Articles

« Back to Result | List

เนื้อๆ เน้นๆ จากงานสัมมนา “จับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังและสิ่งทอ โดย TCDCCONNECT

โดย : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

Business-Matching

เมื่อวันเสาร์ที่ 21_สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการสัมมนาในโครงการ “จับคู่ทางธุรกิจ” (Business Matching) ของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังและสิ่งทอ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) งานนี้นอกจากจะได้รับความรู้มากมายจากการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังและสิ่งทอแล้ว ผมยังได้เห็นแนวโน้มของการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างกลุ่มนักออกแบบและกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งต่างก็เปิดโอกาสให้กันและกันเพื่อการพัฒนาผลิตสร้างสรรค์และหาโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ๆ ผมขอถือโอกาสนี้ถ่ายทอดเนื้อหาจากงานสัมมนาอันจะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆ ท่านที่พลาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ครับ

Business-Matching-1

งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์จารุพัชร อาชวะสมิต จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ที่ให้เกียรติมาเป็นพิธีกรรับเชิญและร่วมสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังและสิ่งทออีก 3 ท่าน ซึ่งได้แก่ คุณชเล วุทธานันท์ – ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA บริษัทผู้ผลิตและส่งออกผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในชั้นนำ, คุณชนิตา ปรีชาวิทยากุล – เจ้าของและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์แฟชั่น Senada Theory, และ คุณธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ – Brand Manager จากบริษัท Viera by Ragazze

อาจารย์จารุพัชรเริ่มต้นบทสนทนาโดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจสิ่งทอได้รับผลกระทบจากปัญหาภายในประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อตลาดส่งออกของไทย โดยอาจารย์ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านผ่านข้อคำถามดังต่อไปนี้

ในนาทีนี้ไทยเราจะสามารถใช้อะไรเป็นอาวุธหลักเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและเพื่อสร้างธุรกิจที่มั่นคงให้เกิดขึ้นในอนาคต
คุณชเล จาก PASAYA กล่าวว่า ณ เวลานี้ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการ “นักออกแบบ” อย่างสูง ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานกว่า 23 ปี ทาง PASAYA ได้เห็นความสำคัญและใช้งานนักออกแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วคุณชเลจะเรียนจบมาทางวิศวกรรม แต่ลึกๆ ก็มีความชอบงานศิลปะเป็นทุนเดิม เขาจึงหาโอกาสร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับทีมออกแบบอยู่เสมอ

Business-Matching-chalae

ตลอดเวลาการทำงานคุณชเลได้เห็นถึงปัญหาและแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับนักออกแบบ โดยได้ชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของนักออกแบบที่ธุรกิจสิ่งทอต้องการเป็นอย่างมาก คือ บุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ด้านการผลิต และรู้จักคุณสมบัติของเส้นใยต่างๆ เป็นอย่างดี (นอกเหนือไปจากความสามารถพื้นฐานในการถ่ายทอดแนวคิดให้ออกมาเป็นภาพวาด)

นอกจากนั้น คุณชเลยังได้เปรียบเทียบโอกาสของ “การจับคู่” (Matching) ที่จะส่งผลในทางธุรกิจ โดยได้จำแนกไว้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. นักออกแบบทำงานไม่เป็น มาพบกับ ผู้ผลิตที่ทำงานไม่เป็น ผลที่ได้รับคือ ความล้มเหลวในการทำธุรกิจ หรือเรียกว่า “Zero Perfect”
2. นักออกแบบทำงานเก่ง มาพบกับ ผู้ผลิตที่ทำงานไม่เป็น ผลที่ได้รับคือ “Fail” (หมายถึงนักออกแบบทำงานได้สักพักก็จะลาออก เกิดความไม่มั่นคงในองค์กร)
3. นักออกแบบทำงานไม่เก่ง มาพบกับ ผู้ผลิตที่ทำงานเก่ง ผลที่ได้รับก็คือ “Fail” เช่นกัน
4. นักออกแบบทำงานเก่ง มาพบกับ ผู้ผลิตที่ทำงานเก่ง ผลที่ได้รับคือ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือ “Success” นั่นเอง

