Creative Knowledge

« Back to Result | List

ต่อยอดสินค้าทำมือสู่ตลาดทำกิน : น้ำอบไทยในกลุ่มตลาดใหม่ เมินน้ำหอมนอกมาลองน้ำอบไทย

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

JAMKAMOL1

จากภูมิปัญญาชาววังที่คิดค้น “เครื่องหอมประทินผิว” ขึ้นจากดอกไม้ไทยแท้ ทิพย์กมล บูลภักดิ์ ได้สืบทอดองค์ความรู้เก่าแก่นี้มาจากคุณป้าซึ่งเคยเป็น “คนในวัง” แต่โจทย์สำคัญของเธอในวันนี้ ก็คือ เธอจะทำอย่างไรให้เครื่องหอมเย็นที่ดูโบร่ำโบราณ “ขายได้” ในตลาดปัจจุบัน

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา น้ำอบไทย “แจ่มกมล” ของคุณทิพย์กมลขายได้กับผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม และต้องอิงอยู่กับเทศกาลไทยๆ เท่านั้น เช่น ซื้อเป็นของฝากงานปีใหม่ ใช้ในวันสงกรานต์ ใช้สรงน้ำพระ ฉะนั้นช่วงเวลาที่ขายดีในแต่ละปีจึงมีอยู่แค่ 2 ครั้ง ที่สำคัญตลาดยังมิได้ขยายไปในวงกว้าง สินค้าขายได้ในรูปแบบ “ปากต่อปาก” จากคนรู้จักเท่านั้น

เพื่อให้น้ำอบไทยเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นในฐานะของดีของไทย คุณทิพย์กมลจึงนำน้ำอบแจ่มกมลนี้มาแสดงในงานเทศกาลปล่อยแสง (ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์น้ำอบเลยทีเดียว) พอดีกับที่ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร ที่ปรึกษาโครงการต่อยอดสินค้าทำมือสู่ตลาดทำกิน มีความสนใจในการต่อยอดเอกลักษณ์ไทยๆ ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ร่วมสมัยอยู่แล้ว เธอจึงได้ชักชวนคุณทิพย์กมลให้เข้าร่วมโครงการต่อยอดฯ ในเวลาต่อมา

สินค้าหลักของแบรนด์แจ่มกมลนั้น ได้แก่ น้ำอบ (ใช้ประพรมกาย สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่) และน้ำปรุง (มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ใช้ประพรมกาย คล้ายน้ำหอม) ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็มีแป้งน้ำ แป้งร่ำ ยาดม ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งขายแยกและจัดเซ็ทขายเป็นชุดของขวัญ โดยสินค้าทั้งหมดมีจุดแข็งตรงที่เป็นสูตร “ชาววัง” จากที่มาดังกล่าวข้างต้น ขวัญหทัยจึงออกความคิดให้แจ่มกมลปรับ “วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์” โดยเพิ่มความหลากหลายและความร่วมสมัยให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นคนอายุ 30 ปีขึ้นไปที่สนใจในสินค้าจากภูมิปัญญาดั้งเดิม รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งต้องเน้นขายความเป็นไทย ในการนี้ทั้งสองตกลงว่าแจ่มกมลต้องทำการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง ตั้งแต่สูตรการปรุงผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์

JAMKAMOL2

ชูจุดขายใหม่ให้แตกต่างจากน้ำอบทั่วไป
เป้าหมายหลักของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนความเข้าใจเดิมๆ ที่มีต่อน้ำอบหรือน้ำปรุง จาก “ของที่ใช้เฉพาะตามเทศกาล” ให้กลายมาเป็น “เครื่องหอมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน” โดย

1. สร้างคุณสมบัติการบำรุงผิว เพื่อให้เกิดจุดขายใหม่ เช่น น้ำอบไทยทำให้ผิวเนียนนุ่ม หรือเพื่อการผ่อนคลาย เป็นต้น โดยทดลองผสมกับน้ำมันงา หรือทำน้ำมันบำรุงผิวกลิ่นน้ำอบขึ้นมา

2. ปรับสูตรเรื่องกลิ่นหอม ปกติแล้วน้ำอบน้ำปรุงเหล่านี้จะเกิดจากการผสมหัวน้ำหอมของดอกไม้หลายชนิดจนรวมเป็นกลิ่นเดียว แต่คราวนี้ขวัญหทัยอยากให้ทิพย์กมลทดลองปรุงสูตรที่มีกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดดเด่นขึ้นเป็นพิเศษ เช่น กลิ่นมินท์ กลิ่นกุหลาบ กลิ่นชำมะนาด ฯลฯ เพื่อเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า โดยเริ่มต้นทดลองจาก 3 กลิ่นก่อน เพื่อดูเสียงตอบรับจากลูกค้าด้วย

ทิพย์กมลใช้เวลาไม่นานในการปรับสูตรและทดลองสูตรจนคงที่ และได้พัฒนา “น้ำมันงาบำรุงผิวกลิ่นดอกไม้ไทย” ขึ้นเป็นตัวอย่าง อันได้แก่ กลิ่นชำมะนาดและกลิ่นลีลาวดี ซึ่งในระหว่างการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์นี้ เธอก็ปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้กับบรรจุภัณฑ์ด้วย

ความเป็นไทยในบรรจุภัณฑ์ร่วมสมัย
ทิพย์กมลตัดสินใจเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยใช้ขวดสี่เหลี่ยมเรียบๆ และฝาไม้ (เพื่อให้ดูโมเดิร์นและได้ความเป็นธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน) ส่วนในเรื่องขนาดบรรจุนั้น ขวดรุ่นเดิมที่ขายอยู่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ขวัญหทัยแนะว่าเมื่อเปลี่ยนแบบขวดและเปลี่ยนสูตรแล้ว ก็น่าจะลองทำขวดที่มีขนาดเล็กลงมาด้วย (เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่าย) รวมทั้งให้ลองทำขวดที่มีหัวฉีดสเปรย์เพื่อการใช้งานแบบเดียวกับน้ำหอมด้วย นอกจากนั้น ขวัญหทัยยังแนะให้ลองจัดสินค้าป็นชุด เช่น มีน้ำมันงา แป้ง น้ำหอม ขวดเปล่า ให้ลูกค้าสามารถผสมได้เอง ลูกค้าจะได้สนุกและมีกิจกรรมกับตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น

ส่วนในด้านการสื่อสารการตลาด ขวัญหทัยแนะนำให้ทิพย์กมลลองปรับดีไซน์ โดยนำลวดลายดอกไม้ไทยมาจับคู่สีและจัดรูปแบบในจังหวะที่ร่วมสมัยมากขึ้น ที่สำคัญต้องมีคำอธิบายสรรพคุณ ความเป็นมา และการใช้งานได้ในทุกโอกาส

สินค้าที่ขายความเป็นไทย เช่น น้ำอบหรือน้ำปรุงนั้น แม้จะมีเรื่ององค์ความรู้และเอกลักษณ์เป็นจุดแข็ง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเรื่องโอกาสในการใช้ที่จำกัด และมีกลุ่มผู้บริโภคที่แคบเกินไป การแก้โจทย์ด้วยการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ หรือตัวบรรจุภัณฑ์ให้ทันยุคมากขึ้น ประกอบกับการให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจถึงตัวสินค้าอย่างลึกซึ้ง ก็จะช่วยให้สินค้าไทยๆ เหล่านี้สามารถขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ที่กว้างขึ้นได้

ที่ปรึกษาโครงการ : ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร ผู้จัดการร้าน The Shop @ TCDC


« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี