Articles

« Back to Result | List

เครื่องสแกนหนังสืออัจฉริยะฝีมือไทย สร้างนวัตกรรมใหม่ในตลาดโลก

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

ในยุคสมัยใหม่ สื่อต่างๆ ล้วนถูกเก็บไว้ในรูปแบบดิจิตอล โดย “หนังสือ” อาจเป็นสื่อสุดท้ายที่กำลังทยอยแปลงกลายเป็น “ดิจิตอลไฟล์” แม้จะยังเป็นตลาดที่ค่อนข้าง Niche ณ ปัจจุบัน แต่หากมองแนวโน้มความต้องการในการเก็บรักษาหนังสือ และการอ่าน eBook ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ตลาด Niche ของการ “สแกนหนังสือ” ที่มีผู้ผลิตเครื่องสแกนเพียง 10 บริษัททั่วโลก จึงไม่ใช่ตลาดที่กระจอกเลยสำหรับผู้เล่นจำนวนหยิบมือเท่านี้ ที่น่าสนใจคือ สินค้าเทคโนโลยีที่เรากำลังพูดถึงกันนี้ มีบริษัทของคนไทยเป็น 1 ใน 10 ของผู้ประกอบการที่ได้การยอมรับในระดับโลกด้วย เราจะชวนคุณไปทำความรู้จักกับบริษัท เอทิซ อินโนเวชั่น จำกัด และผู้บริหารหัวก้าวหน้าผู้เป็นคนต้นคิดและรวมกลุ่มวิศวกรไทยให้มาสร้างสรรค์ “Bookdrive” เครื่องสแกนหนังสือฝีมือคนไทย 100 %

ปัญหาจุดประกายให้เกิดผลิตภัณฑ์
ย้อนไปราว 6 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ดร.สารสิน บุพพานนท์ CEO ของบริษัท เอทิซ อินโนเวชั่น จำกัด กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา (ด้าน Public Policy และ International Trade) เขาต้องลำบากลำบนกับการถ่ายเอกสารและสแกนหนังสือจำนวนมากด้วยตัวเอง (เพราะค่าแรงที่นั่นสูงจนจ้างคนอื่นทำไม่ไหว) นั่นจุดประกายให้ดร.สารสินคิดว่า มันน่าจะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสแกนหนังสือได้แบบอัตโนมัติ

พอ ดร.สารสิน ได้ไอเดียของสินค้านี้ เขาก็ไม่รีรอที่จะรวบรวมทีมและจัดตั้งบริษัท ในขณะนั้นมีทั้งเพื่อนชาวอเมริกันและวิศวกรไทยที่กระโดดลงเรือลำเดียวกับเขา ทั้งทีมใช้เวลาทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์กันอยู่ 1 ปี จน Bookdrive รุ่นแรกพร้อมคลอดออกสู่ตลาด ผลปรากฏว่า เมื่อนำสินค้าตัวแรกนี้ไปออกแสดงในงานต่างๆ (ทั้งในสหรัฐอเมริกาและไทย) มันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีสื่อหลายสำนักมาทำข่าว จนชื่อของเอทิซเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการ Bookdrive ใช้ทีมวิศวกรหลากหลายสาขาตั้งแต่ด้านซอฟแวร์ ด้านหุ่นยนต์ ด้านกลไก และด้านไฟฟ้า สำหรับดร.สารสิน แม้ไม่ได้เรียนมาทางวิศวกรรมโดยตรง แต่ก็มีความสนใจในด้านอุปกรณ์ไฮเทคมานาน ทั้งยังเป็น “ผู้ใช้” ที่เคยประสบปัญหาโดยตรง เขาจึงมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบตลอด

สร้างสรรค์ต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด
จากโปรดักท์รุ่นแรก เอทิซไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า การทำงานของเครื่องรุ่นแรกมาถึงรุ่นปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เครื่องรุ่นแรกเป็นเครื่องที่ใส่หนังสือเข้าไปแล้วพลิกหน้ากระดาษให้เองโดยอัตโนมัติ แต่กลไกนี้ยังมีปัญหาด้านความซับซ้อนและราคาแพง เมื่อทางบริษัทได้รับฟีดแบคกลับจากลูกค้า จึงนำมาปรับปรุงโปรดักท์รุ่นต่อๆ ไปให้ใช้งานง่ายขึ้น โดยได้เปลี่ยนกลไกการพลิกหน้ากระดาษจากที่เคยพลิกเองอัตโนมัติ ให้มาเป็นการพลิกด้วยมือคน

เมื่อความซับซ้อนของเทคโนโลยีลดลง ราคาสินค้าจึงถูกลงมาก จากหลักล้านลงมาที่หลักแสน กลายเป็นข้อได้เปรียบที่เอทิซสามารถแข่งขันได้ในเชิงการตลาด (คู่แข่งในต่างประเทศส่วนมากใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าเกินความต้องการและราคาแพง)

ส่วนการพลิกหน้าหนังสือด้วยมือ ดร.สารสินมิได้มองว่าเป็นข้อด้อย เพราะเครื่องที่พลิกหน้ากระดาษอัตโนมัติจริงๆ ก็ต้องใช้คนดูแลตลอดเพื่อควบคุมคุณภาพของงาน แถมบางทีหนังสือที่สแกนเป็นหนังสือเก่าแก่อายุร่วมร้อยปี ยิ่งต้องอาศัยการดูแลใกล้ชิดอย่างมาก ฉะนั้น ในเมื่อต้องใช้คนดูแลอยู่แล้ว เขาจึงหันมาใช้ระบบ “แมนนวล” ให้คนพลิกหน้าหนังสือเองเสียเลย

เส้นทางสู่ชัยชนะ – ไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ต้อง “ใช่” ที่สุด
ล่าสุด เอทิซได้คิดค้นจุดแข็งใหม่ให้กับ Bookdrive รุ่นปัจจุบัน ด้วยการใช้ฐานวางหนังสือรูปตัววี (V) แทนการวางหนังสือแบบเปิดราบ 180 องศา ซึ่งเป็นวิธีของเครื่องสแกนแบบ Overhead ที่ทำให้หน้าหนังสือโค้ง และเข้าไม่ถึงจุดที่เป็นส่วนเข้าเล่ม โดยเฉพาะหนังสือที่หนามากๆ Bookdrive แก้ปัญหานี้ด้วยการประยุกต์ฐานวางหนังสือรูปตัววี (V) เข้าคู่กับการใช้กล้องดิจิตอล 2 ตัว เพื่อจับภาพหน้าหนังสือซ้ายและขวา พร้อมปรับหน้าหนังสือให้เรียบด้วยฉากกระจกรูปตัววีอีกชิ้นที่เข้ามาประกบ กลไกนี้ทำให้ไฟล์ที่สแกนได้มีความเรียบคมและไม่เกิดเงาตรงส่วนเข้าเล่ม นับเป็น “จุดต่าง” ที่ปฏิวัติวงการเครื่องสแกนหนังสือเลยทีเดียว (ดูรายละเอียดการใช้งานได้ในเว็บ atiz.com) สินค้าตัวนี้ทำให้เอทิซก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเครื่องสแกนอย่างเต็มภาคภูมิ

การตลาดของเครื่องสแกนอัจฉริยะ
กลุ่มเป้าหมายหลักของเอทิซคือ ห้องสมุด มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่อนุรักษ์หรือเก็บข้อมูลต่างๆ และบริษัทที่ให้บริการด้านการจัดการเอกสาร เอทิซเข้าถึงลูกค้าและทำการตลาดเองด้วยการเข้าร่วมงานแสดงทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง เช่น World Library Congress การประชุมระดับนานาชาติของบรรณารักษ์หรือผู้อำนวยการห้องสมุด ที่รวมตัวกันจัดขึ้นทุกๆ ปี โดยเวียนไปตามเมืองและประเทศต่างๆ นอกจากนั้นเอทิซยังมีบริษัทสาขาอยู่ที่อเมริกา และมีตัวแทนจำหน่ายในอีก 20 ประเทศทั่วโลก โดยในแต่ละประเทศก็จะเน้นการทำตลาดผ่านเทรดโชว์ การจัดการประชุม และนำสินค้าไปเสนอเข้าโครงการของมหาวิทยาลัยโดยตรง)