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าโอกาสที่การจับคู่ทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ดังนั้น

คุณชนิตา จาก Senada Theory ได้กล่าวเสริมว่า นักออกแบบที่ดีควรจะมี Power of Sense ด้วย ซึ่ง Power of Sense ที่ว่านี้หมายถึง การมีวิสัยทัศน์ในการทำงาน (Vision) มีจินตนาการ (Imagination) และมีความฝัน (Dream) ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ประกอบการและนักออกแบบต้องมี “ร่วมกัน”

เมื่อไรก็ตามหากเราได้พบ “คู่หู” ในการทำงานที่เหมาะสมกันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน นี่แหละคือหัวใจที่จะช่วยผลักดันผู้ผลิต OEM ให้เติบโตเป็นผู้ผลิต OBM ที่มีแบรนด์เนมเป็นของตนเองได้ในระยะยาว

Business-Matching-lee

คุณชนิตาเองนั้นไม่ได้จบการศึกษาด้านการออกแบบ ในทางตรงกันข้ามเธอเรียนวิชา Bio Chemical ซึ่งแทบจะยืนอยู่คนละขั้วกับสายงานสร้างสรรค์ (หรือแม้กระทั่งการเข้าใจในตัว “แบรนด์”) แต่เนื่องจากตัวเธอชื่นชอบการใช้สินค้าแบรนด์เนม จึงใช้ประสบการณ์ในฐานะ “User” มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์และพัฒนาแบรนด์ให้ฮิตติดตลาด แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่วันนี้เธอก็ได้รู้แล้วว่า การสร้างแบรนด์ให้สำเร็จนั้นไม่ใช่แค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวย แต่ผลิตภัณฑ์และแบรนด์เนมจะต้องได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคด้วย

เธอได้ตอกย้ำแนวความคิดของคุณชเลว่า นักออกแบบที่ดีนั้นนอกจากจะคิดเป็นแล้ว ยังจะต้องเรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตด้วย (Thinking + Process of Making) โดยเธอได้หยิบยกคำกล่าวของ Leonardo da Vinci ที่ว่า “To develop a complete mind, study the science of art, study the art of science” มาเป็นตัวอย่าง ดังนั้น การประกอบธุรกิจ (Business) จึงไม่ใช่การเดินแฟชั่นบน Catwalk เพราะงานบน Catwalk ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงาน Conceptual เพียงอย่างเดียว แต่แฟชั่นที่แท้จริงจะต้องรับฟังผู้บริโภค (Consumer) + เข้าใจตลาด + กระแสสังคม นั่นหมายความว่า นักออกแบบที่ดีจำเป็นต้องออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก ไม่ใช่นั่งคิดงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน

ที่สำคัญที่สุด นักออกแบบควรต้องเข้าใจ “คน” ในทุกอาชีพ เพื่อจะสามารถนำแนวคิดที่หลากหลายมาใช้เป็นเครื่องมือและวัตถุดิบในการออกแบบ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้ผลงานการออกแบบสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ปิดท้ายคำถามนี้ที่คุณธีรเมศร์ จาก Ragazze ซึ่งแนะว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่เข้าใจลูกค้าแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ “ความล้มเหลวในธุรกิจ”

ฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องเข้าใจในเรื่องของเทรนด์ ฯลฯ นอกจากนั้นการหา Partner ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ประกอบการและนักออกแบบควรต้องเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Steve Jobs ผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์ Apple เขาเองแทบจะไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบเลย แต่เขารู้ว่าในอนาคตต่อไปผู้บริโภคจะต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทใด จากนั้นเขาก็ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ไปสู่ Partner ซึ่งเป็นทั้งนักออกแบบและวิศวกร เพื่อให้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มารองรับกับตลาดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต Partnership ที่พอดีและเข้าใจกันเช่นนี้เอง ที่ทำให้แบรนด์ Apple สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการเทคโนโลยีโลกได้สำเร็จ

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จและสิ่งที่ควรแก้ไขในการพัฒนาธุรกิจเครื่องหนังและสิ่งทอ
คุณชเลเน้นว่าสิ่งที่เขาอยากจะแก้ไข คือ “หลักสูตรการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย” เขามองว่าหลักสูตรผลิต “นักออกแบบสิ่งทอ” ที่ดีควรต้องสอนถึงกระบวนการผลิตและคุณสมบัติของสิ่งทอด้วย อย่ามุ่งแต่ที่การนำเสนอผลงานอันสวยงาม “แต่ขาดความเป็นไปได้” อีกทั้งการเรียนการสอน Textile ในบ้านเรามักเน้นไปที่งานหัตถกรรมเป็นหลัก ไม่ได้เน้นงานในภาคอุตสาหกรรมเลย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของเราเติบโตได้อย่างสูงสุด

คุณชนิตากล่าวว่า เคล็ดลับของเธอก็คือ “อึดลูกเดียว” ต้องทำงานให้หนัก และต้อง “ตรงต่อเวลา” อย่าลืมว่างานออกแบบแฟชั่นคือการทำงานตาม Season ซึ่งมีกรอบเวลาเป็นตัวกำหนด ดังนั้นถ้านักออกแบบไม่สามารถเรียนรู้เรื่อง “เวลา” ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพแฟชั่นได้ Time Management คืออีกหนึ่งวิชาที่เธออยากฝากให้อาจารย์นำไปใช้อบรมนักศึกษาให้เข้าใจถึงหลักการบริหารจัดการเวลาด้วย

Business-Matching-pae

คุณธีรเมศร์กล่าวว่า เคล็ดลับในการบริหารงานของเขาคือ การสร้างความสัมพันธ์กับทุกโครงสร้างในองค์กร (ไม่ใช่แค่กับผู้ถือหุ้นเท่านั้น) เขาต้อง “เข้าใจทุกคน” ตั้งแต่นักออกแบบ ช่างเย็บ ช่างตัดหนัง คนส่งของ พนักงานขาย ฯลฯ โดยเขาได้ใช้เวลาขวบปีแรกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์นี้ รวมไปถึงทำความเข้าใจในกระบวนการผลิตอย่างลึกซึ้งด้วย คุณธีรเมศร์เชื่อว่า ทัศนคติที่ดีในการทำงานคือเครื่องมือแก้ปัญหาที่ดีที่สุด การสร้างทีมเวิร์คที่ทำงานร่วมกันได้จากแผนกหนึ่งสู่แผนกหนึ่งก็เปรียบเสมือนกับการสร้างกลไกที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพในตัวเอง เป็นการทำงานในแนวราบ ไม่เหมือนกับการขอร้องหรือพึ่งพาในระบบเจ้านายลูกน้อง ซึ่งเป็นการทำงานในแนวดิ่ง

คุณชนิตากล่าวเสริมว่า วัฒนธรรมองค์กรคือหัวใจสำคัญ โดยเธอได้ยกตัวอย่างวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นและเกาหลีที่ปลูกฝังให้คนทำงานร่วมกันเป็นทีม และมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวงานอย่างสูง หากวัฒนธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในองค์กรใด อัตราการเปลี่ยนงานของพนักงานในองค์กรนั้นจะน้อยลงในทันที สิ่งสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ การเคารพในความคิดเห็น (Respect) ทั้งของตนเองและของผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง Brainstorm อย่าลืมว่าทุกคนในองค์กรล้วนมีส่วนสำคัญใน Supply Chain ทั้งสิ้น

ปิดท้ายกับคุณชเลที่ฝากไว้ว่า ผู้ประกอบการไม่ควรจะ “เอาใจ” นักออกแบบจนเกินไป ในทางตรงกันข้าม เขาควรผลักดันให้นักออกแบบศึกษาการทำงานในโรงงาน เข้าใจกระบวนการผลิต เพื่อให้นักออกแบบมีองค์ความรู้ที่ครบถ้วน


« Back to Result

  • Published Date: 2010-09-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com