในทศวรรษหน้าของชาวฮ่องกง

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

ใครสักคนเคยบอกว่า “Where there’s life there’s art” — ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีศิลปะ…ถ้านับกันตั้งแต่ศิลปะตามผนังถ้ำจนถึงที่จัดแสดงกันอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกแล้ว คำกล่าวที่ว่าก็เห็นจะเป็นความจริง แต่ถ้าจะพูดกันให้ครบทุกมุมอาจจะต้องเพิ่มลงไปอีกสักประโยค อาทิเช่น “Where there’s healthy environment and economy there’s life” เป็นต้น

เรื่องนี้ The West Kowloon Cultural District น่าจะเป็นตัวอย่างที่อธิบายถึงประโยคที่ว่าได้ดีที่สุด เพราะล่าสุด The West Kowloon Cultural District Authority (WKCDA) ได้ประกาศแผนการก่อสร้าง “เขตวัฒนธรรมฮ่องกง” (Cultural District) ริมอ่าวทางตะวันตกของเขตเหยามาเต่ย (Yau Ma Tei) พร้อมวางแผนให้เป็น “พื้นที่หัวใจทางวัฒนธรรม” (Cultural Centrepiece) บนเนื้อที่ 40 เฮกเตอร์ (ราว 240 ไร่) งานนี้ใช้งบประมาณถึง 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 84,000 ล้านบาท) โดยมี 3 บริษัทสถาปนิกระดับโลก อันได้แก่ Foster+Partners, Rocco Design Architects และ OMA (Rem Koolhaus’ firm) รับหน้าที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปท์หลัก 3 ประการ คือ “เป็นกลุ่มอาคารแบบบูรณาการ” (skillful integration of complexes) “มีภาพลักษณ์เป็นเอกภาพ” (singularity of image) และ “มีศักยภาพ” (viability)

The West Kowloon Cultural District นี้มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ (1) City Park หรือการสร้างภูมิทัศน์สีเขียว (2) Cultural Connect แบ่งเป็น “East Village”, “Middle Village” และ “West Village” ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารกว่า 15 หลังเพื่อประโยชน์ใช้สอยเชิงวัฒนธรรม อาทิ พิพิธภัณฑ์ 4 แห่งบนพื้นที่กว่า 75,000 ตร.ม.โรงละครที่จุผู้ชมได้มากกว่า 10,000 คน ศูนย์วัฒนธรรมบนพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. และคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ (3) Project for a new dimension หมายถึงการสร้างระบบขนส่งมวลชน และการจัดการระบบประปาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายโปรเจ็คท์ในเขตวัฒนธรรมแห่งใหม่นี้วางแผนไว้ว่า “จะดูดซับปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่เท่ากับการปล่อยออกมา (carbon neutrality)”

ทั้งนี้หนึ่งในโปรเจ็คท์ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ‘M+ Museum’ ซึ่งตั้งอยู่ในเขต “East Village” โปรเจ็คท์นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “barcode of overlapping bands” โดยจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่ทัศนศิลป์ ภาพยนตร์ งานออกแบบ และป๊อป คัลเจอร์ นอกจากนั้นยังมี ‘art factory’ ซึ่งเป็นสตูดิโอของเหล่าศิลปิน มีห้องสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มีโรงแรม ร้านค้า ฯลฯ โดย ‘M+’ นี้สามารถเชื่อมต่อไปยังเกาลูนพาร์คได้โดยใช้สะพานลอย

ความเคลื่อนไหวด้านศิลปวัฒนธรรมของฮ่องกงในครั้งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล หลังจากที่เมื่อปีค.ศ.1996 การท่องเที่ยวฮ่องกงได้สำรวจความคิดเห็นจากนักท่องเที่ยว และผลการสำรวจก็ชี้ชัดว่านักท่องเที่ยวมีความรู้สึกว่า “ฮ่องกงขาดแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม” ทำให้ต่อมาได้มีการเสนอแผนการจัดตั้ง WKCDA ขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมของทวีปเอเชีย (จากเดิมที่เคยมีภาพลักษณ์โดดเด่นในฐานะศูนย์กลางทางการเงิน การท่องเที่ยว และแหล่งช็อปปิ้ง)

อย่างไรก็ดี นอกจากเหตุผลด้านการท่องเที่ยวแล้ว สาเหตุอีกประการที่ทำให้คนฮ่องกงหันมาสนใจศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น น่าจะมาจากการตั้งคำถามถึง “อัตลักษณ์และตัวตนของคนฮ่องกง”นับตั้งแต่ที่ได้มีการส่งมอบเกาะคืนจากอังกฤษให้แก่รัฐบาลจีน

นอกจากนั้น ประชาชนยังได้ใช้ศิลปะเป็นหนทางในการแสดงออกทางความคิด (ภายใต้นโยบายการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดของจีน) และเพื่อโปรโมทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศด้วย (ในยุค 80 จนถึงต้น 90 นั้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องกงเคยเฟื่องฟูถึงขีดสุด มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบอลลีวู้ดของอินเดีย และฮอลลีวู้ดของสหรัฐ)

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม การสละที่ดินจำนวน 240 ไร่ (ด้วยการเวนคืน) บนเกาะเล็กๆ อย่างฮ่องกงมาสร้างเป็นสวนหย่อมและพิพิธภัณฑ์นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของประเทศในการที่จะใช้ “ศิลปวัฒนธรรม” มาเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การมีแกลเลอรี่และศูนย์ศิลปวัฒนธรรมทั้งในร่มและกลางแจ้ง ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีน

แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าเมกะโปรเจ็คท์นี้จะไม่มีเสียงครหาก่นด่าจากประชาชนกลุ่มใดเลย ที่ผ่านมาก็มีเสียงสะท้อนกลับมาไม่น้อยว่า “โปรเจ็คท์นี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของฮ่องกงแม้แต่น้อย” ในขณะที่อีกหลายเสียงก็บอกว่า “การสร้าง cultural district ครั้งนี้เป็นแค่เกมส์ของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น”

จากสายตาของคนภายนอกอย่างผม (ที่ก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับฮ่องกงมากนัก) ผมกลับคิดว่า “ศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่ในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว”เมืองทั้งเมืองและองค์ประกอบอื่นๆของความเป็นเมืองไม่ว่าจะเป็นตึกระฟ้าที่มีระเบียบบ้างไม่มีระเบียบบ้าง สถาปัตยกรรมที่ฟาดฟันกันด้วยฮวงจุ้ย (อาทิ ตึก Bank of China และตึก HSBC) หรือแม้แต่กลิ่นเครื่องยาจีนบนถนนนาธาน บุคลิกลักษณะเฉพาะตัวพวกนี้ก็ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมแต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนในความรู้สึก

อย่างไรก็ดี สำหรับเศรษฐกิจของฮ่องกงและประชาชนชาวฮ่องกงเองนั้น การมีพื้นที่สีเขียวและศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นมา ย่อมให้ผลดีมากกว่าการปล่อยให้พื้นที่นั้นขาดการพัฒนา เชื่อแน่ว่าในอนาคต โฆษณาการท่องเที่ยวฮ่องกงจะต้องมีภาพการจุดพลุฉลองปีใหม่กันที่ The West Kowloon Cultural District นี้อย่างแน่นอน (โดยมีภาพเกาะฮ่องกงเป็นฉากหลัง) เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปครับว่า กลยุทธ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญนี้จะช่วยเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่งคั่งให้กับคนฮ่องกงได้มากแค่ไหน (และในทิศทางใดด้วย)

ข้อมูลจาก:
http://dirt.asla.org/2010/08/26/new-cultural-district-taking-shape-in-hong-kong/ http://en.wikipedia.org/wiki/West_Kowloon_Cultural_District http://en.wikipedia.org/wiki/Hong_Kong_cultural_policy http://www.designboom.com/weblog/cat/9/view/11250/oma-new-cultural-district-in-hong-kong.html

เครดิตรูปภาพ:
http://www.designboom.com/weblog/cat/9/view/11250/oma-new-cultural-district-in-hong-kong.html
http://en.wikipedia.org/wiki/
http://www.oma.eu/index.php?option=com_projects&view=project&id=1187&Itemid=10




« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี