Articles

« Back to Result | List

ตอบโจทย์ AEC : โอกาสทองของ “สปาไทย” ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

สปาและการนวดของไทยถือเป็นกลุ่มงานบริการที่สามารถสร้างชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก โดยเฉพาะกับ “การนวดแผนไทย” (Thai Traditional Massage) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างสูงจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็น Signature ของประเทศ อย่างไรก็ดี ในวันที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หลายคนคงสงสัยว่า “แล้วมันจะส่งผลอย่างไรกับภาคธุรกิจนี้”

วันนี้ TCDCCONNECT ได้รับเกียรติจากคุณสุนัย วชิรวรการ ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายมาตรฐาน ผู้แทนของสมาคมสปาไทย ในการจุดประกายแนวคิดให้ผู้ประกอบการสปาไทยเตรียมพร้อมสู่การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้า

การเปิดประชาคมอาเซียนคือ “โอกาส”
คุณสุนัยเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการไม่ควรยึดติดอยู่กับคำถามที่ว่า AEC จะส่งผลกระทบอย่างไร แต่อยากให้มองว่ามันคือโอกาสครั้งสำคัญของภาคธุรกิจสปาและการนวดไทยมากกว่า

“ขณะนี้ประเทศไทยถือเป็น Top 5 ในเวทีระดับโลก การมาของ AEC จะเปิดตลาดให้กลุ่ม SME มีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แถมยังช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อจะแข่งขันในตลาดอาเซียนได้”

คุณสุนัยมองว่า ภายในสามปีข้างหน้านี้ SME ไทยควรใช้ความคิดสร้างสรรค์ขุดค้นเอา “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” มาผสมผสานให้เป็นจุดแข็งของสปาและการนวดไทย เพื่อสร้างจุดขายในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา

จุดเด่นของคู่ค้าสำคัญในกลุ่มอาเซียน
ถ้าพูดถึงตลาดสปาและการนวดในอาเซียนแล้ว แต่ละประเทศก็จะมีจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ประเทศไทยถือเป็น “ผู้นำ” ในภาคธุรกิจนี้ โดยมีอินโดนีเซียเป็นเพื่อนคู่ค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงพอกัน

อินโดนีเซียนั้นมีจุดเด่นในเรื่องของ “การทรีทเมนท์” (Treatment) รวมไปถึงการนำวัฒนธรรมเข้ามาผสมผสานกับองค์ประกอบในการนวด (Cultural Integration) ไม่ว่าจะในงานออกแบบอาคาร งานตกแต่งภายใน รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างประสบการณ์ (Brand Experience) และความผูกพัน (Consumer Connection) ให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้

ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะไม่มีจุดขายด้านศาสตร์การนวดมากนัก แต่จุดเด่นของประเทศนี้คือเรื่องของ “ภาษาอังกฤษ” ที่นักบำบัด (Therapist) สามารถสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถเชื่อมต่อถึงความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งกว่า

สำหรับประเทศไทยเรา จุดเด่นของสปาและการนวดอยู่ที่ “องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย” ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมอินเดียและการแพทย์แผนจีนอีกที อย่างไรก็ดี นอกจากการนวดเพื่อการรักษาแล้ว ไทยเรายังมีศาสตร์ของสมุนไพรไทย (ที่บำบัด นวด และรักษาด้วยสมุนไพร) โดยวิเคราะห์จากธาตุเจ้าเรือน อันได้แก่ ธาตุเจ้าเรือนเกิด (ซึ่งเป็นไปตามวันเดือนปีเกิด) และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน (พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัย และภาวะสุขภาพกายใจ) ถือเป็นการรักษาทางด้าน “กายานามัย” และ “จิตตามัย” ด้วย

“มาตรฐาน” คือสิ่งที่สปาไทยต้องไปให้ถึง
แม้ว่ามาตรฐาน สบส. จะเป็นมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบการสปา (ต้องผ่านเกณฑ์นี้จึงจะเปิดบริการได้) แต่เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็ควรจะได้รับการรับรองมาตรฐานสากลอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรฐาน World Class Spa ของกระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งเป็นระดับ Platinum, Gold, และ Silver, มาตรฐานสากล Thai Spa Excellence Quality ของ SGS ร่วมกับสมาคมสปาไทย, และล่าสุด มาตราฐานสปาอาเซียน (ASEAN Spa Standard) เพื่อรองรับการเปิด AEC ในปี 2558 อันเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจสปาในตลาดอาเซียนให้ทัดเทียมกัน

สามช่องทางของ “สปาไทยในต่างประเทศ”
แน่นอนว่า การเปิดตลาด AEC นั้นถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถก้าวเข้าสู่เวทีสากลได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย 3 ช่องทางหลักที่เรียกว่า “เปิดกว้าง” ให้กับภาคธุรกิจสปาไทยนั้น ก็ได้แก่
1) โอกาสที่นักบำบัดไทยจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ (ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทักษะด้านการนวดระดับโลก)
2) การเปิดกิจการสปาไทยในตลาดอาเซียน สามารถทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเปิด AEC เต็มรูปแบบ
3) โอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์สปา (รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้) สู่ตลาดอาเซียน

ตลาดเปิดกว้าง นโยบายเกื้อหนุน
ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจสปาถูกผูกติดเข้ากับธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างเหนียวแน่น ดังนั้น นโยบายในการส่งเสริมธุรกิจนี้จึงจำเป็นต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของสองฝ่าย (สปาและท่องเที่ยว) โดยในปี 2558 กระทรวงการท่องเที่ยวฯ คาดหวังที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในอาเซียนขึ้นราว 25% และมีกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (จากที่เคยเที่ยวทีละหนึ่งประเทศมาสู่การท่องเที่ยวแบบเชื่อมต่อทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน) ผ่านวิถีการเดินทางชนิดใหม่ที่เรียกว่า “Experiential Travel” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวตลอดทั้งภูมิภาคผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

ข้อคิดเพิ่มเติม :
- เมื่อตลาดเปิดโอกาสให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานและธุรกิจได้อย่างเสรีในภูมิภาคอาเซียน รูปแบบของตลาดที่หลากหลายในปัจจุบัน ก็จะเปลี่ยนไปเป็น “หนึ่งตลาด” ที่มีฐานการผลิตเดียว
- การรวมตัวกันของชาติสมาชิกก่อให้เกิดความเป็น “ภูมิภาค” ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและอำนาจการต่อรองกับตลาดโลก โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ SME ที่จะสามารถกระโดดเข้าไปในตลาดได้ง่ายขึ้น
- การเกิดขึ้นของ AEC จะทำให้อาเซียนกลายเป็นส่วนสำคัญของ Supply Chain ในเศรษฐกิจโลก ดังนั้นกลุ่มธุรกิจ SME จึงควรใช้ความเข้าใจนี้เป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพใหม่ให้กับตนเอง เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และประยุกต์สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ (ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ) สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดขายของธุรกิจเล็กๆ ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบได้

ข้อมูลอ้างอิง:
www.aromdspa.com

เครดิตภาพ:
http://sensestory.net


« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-02
  • Resource: www.tcdcconnect.com