Articles

« Back to Result | List

Dialog im Dunkeln : บทสนทนาในความมืด

เรื่อง: ปาริฉัตร จิระศักดิ์วิทยา

dialogue1

ไม่จริงเสมอไปหรอกที่ว่าแสงสว่างคือปัญญา… ความมืดและความกลัว ก็สามารถเป็นยุทธศาสตร์แห่งปัญญาและเงินตราได้เช่นกัน

ธุรกิจความคิด - พิพิธภัณฑ์ความมืด
การจำลองประสบการณ์สร้างสรรค์สุดแหวก “Dialog im Dunkeln” (Dialogue in the Dark) ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมันนี โดยฝีมือของนาย อันเดรอัส ไฮเน็คเค่ (Andreas Heinecke) จากไอเดียง่าย ๆ ของการ “ขายความมืด” นวัตกรรมความคิดชิ้นนี้ได้เติบโตขึ้นกลายเป็นลิขสิทธิ์ธุรกิจพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงมาแล้วในกว่า 15 เมืองทั่วโลก ทั้งฮัมบูร์ก แฟรงค์เฟิร์ต มิวนิค เวียนนา มิลาน แอตแลนต้า เม็กซิโกซิตี้ ไนโรบี เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง โตเกียว โซล สิงคโปร์ บาร์เซโลน่า และล่าสุดที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2553 ที่จามจุรีสแควร์

“Dialog im Dunkeln” หรือบทสนทนาในความมืด คืออีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความทะลึ่งและคิดต่าง เพราะแทนที่ผู้ออกแบบจะหยิบยื่น “ความรู้” ผ่านชิ้นวัตถุที่นำมาจัดแสดงอย่างในพิพิธภัณฑ์ทั่วไป Dialog im Dunkeln กลับย้อนศรทำในสิ่งตรงกันข้าม นั่นก็คือ การเปิดนิทรรศการ (ที่ขายตั๋วเข้าชมแพงกว่าตั๋วหนังถึง 7-8 เท่า) เพื่อให้ผู้ชมได้ลิ้มรสและเรียนรู้หลายๆ สิ่งจาก “ความมืดบอด” ตลอดเส้นทาง

คุณเชื่อมั้ยว่า แรงสร้างสรรค์จากความกลัว ความตื่นเต้นกังวล และความไม่รู้ในสิ่งตรงหน้า ดังที่เล่ามานี้ ได้นำไปสู่ตัวเลขผู้เยี่ยมชมกว่า 406,424 คนทั่วโลก ที่สำคัญสามารถสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ให้แก่ประชากรผู้พิการทางสายตาอีก 320 คน (ข้อมูลจากปี 2009)

dialogue2_c

ทำนิทรรศการให้ได้ตังค์ …ทำอย่างไร
อีวา ครีชบาอุม (Eva Kriechbaum) หนึ่งในสี่ผู้ก่อตั้ง “Dialog im Dunkeln” ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้เล่าถึงประสบการณ์ขวบปีแรกของการทำพิพิธภัณฑ์นี้ว่า “ความท้าทายในการบริหารจัดการคือโจทย์เรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สูงมาก ราวแปดหมื่นยูโร (หรือราวสามล้านสองแสนบาทต่อเดือน) แต่เธอก็เชื่อมั่นว่าด้วยสามกลยุทธ์หลักต่อไปนี้ เธอจะสามารถ “ซื้อใจ” ผู้บริโภคในเวียนนาได้สำเร็จ

1. Differentiation to Recreation
อีวาและทีมงานสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับเวียนนา โดยสร้างคอนเทนท์ใหม่ไม่ให้เหมือนที่ไหนในโลก เธอนิมิตห้องนิทรรศการให้มีจุดต่างในความเหมือน เช่น ห้องที่จำลองสถานการณ์จริงจากตลาดทวีปแอฟริกา (นำเอาบรรยากาศการซื้อขาย ทั้งเสียง กลิ่น รูปทรงลักษณะ ฯลฯ มาตั้งอยู่กลางนิทรรศการในความมืด) หลายคนสงสัยว่าทำไมเธอจึงเลือกแอฟริกา? อีวาตอบว่า “นิทรรศการห้องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นแบบส่งเดช แต่มันได้ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า ทวีปแอฟริกานี้มีผู้พิการทางสายตาจำนวนมาก และถ้าคุณกระสัยใคร่รู้ว่ามันรู้สึกอย่างไร คุณก็ต้องเดินทางมาดูที่นี่ที่เดียวเท่านั้น”

2. Technology & Unique Experience
อีวากระซิบบอกว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญมาก เครื่องไม้เครื่องมือของนิทรรศการที่นี่ถูกติดตั้งให้ตอบโจทย์วิทยากรนำชมซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตา และเพื่อกระตุ้นจินตนาการของผู้เยี่ยมชมเป็นสำคัญ

นิทรรศการในแต่ละรอบแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะผู้นำสนทนาแต่ละคน ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 20 – 62 ปี เดินทางมาจาก 7 ประเทศ และมีความเชื่อแตกต่างกัน 6 นิกาย แน่นอนว่าพื้นฐานที่ไม่เหมือนกันนี้ย่อมสร้างมุมมองที่มีพลัง แปลก และน่าเรียนรู้แตกต่างกันไป จุดนี้คือ ส่วนเสริมที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ชมที่เคยมาแล้วสามารถกลับมาเยี่ยมชมอีกได้ทุกเมื่อ

3. New Market Development
เชื่อหรือไม่ว่า รายได้สำคัญอีกทางหนึ่งของทีมงาน Dialog im Dunkeln เวียนนานั้น มาจาก “การจัดเวิร์คช็อปให้ภาคธุรกิจ” อีวาบอกกับเราว่า พวกเธอใช้ “แบรนด์ Dialog im Dunkeln” นี้เป็นต้นทุน ขายความเก๋ ความแหวก ความมั่นใจ เรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอแนวทางความสำเร็จให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งตรงนี้เธอมองว่าเป็นตลาดใหม่ นอกเหนือไปจากผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

นอกจากนั้น Dialog im Dunkeln เวียนนา ยังเน้นการสร้างเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งตรงจุดนี้อีวาเธอได้มองการณ์ไกลไปกว่าการประชาสัมพันธ์หรือการทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม นักสร้างสรรค์ผู้นี้ได้ร่างโปรแกรมการศึกษาขึ้นมาบนพื้นฐานของตัวนิทรรศการ และนำเสนอให้โรงเรียนต่างๆ นำไปใช้เป็นสื่อการสอนในห้องเรียนด้วย !

dialogue3_c

สัมผัสโลกแบบคนตาบอด
บางคนอาจยังฉงนอยู่ว่าแล้วนิทรรศการนี้ต้องการนำเสนออะไรกันแน่ เข้าไปชมแล้วต้องทำอย่างไร คุณจะเห็นอะไร จะได้อะไรจากมัน ฯลฯ เราจะพาคุณเดินทางไปด้วยกันจากจุดเริ่มต้นตรงนี้ พร้อมเล่าประสบการณ์ตรงให้ฟัง

เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละรอบ อันดับแรกคุณจึงต้องติดต่อเพื่อจองบัตร (จองคิว) และเพื่อตรวจสอบตารางเวลาของวิทยากรผู้นำชม (นิทรรศการนี้จำเป็นต้องมีวิทยากรนำทาง เนื่องจากภายในนั้นมืดสนิทจริงๆ) เมื่อได้บัตรแล้วคุณจะนำข้าวของทั้งหมดไปใส่ไว้ในตู้ล็อกเกอร์ เพราะเขาไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่เป็นต้นกำเนิดของแสงและเสียงเข้าไปภายในนิทรรศการ จากนั้นคุณก็จะใช้เวลาสั้นๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับไม้เท้าที่ต้องใช้ตลอดเส้นทาง ณ จุดนี้ เมื่อคุณพร้อมแล้ว ผู้นำทางก็จะพาคุณเดินเข้าสู่ภายในห้องนิทรรศการที่มืดสนิท…

แน่นอนว่าในช่วงแรกความมืดจะทำให้คุณรู้สึกกลัวและอึดอัด (กลัวว่าจะเตะโน่นโดนนี่ รู้สึกอึดอัดไปหมด) แต่ธรรมชาติจะบอกให้คุณ “หาทางออก” จากความกลัวนั้น โดยคุณจะเริ่มใช้เสียง ร้องเรียก ถามหา ใช้วิธีการสัมผัส ฯลฯ คุณจะรู้สึกตื่นตัวมากกับความเงียบและความมืดมิดรอบข้าง สักพักเมื่อผู้นำทางพาคุณเดินไปถึงวิทยากรนำชม เรื่องราวและบทสนทนาก็จะเริ่มต้นขึ้น จากจุดนี้คุณจะได้พบและสัมผัสกับบรรยากาศต่างๆ ในความมืดสนิท ร่างกายและจิตใจจะค่อยๆ ปรับตัว คุณเริ่มละทิ้งประสาทสัมผัสทางตา และสับเปลี่ยนมาใช้การเงี่ยหูฟัง (เพื่อสังเกต ประมวลผล และทำความเข้าใจสิ่งตรงหน้า) มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก

ไฮไลท์เล็กๆ ก่อนออกจากห้องนิทรรศการ คือ การดื่มด่ำในรสชาติของ “น้ำ” ในความมืด บาร์เทนเดอร์จะถามคุณว่าคุณอยากดื่มน้ำประเภทไหน เช่น แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำสมุนไพร น้ำแร่ หรือน้ำเปล่า บรรยากาศภายในห้องนี้ถูกบรรจงสร้างให้เหมือน “บาร์” ทั่วไป เพียงแต่มันมืดสนิทเท่านั้น การได้พูดคุยกับคนที่นั่งข้างๆ (ซึ่งคุณไม่สามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตา) จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด (ในที่สุดคุณก็ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก!) ใช้เวลาสักพักจนเครื่องดื่มหมดแก้ว ก็ถึงเวลาจ่ายเงิน ตรงนี้คุณจะได้ทดสอบประสาทสัมผัสของคุณเป็นครั้งสุดท้าย โดยการควักเงิน หยิบจ่าย รับทอน ในความมืด รับรองว่าคุณจะรู้สึกประทับใจในความสามารถของตัวเองแน่ๆ

น่าสนใจที่ “ความมืด” และ “ความรู้สึกกลัว” อันเป็นสัจธรรมของโลกมนุษย์นั้น สามารถนำไปสู่การก่อเกิดของธุรกิจพันล้านได้ ในกรณีนี้คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “แท้จริงความมืดมิดนี้คือแสงสว่างแห่งความสร้างสรรค์”

“We want our guest to recognize that they do have other “senses than sight” to make their lives colorful….We want to create new and innovative surroundings for our visitors. And we do so in a humorous way. Life may be serious but we do not always take it too seriously. Although we teach our visitors serious content, we want them as well to be entertained and positively involved”

ข้อคิด
- การประยุกต์เอาธรรมชาติของแสงที่มีผลต่ออารมณ์ของมนุษย์มาผสมกับจินตนาการและการสร้างเรื่องราว สามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น การใช้แสงสลัวของโคมแทนการเปิดหลอดไฟสว่างโล่งโจ้ง ในกรณีของ “ความมืด” ก็เช่นเดียวกัน เมื่อถูกผสมเข้ากับ “จินตนาการ” ก็สามารถเกิดคุณค่าและความหมายใหม่ได้

- ตัวเลขอ้างอิงของผู้เข้าชมนิทรรศการข้างต้น รวมไปถึงกระแสของการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของสังคมการเรียนรู้ทั่วโลก พื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมคือ “เทรนด์ใหม่” ในการดำรงชีวิตและการท่องเที่ยว เช่น ถ้าไปหัวหินต้องแวะเพลินวาน ไปราชบุรีต้องไม่พลาดสวนศิลป์บ้านดิน ฯลฯ เรียกได้ว่า “ธุรกิจความรู้คู่ความบันเทิง” ของประเทศไทย กำลัง “อินเทรนด์” เป็นอย่างมาก

- ธุรกิจที่ไม่เพียงคำนึงถึง “จุดคุ้มทุนของตัวเอง” แต่ยังคิดเผื่อไปถึง “จุดคืนทุนของสังคม” มักได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและสื่อมวลชน ถือเป็นการสร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ในตัวเอง ช่วยเสริมแบรนด์ให้แข็งแรง เป็นที่จดจำ

- เหล่านักคิด คือ กลไกสำคัญในการพัฒนาสังคมความรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งในการนี้ “สิ่งแวดล้อม” ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การมีพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่เพียงแต่จะเร่งให้ “นักคิด” ได้ต่อยอดจินตนาการออกไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความหลากหลายให้สังคมการเรียนรู้ ทั้งในแง่การศึกษา สังคม สิทธิความเท่าเทียม ปรัชญา เศรษฐกิจ ความสร้างสรรค์ ฯลฯ

« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com