ฟังเสียงผู้ใช้ คือ หัวใจของการพัฒนา
ปัจจุบัน การวิจัยและพัฒนาทำขึ้นในประเทศไทยโดยวิศวกรไทยล้วนๆ แต่การทำตลาดเอทิซมีบริษัทที่อเมริกาเป็นหัวหอก ไม่ใช่แค่เพราะอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ แต่เพราะเอทิซมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าใหญ่ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ผู้ทำหน้าที่สแกนเพื่ออนุรักษ์สมบัติและเอกสารต่างๆ หน่วยงานนี้เป็นผู้ใช้งานด้านการสแกนที่จัดว่าก้าวหน้าที่สุดในโลก มีเครื่องสแกนเทคโนโลยีขั้นสูงมากมาย พวกเขาต้องการผลักดันให้ผู้ผลิตสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด จึงเชิญเอทิซมาดูงานและให้คำแนะนำต่างๆ อยู่เสมอ จนเมื่อ เอทิซพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นสำเร็จ ก็จะส่งไปให้หน่วยงานนี้ได้ทดลองใช้ ซึ่งหากได้รับฟีดแบคที่ดีกลับมาก็เป็นการรับรองว่า สินค้าตัวนั้นน่าจะใช้งานได้ดีกับลูกค้าอื่นเช่นกัน



โอกาสในการเติบโต

ดร.สารสินให้ความเห็นว่า “แนวโน้มการเติบโตของตลาดนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยังมีโอกาสไปต่อได้อีกมาก หนังสือทุกเล่มในโลกวันหนึ่งก็ต้องกลายมาเป็นดิจิตอลไฟล์อยู่แล้ว มันก็เหมือนกับสื่ออื่นๆ เช่น เพลง วีดีโอ ที่ตอนนี้ก็เป็นดิจิตอลกันหมด เอทิซเราทำสแกนเนอร์มาตั้งแต่ 5 – 6 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ eBook ยังไม่แพร่หลาย iPad ยังไม่ออก แต่เรามองว่าหนังสือเป็นสื่ออันสุดท้ายในรูปอนาล็อกที่จะตายช้าที่สุด แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปมาเป็น eBook แน่นอน อย่างที่เห็นตอนนี้ก็มี eBook Reader ออกมาขายแล้วเยอะแยะ มีคนต้องการบริโภคหนังสือในรูปของ eBook มากขึ้นเรื่อยๆ”

“ท้ายที่สุดวันหนึ่งหนังสือที่ยังไม่ได้เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน หนังสือในโลกนี้ยังมีอีกมหาศาล เพราะฉะนั้นตลาดเรามันเปิดกว้างอีกมาก ก็ค่อยๆ โตไปไม่ได้รีบอะไร กว่าหนังสือจะหมดโลกคงอีกนาน ผมว่าในระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้คงเป็นช่วงที่ eBook เติบโตเต็มที่ ในขณะที่หนังสือเล่มก็ยังมีที่ทางของมันอยู่ แต่แน่นอนว่าจาก 1% ของคนอ่าน eBook มันจะโตไปถึง 85% แน่”

แนะนำผู้ประกอบการไทยที่สนใจผลิตสินค้าเทคโนโลยี
1. เรื่องเทคโนโลยีหรือซอฟท์แวร์นั้นคนไทยเก่งไม่แพ้ใคร แต่ตลาดเมืองไทยสำหรับสินค้าประเภทนี้ถือว่า เล็ก ไม่เหมือนสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ฉะนั้น หากคิดผลิตขึ้นมาจริงก็จำเป็นต้องมุ่งขายในตลาดโลก โดยวางแนวทางตั้งแต่แรกเลยว่า born global ไม่ใช่ go inter แล้วตลาดในประเทศก็จะตามมาเอง
2. การออกแบบมีความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งการออกแบบไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา แต่คือ “ออกแบบทั้งหมด” โดยเฉพาะการใช้งานที่เหมาะสมด้วย
3. สินค้าเทคโนโลยีที่เน้น R&D และริเริ่มพัฒนาขึ้นเอง (ไม่ได้ลอกเลียนแบบ) เป็นงานยากและมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการผลิตรุ่นแรกๆ จะเป็นแบบ “ทำมา 100 ทิ้ง 99 ใช้ได้ 1” ซึ่งเราก็ต้องกล้าที่จะทิ้งถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ และต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้ตัวจริงเสมอ

เครดิตภาพและรายละเอียดเพิ่มเติม www.atiz.com

« Back to Result

  • Published Date: 2011-01-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com