Creative Knowledge

« Back to Result | List

ไขความลับตำราแพทย์โบราณสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อมวลชน

เรื่อง : อาศิรา พนาราม



อินเดีย ดินแดนแห่งสมุนไพร เครื่องเทศ และศาสตร์ด้านการบำบัดรักษาหลายด้านที่มีอายุนับพันปี ที่นี่มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากมาย ตั้งแต่ตำรับพื้นบ้านไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม แต่มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบรนด์หนึ่งที่ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเภสัชศาสตร์มาไขความลับการแพทย์โบราณที่เรียกว่า “อายุรเวช” สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เรากำลังพูดถึงแบรนด์ “Himalaya”

การแพทย์โบราณพบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
อายุรเวช หรือ วิทยาศาสตร์แห่งชีวิต คือ การแพทย์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี อาจถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก ปัจจุบันอายุรเวชเป็น “การแพทย์ทางเลือก” ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีผลการรักษาที่รับรองได้จริง ซึ่งแบรนด์ Himalaya นี้เป็นบริษัท “ผู้ริเริ่ม” ในการนำวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มารื้อฟื้นและไขความลับของตำรับยาอายุรเวช เภสัชกรหัวก้าวหน้าของที่นี่ได้นำสูตรของอายุรเวชมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานยาแผนปัจจุบัน โดยยังคงความเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และให้ผลการรักษาที่ดี

ราว 80 ปีที่แล้ว M. Manal ผู้ก่อตั้ง Himalaya ได้เดินทางไปพม่า และเห็นช้างที่ทำงานไม่ได้พักถูกป้อนด้วยรากไม้ชนิดหนึ่งเพื่อช่วยให้มันฟื้นกำลังขึ้นมา เขาจึงนำรากของต้นไม้นั้น (ที่มีชื่อว่า Rauwolfia Serpentina) มาทำการค้นคว้าทดลอง จนในที่สุดก็ได้ “Serpina” ยาลดความดันชนิดแรกในโลก ที่นำมารักษาจริงในปีค.ศ.1934

จากจุดนั้นเป็นต้นมา Himalaya ก็ได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้น โดยเน้นการวิจัยจากธรรมชาติและยึดตำรับยาอายุรเวชเป็นหลัก หลังจากนวัตกรรมตัวแรก Himalaya ก็มีสูตรยาที่ค้นพบใหม่เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอีกหลายตัว จึงตัดสินใจก้าวลงตลาดสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา พวกเขาเริ่มต้นจากการผลิตภัณฑ์ยา ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (ตั้งแต่หัวจรดเท้า) อาหาร ผลิตภัณฑ์ดูแลทารก และล่าสุดก็ได้ออกผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสัตว์เลี้ยงด้วย

นอกจากการคิดค้นพัฒนาในศาสตร์อายุรเวชแล้ว Himalaya ยังศึกษาการแพทย์ดั้งเดิมของท้องถิ่นต่างๆ เพื่อหาสูตรสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ Himalaya ในการดึงตำรับยาอายุรเวชมาสู่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นแนวทางให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ ทำการศึกษาและพัฒนาตาม ทุกวันนี้คุณจะเห็นว่าสบู่หรือแชมพูหลายแบรนด์ของอินเดียต่างอ้างอิงที่มาจากอายุรเวชแทบทั้งสิ้น

สร้างความเข้มแข็งจากภายในและขยายออกสู่ตลาดโลก
แบรนด์ Himalaya ตั้งชื่อตามเทือกเขาของเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวอินเดีย โดยข้อเท็จจริงแล้ว “เทือกเขาหิมาลัย” ถือเป็นแหล่งรวมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ “สมุนไพร” ที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกมากมาย ชื่อนี้จึงเหมาะมากสำหรับการเป็นแบรนด์เพื่อสุขภาพ ที่จะมายกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอินเดีย

ในส่วนของการดำเนินงาน ความสำเร็จของ Himalaya เริ่มต้นจากความเข้มแข็งภายใน โดยพวกเขาให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความสามารถและมีทัศนคติซื่อสัตย์ต่อลูกค้า หลักการทำงานนั้นมีวิทยาศาสตร์และการแก้ไขปัญหาเป็นพื้นฐาน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมภาพลักษณ์ด้านสุขภาพที่เชื่อถือได้

เมื่อสร้างฐานที่เข้มแข็งภายในประเทศได้แล้ว Himalaya ก็พัฒนาสู่ตลาดโลกด้วยกลยุทธ์ “ช้าแต่ชัวร์” คือ เน้นการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ค่อยๆ ก้าวเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว ปัจจุบัน Himalaya มีขายแพร่หลายใน 71 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสาขามากมาย นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความสำเร็จในระดับสากล

“ของดีราคาถูก” เอื้อต่อการสร้างจุดแข็งในตลาด
ด้วยความตั้งใจที่จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย Himalaya จึงตั้งราคาที่ “ทุกคน” สามารถซื้อได้ บริษัทเลือกพิมพ์ราคาลงบนตัวสินค้าเลยเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ปัจจุบันสินค้าของ Himalaya ราคาถูกมาก เช่น ลิปบาล์มแท่ง ราคาเพียง 20 รูปี (13.25 บาท) ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าขนาด 50 ml. ราคาเพียง 45 – 55 รูปี (29.75 – 36.50 บาท) เท่านั้น เรียกว่าเป็นราคาที่เอาใจมหาชนคนอินเดียจริงๆ ในทางกลับกัน เมื่อขายผ่านเว็บไซต์หรือในตลาดต่างประเทศ ราคาจะขึ้นไปถึง 10 เท่า โดยทางบริษัทบอกว่า “นอกจากภาระต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นแล้ว นั่นยังเป็นมูลค่าสินค้าที่ควรจะเป็นจริงๆ ด้วย” (แต่ถึงกระนั้นก็ยังเรียกว่าถูกอยู่ดีเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพดีระดับเดียวกัน)

Himalaya เป็นต้นแบบการทำของดีราคาถูก แถมยังมีจุดแข็งที่ว่า แม้จะเป็นสินค้าเพื่อมหาชนภายใต้ระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่เขาก็ใช้องค์ความรู้จริงด้านอายุรเวชบวกกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงรับรองได้ว่ามีความเป็นธรรมชาติและปลอดสารพิษแบบ 100%

นี่คือจุดขายทางการตลาดที่ Himalaya ใช้มาตลอด โดยล่าสุดบริษัทยังได้เพิ่มกลยุทธ์ “รักษ์โลก” เข้าไปอีก ด้วยการเปิดร้านค้า Green Concept ที่กรีนกันตั้งแต่การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน, การทาสีด้วยสีปลอดสารพิษ (ที่ผลิตในประเทศและมีกระบวนการผลิตแบบไม่กระทบชั้นโอโซน), การใช้ถุงใส่สินค้าที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล ไปจนถึงการทำชั้นวางภายในร้านจากไม้ MDF รีไซเคิลล้วนๆ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้าง “ภาพลักษณ์สีเขียว” ให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เรียกได้ว่าแข็งแรงกันตั้งแต่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาไปจนถึงฝ่ายขายกันเลยทีเดียว

…วิสัยทัศน์เยี่ยงนี้กระมังที่เป็นรากฐานของความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา และเราเชื่อแน่ว่าวิสัยทัศน์เดียวกันนี้เอง ก็จะยังคงเติบโตแข็งแรงต่อไปในอนาคตของตลาดบริโภคด้วย

อ้างอิงเรื่องและภาพ
http://www.himalayahealthcare.com/

เครดิตภาพ
http://www.ayurvedaforall.com/index.php/cPath/130/cosmetics.html
http://www.examiner.com/hindu-in-san-francisco/ayurveda-101-what-is-ayurvedic-treatment

« Back to Result

  • Published Date: 2011-01-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง