Creative Knowledge

« Back to Result | List

เทคนิคการใช้ “สัญชาตญาณ” กับธุรกิจของคุณ : ผิดหรือถูกตัดสินอย่างไร

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

คำถามสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้ที่กำลังอยากจะประกอบธุรกิจทุกท่าน คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างรึเปล่าว่าคุณเป็นนักธุรกิจสไตล์ไหน? เป็นพวกสมองซีกซ้ายหรือซีกขวา ? ตัดสินใจด้วยตรรกะหรือสัญชาตญาณ? หรือเป็นพวกขั้นเทพที่สมองทำงานทั้งสองซีก สามารถประยุกต์ใช้ “ความรู้สึก” และ “หลักการ” ได้ตามแต่สถานการณ์พาไป?

แน่นอนว่าการจะเป็นผู้ประกอบการในแบบสุดท้ายนั้น…ไม่ง่าย ส่วนมากแล้วผู้ประกอบการที่หัวสร้างสรรค์สุดโต่ง (พวกสมองซีกขวา) มักจะเกิดอาการ “แป้ก” เมื่อต้องดีลกับเรื่องบัญชี การบริหารจัดการ และเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งหากคุณคิดว่าตนเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะสมัยนี้มีคอร์สอบรมมากมายที่สอน “ทักษะการตัดสินใจด้วยเหตุและผล” ให้กับคุณได้ โรงเรียนและปรมาจารย์ด้านนี้เขามี “เครื่องมือ” เตรียมไว้ให้คุณแบบพร้อมสรรพ
ในทางตรงกันข้าม หากคุณเป็นพวกสมองซีกซ้ายแข็งแรงจัด ตัดสินใจจากข้อมูลตัวเลขและหลักการ อันนี้สิยากหน่อย เพราะวิธีการพัฒนาสัญชาตญาณ (หรือที่บางคนเรียกว่า “สัมผัสที่หก”) นั้น มันไม่ได้หากันได้ทั่วไป (ทั้งๆ ที่มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการตัดสินใจในเชิงธุรกิจ และมักเป็นตัวบ่งชี้
ว่า “ใครคือเซียนตัวจริง”) ผู้ประกอบการที่มีสัมผัสดี (sense ดี) มักจะเลือกทำในสิ่งที่ดูบ้าบิ่นไร้เหตุผล แต่ก็มักจะฮุบโอกาสทองที่คนอื่นยังมองไม่เห็นไว้ได้เสมอบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชื่อดังอย่าง McKiนั้นในเวลาที่สัญชาตญาณทำงาน เราจึงเลือกตัดสินใจและกระทำการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องอาศัย “เหตุผลตรงหน้า”nsey เคยบอกว่า สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประสบการณ์สะสมของเรา มันสามารถเจาะเข้าถึงคลังข้อมูลในสมองได้เองโดยอัตโนมัติ ดัง

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น “สัญชาตญาณ” หรือ “สัมผัสพิเศษ” เป็นเครื่องมือที่สำคัญมากต่อการเลือกตัดสินใจของผู้ประกอบการ ในที่นี้เราไม่ได้หมายความว่า “ตรรกะ” หรือ “เหตุผล” นั้นไม่สำคัญเลย แต่หากเรายึดถือมันจนแน่นเกินไป ก็เท่ากับเรากำลังใช้เครื่องมือเซ็ทเดียวกันกับคู่แข่งที่เหลือในตลาด ซึ่งนั่นจะทำให้หนทางสู่ความสร้างสรรค์ใหม่ๆ เท่ากับศูนย์ (จำไว้ว่าไม่มีตำราธุรกิจเล่มไหนที่สามารถสอนให้เราสร้างนวัตกรรมแบบ iPod หรือ iPhone ได้)

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่เคยรอดตายจากวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว พวกเขามักจะมีสัมผัสพิเศษที่จะช่วยให้ข้ามผ่านวิกฤติครั้งต่อๆ ไปได้ด้วย สมองของผู้ประกอบการเหล่านี้จะ “รู้สึก” ถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ประสบการณ์จะทำให้พวกเขาจับ “สัญญาณอันตราย” เล็กๆ ได้ก่อนคนอื่น (ก่อนที่จะมีการคิดวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทั้งหมดเสียอีก) สิ่งพวกนี้แหละที่จะทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ปรับตัวได้ทันท่วงที เผลอๆ จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี การเชื่อสัญชาตญาณในเวลาที่ผิดก็อาจทำให้คุณตัดสินใจผิดอย่างมหันต์ และพาธุรกิจของคุณลงเหวได้เช่นกัน ดังนั้นแล้ว การที่ผู้ประกอบการสามารถรู้ว่า “เมื่อไหร่ที่ควรจะเชื่อสัญชาตญาณ” จึงเป็นเสมือนอาวุธทางธุรกิจที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด

McKinsey ได้นำเสนอ “วิธีการทดสอบสัญชาตญาณการตัดสินใจ” ไว้เป็นข้อๆ ดังนี้
บททดสอบที่หนึ่ง – ความคุ้นเคย (The Familiarity Test)
เมื่อสัญชาตญาณมาเคาะบอกอะไรบางอย่างกับคุณ ให้คุณถามตัวเองก่อนเสมอว่า คุณเคยผ่านสถานการณ์ที่เหมือนกัน (หรือในสไตล์เดียวกัน) นี้มาก่อนหรือไม่ พูดง่ายๆ คือคุณมีประสบการณ์มากพอที่จะตัดสินใจได้ดีรึเปล่า สัญชาตญาณในบททดสอบแรกนี้ก็เป็นเหมือนกับ “กระบอกเสียง” ของประสบการณ์ในอดีต จงอย่าได้ใช้สัญชาตญาณกับสถานการณ์ที่คุณไม่คุ้นเคยเป็นอันขาด เพราะนั่นหมายถึง “การเดา” ล้วนๆ

บททดสอบที่สอง – ฟีดแบค (The Feedback Test)
คุณได้รับฟีดแบคที่เชื่อถือได้จากการตัดสินใจในอดีตหรือไม่ เพราะการจะใช้สัญชาตญาณ (บนพื้นฐานของประสบการณ์) ให้เวิร์คได้ คุณจำเป็นต้องได้รู้บทเรียน “ที่เป็นจริง” จากครั้งก่อนๆ นี่คือจุดที่ McKinsey เตือนให้ผู้ประกอบการทั้งหลายระแวดระวัง เพราะมีหลายกรณีที่พิสูจน์แล้วว่า พวก ‘Yes Men’ ที่อยู่รายล้อมผู้บริหารนี่แหละคือ “ตัวอันตราย” ของแท้ เพราะพวกนี้ชอบตัดตอนการรับรู้ที่จำเป็นสำหรับเจ้านาย ซึ่งจะทำให้เจ้านายพัฒนาการรับรู้อารมณ์ผิดๆ รวมทั้งอาจมีสัญชาตญาณที่ผิดเพี้ยนในอนาคตด้วย

ในฐานะผู้ประกอบการ ข้อแนะนำคือ คุณควรจดบันทึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เองอย่างสม่ำเสมอ กระบวนการนี้จะช่วยให้คุณได้รับรู้ความเป็นตัวเอง (จากการทำความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา) นอกจากนั้นมันยังจะช่วยให้สมองของคุณเลือกใช้งาน “สัมผัสพิเศษ” ได้ถูกต้องตามแต่สถานการณ์ด้วย

บททดสอบที่สาม – อารมณ์ความรู้สึก (The Measured-emotions Test)
ดีกรีของอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์บางอย่างอาจเบี่ยงเบนสัญชาตญาณในตัวคุณได้ สัจธรรมคือมนุษย์ทุกคนมีการรับรู้ต่อบางสิ่งบางอย่าง (หรือบางคน) ในระดับที่เกินปกติ เช่น การที่คุณรู้ว่า “หมากัดคนได้” กับการที่คุณเคย “ถูกหมาขย้ำตอนเป็นเด็ก” นั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การรับรู้อันแรกจะช่วยให้คุณรู้ว่าจะระมัดระวังตัวกับหมาอย่างไร ส่วนการรับรู้อันหลังจะทำให้คุณหวาดกลัวหมาอย่างรุนแรง แม้กระทั่งกับหมาตัวเล็กที่ไม่มีพิษภัยก็ตาม ดังนั้นหากคุณตรวจสอบสถานการณ์แล้วพบว่า คุณตกอยู่ภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรงเป็นพิเศษ จงอย่าเชื่อสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นภายในตัวคุณ

บททดสอบที่สี่ – ความไม่ยึดติด (The Independence Test)
สัญชาตญาณของคุณกำลังถูกผลักดันจากความสนใจส่วนตัวหรือการยึดติดในอะไรบางอย่างหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการบางคนอาจพอใจที่จะขอทุนเพิ่มจากนักลงทุนหน้าเดิม “ที่คุ้นเคยกัน” ทั้งๆ ที่ดีลที่เขาได้รับไม่สมเหตุสมผลนัก ลองนึกดูเล่นๆ ว่า หากคุณกำลังต้องตัดสินใจเลือกโลเกชั่นสำหรับการเปิดออฟฟิศใหม่ แล้วบังเอิญว่าหนึ่งในโลเกชั่นที่เป็นตัวเลือกนั้น มันช่างเหมาะเจาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณเหลือเกิน ในกรณีอย่างนี้คุณคิดว่าสัญชาตญาณของคุณจะเอนเอียงไปหาตัวเลือกนี้รึเปล่า …คุณคงตอบตัวเองได้ไม่ยากใช่มั้ย เพราะฉะนั้นหากต้องตัดสินใจในสถานการณ์เช่นนี้ล่ะก็ ปรึกษาคนอื่นและอย่าเชื่อสัญชาตญาณอันลำเอียงของคุณ

สรุป : ขั้นตอนง่ายๆ ในการดีลกับสัญชาตญาณในตัวคุณ
1. ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าคุณเป็นนักตัดสินใจในสไตล์ไหน (ใช้สัญชาตญาณหรือใช้หลักการ)
2. เมื่อรู้ว่าคุณอ่อนด้อยในสไตล์ใดสไตล์หนึ่งข้างต้น ก็จงปรับปรุงตัวเองเสียแต่บัดนี้
(อาจไปหาคอร์สอบรมเพิ่มเติม หรือหาหนังสือดีๆ มาอ่านก็ได้)
3. แบ่งแยกการตัดสินใจทั้งสองแบบออกจากกันให้ได้ (รู้ว่าอันไหนเป็นไปตามสัญชาตญาณ อันไหนเป็นไปตามตรรกะ)
4. รู้ว่าในสถานการณ์หนึ่งๆ คุณควรเลือกตัดสินใจด้วยเหตุผลหรือสัญชาตญาณถึงจะดี
5. ทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของการตัดสินใจทั้งสองแบบ
6. เรียนรู้ที่จะผสมผสานการตัดสินใจทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน
7. ทุกครั้งที่จะใช้สัญชาตญาณ ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าคุณเคยผ่านสถานการณ์ หรือโจทย์แบบเดียวกันนี้มาก่อนหรือไม่
8. คิดให้ดีด้วยว่าประสบการณ์ในอดีตของคุณนั้น ถูกเบี่ยงเบนจากฟีดแบคผิดๆ, อารมณ์, หรือความยึดติดในอะไรบางอย่างหรือไม่

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หากคุณยังคิดว่านี่เป็นแค่ขยะวิชาการของพวกนักจิตวิทยาล่ะก็ …ขอจงคิดดีๆ อีกครั้ง ในอดีตมีผู้ประกอบการนับร้อยนับพันที่ตัดสินชีวิตและธุรกิจของพวกเขาด้วย “สัญชาตญาณจากภายใน” ทั้งๆ ที่พวกเขาแทบไม่รู้จักมันเลย ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร ไม่รู้ถึงงประสิทธิภาพและอันตรายของมัน ฯลฯ แล้วผลลัพธ์จาก “การใช้งานด้วยความไม่รู้” นี้คืออะไร ?

ก็ “หายนะ” ไงครับท่าน

ข้อมูลบางส่วนจาก : McKinsey article, How to test your decision making instincts, May 2010

อ่านต่อ เรื่องเด่น Business & Gut Feeling : ธุรกิจระบบ “สัมผัส”
ตอนที่ 2 : สร้างธุรกิจร้อยล้านด้วยสัญชาตญาณบอก : ริชาร์ด แบรนสัน VS ภัทรา สหวัฒน์ (คลิก)
ตอนที่ 3 : สัมผัสที่ 6 ของตัน ภาสกรนที สัญชาตญาณธุรกิจที่ไม่เคยตัน (คลิก)
ตอนที่ 4 : From Common Sense to Business : ปิดตำราแล้วเปิดใจ สร้างธุรกิจสไตล์ “สัญชาตญาณบอก” (คลิก)


« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี