Articles

« Back to Result | List

ต่อยอดสินค้าทำมือสู่ตลาดทำกิน : ป๊อบอัพการ์ดสื่อความหลากหลายในเมืองกรุง

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

BKKinD1

ความประทับใจในเมืองหลวงบวกกับความชอบมิติในงานประติมากรรมกระดาษ ทำให้ปิยทรรศ ธันธนาพรชัย เลือกทำศิลปะนิพนธ์ของเขาเป็นหนังสือป๊อบอัพ (Pop-Up book) ของสถานที่ “ไฮไลต์” ต่างๆ ในเมืองกรุง เพื่อเป็นสินค้าที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผลงานของปิยทรรศสวยงามและมีรายละเอียดสูงมาก ก่อนจะเลือกสถานที่แต่ละแห่งมาทำหนังสือนั้น เธอได้ศึกษาค้นคว้าถึงเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ อย่างลึกซึ้ง โดยได้แบ่งกลุ่มสถานที่ต่างๆ ออกจากกัน เช่น “วัดวา” เป็นตัวแทนของกรุงเก่า และ “ตึกราม”เป็นตัวแทนของเมืองในยุคปัจจุบัน เป็นต้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุนและความยากของการผลิต

เมื่อเธอนำผลงานเข้าร่วมโครงการต่อยอดสินค้าทำมือสู่ตลาดทำกิน ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร ที่ปรึกษาโครงการฯ จึงแนะนำให้ปิยทรรศนำแนวคิดเดิมนั้นมา “เล่าใหม่” โดยประยุกต์ใช้สื่อที่ลดทอนรายละเอียดลง และทำให้ตัวสินค้ามีความซื้อง่ายขายคล่องกว่าเดิม นั่นก็คือ “ป๊อบอัพการ์ด” (Pop-Up Card)

จากหนังสือป๊อบอัพ มาเป็นการ์ดป๊อบอัพ
ในการออกแบบป๊อบอัพการ์ดนี้ ปิยทรรศได้พยายามลดทอนรายละเอียดของการผลิตลง แต่ไปเพิ่มลูกเล่นที่ตัววัสดุแทน เช่น ทดลองใช้เนื้อกระดาษหลายๆ แบบ มีทั้งกระดาษสีครีม สีขาว สีน้ำตาลอ่อน หรือกระดาษที่มีพื้นผิวไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนในด้านเนื้อหา นอกจากสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นกรุงเทพฯ แล้ว เธอยังขยายไปถึงเรื่องสัญลักษณ์ความเป็นไทยต่างๆ เช่น รถตุ๊กตุ๊ก ตลาดน้ำ และอื่นๆ ด้วย

BKKinD2

ในการพบกันครั้งต่อมา ขวัญหทัยได้แนะนำให้ปิยทรรศแตกประเภทของสินค้าออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดลายเส้น และชุดภาพพิมพ์ และให้นำเนื้อหาเอกลักษณ์ไทยมาแบ่งเป็นกลุ่มๆ ด้วย เช่น การ์ดชุดตลาดน้ำ, ชุดข้าวสาร, ชุด Street Food, ชุดหาบเร่แผงลอย, ชุดวัดวาอาราม ฯลฯ จากนั้นให้เพิ่มลูกเล่นลงไปในการ์ดอีกหน่อย ด้วยการทำ “รอยปรุ” (เพื่อให้ลูกค้าได้ลองเล่นและรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น) โดยในการนี้อาจเลือกฉลุเป็นบางส่วนก็พอ เพราะค่าใช้จ่ายในการฉลุลายนั้นค่อนข้างสูง อีกทั้งในระหว่างการทดลองผลิต สินค้าบางตัวยังเกิดรอยไหม้งของเลือกเนื้อหาเอกลักษณ์ไทยมาจำแนก แล้วออกแบบการ์ดเป็นชุดๆ ตัวอย่างเช่น การ์ดชุดตรงขอบ ซึ่งขวัญหทัยมองว่า ถ้าปิยทรรศยังต้องการใช้เทคนิคเลเซอร์ต่อไป ก็ให้เธอปรับจุดอ่อนตรงนี้มาเป็นจุดแข็งเสียเลย โดยขวัญหทัยแนะให้เธอลองใช้กระดาษสีเหลืองหรือสีน้ำตาลที่จะช่วยขับเน้นอารมณ์ความเก่า (และเก๋า) ยิ่งขึ้น เพราะลูกค้าบางกลุ่มอาจชอบผลลัพธ์แบบไหม้ๆ เก๋าๆ นี้ก็ได้ นอกจากนั้น ขวัญหทัยยังแนะนำให้ปิยทรรศเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับตัวการ์ดด้วย เช่น เพิ่งตำแหน่งแปะรูป หรือทำขาพับเพื่อให้นำไปตั้งโชว์ได้ ฯลฯ ทั้งนี้ผู้ซื้อจะได้รู้สึกถึง “ความคุ้มค่า” ไม่ใช่แค่มอบการ์ดสวยๆ ให้กันแล้วก็จบ

เมื่อกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ปิยทรรศมีโปสการ์ดป๊อบอัพที่ใช้กระดาษจริง (และขนาดจริง) มาให้ดู มีทั้งแบบพิมพ์ลาย 4 สีและแบบลายเส้นสีดำ มีการเพิ่มลูกเล่นโดยมีรอยตัดให้ลูกค้านำไปตัดได้เอง นอกจากนั้น เธอยังหยอดไอเดียการติดบอลลูนคำพูด (ซึ่งแยกชิ้นได้) ลงไปในการ์ดด้วย ถึงตรงนี้ขวัญหทัยแนะให้เธอลองเพิ่มรายละเอียดที่บ่งบอกถึง “ความเป็นไทย” ลงไป เช่น ภาพตุ๊กตุ๊กยกล้อ มอเตอร์ไซค์ขนของ หรืออาจจะเพิ่มธีมตลาดน้ำ หรือฉากวัดพระแก้วเข้าไปด้วย เป็นการนำอัตลักษณ์ไทยที่เกี่ยวข้องกันมาสื่อสารในคราวเดียว ส่วนบอลลูนคำพูดนั้นก็ยังคงอยู่ แต่ให้เพิ่มฟอร์มใหม่ๆ เช่น ทำเป็นรูปดาว รูปดอกไม้ หรือรูปป้ายทะเบียนแท็กซี่ เพื่อเพิ่มสีสันและความสนุกสนาน อาจแยกขายเป็นชิ้นให้ผู้ซื้อนำไปติดเองก็ได้

ท้ายที่สุดด้วยข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต ปิยทรรศยังไม่สามารถนำเทคนิคเลเซอร์มาใช้ได้ แม้เจ้าตัวจะชอบผลลัพธ์ที่ทับซ้อนกันจนเกิดแสงเงาก็ตาม เธอหันไปเน้นการผลิตป๊อบอัพการ์ดพื้นขาวลายเส้นดำเป็นรูปสถาปัตยกรรมและสถานที่เด่นๆ ของไทย พร้อมนำเสนออัตลักษณ์ไทยหลายๆ อย่างเป็นสติกเกอร์ตกแต่งพิมพ์ 4 สี ใช้ลายเส้นการ์ตูนวาดเป็นรูปรถเมล์ รถตุ๊กตุ๊ก ช้าง พระ เณร ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อได้ร่วมออกแบบการ์ดเองตามใจชอบด้วย

จากการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ ปิยทรรศได้ผลงานที่มีทั้งเรื่องราวและเทคนิคที่น่าสนใจมากขึ้น เธอได้เรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตสินค้าจริง เป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการก้าวต่อไปในอนาคต

ที่ปรึกษาโครงการ : ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร ผู้จัดการร้าน The Shop @ TCDC

Handmade to Profit: 2 dimensional card expressing multi dimensional city
Story: Asira Panaram

The interest in the capital city and the passion for paper sculpture had inspired Piyatas Thanthanapornchai to design a pop-up book of metropolitan highlights as tourist souvenir for her art thesis.

Piyatas’ beautifully intricate work is intricate representing Bangkok’s iconic places was thoroughly researched. The places were separated into temples—representative of the old city, and buildings in the trendy districts to represent today’s urban life. It is certain that if designers replicate and produce commercially, the cost of production would be too high. But once Piyatas joined the “Handmade to Profit” workshop, Kwanhathai recommended her to take the core concept and retell the story in a simplified new medium which is easy to buy and sell—Pop-Up cards was the answer.

From Pop-Up books to Pop-Up cards
In designing such cards, Piyatas needed to simplify the details for production, and put the gimmick in various textured papers instead. With cream, white, light brown colored papers, or uneven texture for various emotions. More than just focusing on Bangkok, Kwanhathai recommended her to consider other Thai icons such as Tuk Tuk or the floating market as well.

In her next move, Piyatas brought in samples of her laser cut buildings and pop-up with sketch strokes giving more relaxed and approachable feelings. Kwanhathai advised her to separate the products into 2 collections—line drawings and printed images, and to set the cards into collections such as the floating market, Kaosan Road, street food, street side stalls and temples. And add gimmick in the card with perforated lines, for customers to easily punch out the patterns themselves, by choosing to dye cut only in certain areas since the perforation and dye cutting is expensive. If the laser cut technique is to be use, Piyatas should turn the disadvantages of burnt laser cut edges into selling point. By using yellow or brown papers that would help accentuate the nostalgic feeling of the burning edges or the aging effect can be well received by some target. Moreover, she should add more functions to the card such as areas to affix images and standing flaps so that the buyers can feel valued for money beyond just sending the card.

When she came back again, Piyatas had pop-up actual sized postcards made from the real paper, with off-set printings and black line art, and the added gimmick of the dye cut markings for the buyers. But the decision for the pre-perforated lines is up to the available investment. Piyatas also added ideas of attaching text bubbles into the cards. Kwanhathai suggested her to decrease the number of messages, and increase the details that represent the Thainess such as acrobatic Tuk Tuk, utility motorbike and add the floating market theme or the scene of the Grand Palace that when one peer inside one can see a dainty Thai dancers inside which is a way to communicate Thainess at the same time. In additional shapes for the text bubbles such as star, flower or taxi license plate can add more fun, and can be sold separately for the buyers to choose to stick themselves. And not to forget the envelopes, for the black and white cards, use colorful envelopes to catch attention.

Lastly, the limitation in terms of the production budget inhibited Piyatas from the laser cut technique even though she like the effects of the overlaying shadows. Instead, she decided to focus with the white pop-up cards with black line art of the architecture and Thailand’s highlight places, and include various Thai icons as offset printed stickers of Tuk Tuk, elephant, monk and novice, and etc in casual cartoon-like strokes to add fun involvement for the card buyers to personalize. This development process had not resulted in fun products with vivid story and interesting techniques, but it is also proved to be a valuable experience for the designer to have firsthand production knowledge and to be ready for any future opportunity.




« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com