Creative Knowledge

« Back to Result | List

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” อีกหนึ่งความเป็นไทยในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรม

โดย: ชัชรพล เพ็ญโฉม

lung-boon-mee10

คงยังไม่สายเกินไปที่จะขอแสดงความยินดีกับคุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) ได้รับ รางวัลปาล์มทองคำ ใน เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 63 แม้ว่าก่อนงานเริ่มเพียงไม่กี่วัน ชายหาดเมืองคานส์จะถูกลมพายุพัดถล่มจนงานริมหาดที่เตรียมไว้เสียหายหมดและต้องเซ็ทอัพกันใหม่ แถมยังมีเสียงบ่นอุบอิบว่าดาราใหญ่มาร่วมงานกันน้อยเหลือเกิน แต่ผู้กำกับม้ามืดมากฝีมือของเราก็คว้ารางวัลมาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

แล้วเกี่ยวอะไรกับฝนตกและดาราใหญ่ไม่มาร่วมงาน? ...คำถามนี้อาจฟังดูคล้ายกับหลายๆ เสียงจากผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ที่พยายามทำความเข้าใจเรื่องราวในแต่ละฉาก รวมถึงความหมายของสัญลักษณ์แต่ละชนิดที่ผู้กำกับต้องการสื่อให้เห็น บางคนบอกว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม ขณะที่บางคนบอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะผมเองก็ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเหมือนกัน ถ้าถามว่า ทำไมถึงดูไม่รู้เรื่องล่ะ เพราะหลายคนที่เขาดูรู้เรื่องเขาก็ยืนยันว่า รู้เรื่องจริงๆ อันนี้ ผมขอตอบแทนคนที่ดูแล้วไม่รู้เรื่องว่า เป็นเพราะเราไม่คุ้นเคยกับหนังที่เล่าเรื่องแบบนี้ (แม้คุณเจ้ยเองจะบอกว่า ลุงบุญมีฯ เป็นหนังที่ “เล่าเรื่อง” มากที่สุดแล้วก็ตาม เมื่อเทียบกับผลงานที่ผ่านๆ มาของเขา)

แฮมเบอร์เกอร์ VS สเต๊กทาร์ทาร์
คุณผู้ชมอาจจะคุ้นเคยกับวิธีการเล่าเรื่องที่มี “พล็อต” แบบหนังฮอลลีวู้ด คือ ปูพื้นเกี่ยวกับตัวละครและสถานการณ์ในเรื่องก่อน จากนั้นจะค่อยๆ เกิดความขัดแย้งขึ้นอันเป็นเหตุให้ตัวละครต้องหาทางแก้ไข แล้วความขัดแย้งนั้นก็จะพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดของเรื่องที่ทำให้เกิดเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวละครไปโดยสิ้นเชิง เช่น ตัวละครสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้และเกิดการเรียนรู้หรือกลายเป็นฮีโร่ ฯลฯ ก่อนที่เรื่องจะจบลงด้วยการแฝงคติธรรม

การเล่าเรื่องด้วยวิธีดังกล่าวเป็นการเล่าตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนนับหนึ่งถึงสิบ ผู้ชมจึงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เมื่อต้องมาเจอกับหนังที่เล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยวิธีที่ต่างออกไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราดูแล้วจะรู้สึก “เหมือนไม่เข้าใจ” คล้ายๆ กับการที่เรากินแฮมเบอร์เกอร์อยู่ทุกวัน แล้ววันหนึ่งจะให้เปลี่ยนมากินสเต๊กทาร์ทาร์ (สเต๊กเนื้อดิบราดไข่ดิบ) ก็คงจะกินลำบากอยู่ไม่น้อย

ถ้าจะให้พูดแบบมีทฤษฎีหน่อยก็คงจะต้องขอบอกว่าเรื่องลุงบุญมีระลึกชาติเป็นหนังที่ถ่ายทอดความแบบ multiple-reading ซึ่งเป็นลักษณะของศิลปะใน ยุคโพสต์โมเดิร์น (ยุคปัจจุบันนี้แหละครับ) กล่าวคือ เนื้อเรื่องจะให้อิสระในการทำความเข้าใจ (หรือตีความ) จากมุมมองต่างๆ กันของผู้ชม ใครจะมองว่าอะไรเป็นอะไร หรือมีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร ก็สุดแล้วแต่จินตนาการหรือบริบทของคนๆ นั้น บางคนอาจมองว่า “ลิงผีที่มีตาสีแดงโพลง” (ลูกชายที่หายตัวไปของลุงบุญมี) เป็นสัญลักษณ์ของพวกคอมมิวนิสต์ที่หนีเข้าป่าไปในช่วงปีพ.ศ.2510 ซึ่งคนที่มีแนวคิดนี้มักถูกมองว่าเป็นพวกสัตว์ประหลาด คล้ายๆ กับคนรักร่วมเพศในหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” (ผลงานเรื่องก่อนหน้าของคุณเจ้ย) ขณะที่บางคนบอกว่า นี่เป็นเพียงการหยิบเอาตำนานพื้นบ้านมาเป็นแฟนตาซีของหนัง ฯลฯ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

นอกจากนี้ หนังยังไม่ยึดติดกับขนบเดิมๆ ของการสื่อสาร แต่กลับเสนอ “ภาพแต่ละภาพ” อย่างตรงไปตรงมา บางฉากในเรื่องดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับโครงเรื่องหลักเอาเสียเลย เช่น ฉากเจ้าหญิงมีเพศสัมพันธ์กับปลาพูดได้ แต่ถ้าคุณผู้ชมลองทิ้ง “กรอบ” ของการดูหนังแบบเดิมๆ ไป แล้วลองพิจารณาดูว่า ในชั่วหนึ่งวินาทีในชีวิตจริงของคนเรา เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกันนั้นเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่ตลอดเวลา (แม้แต่ความคิดของเรายังผลุบเข้าผลุบออกสลับไปสลับมา เกี่ยวกันบ้างไม่เกี่ยวกันบ้าง) ฉะนั้นแล้ว ทำไมหนังจะเล่าเรื่องแบบเดียวกับที่ชีวิตคนเราดำเนินไปอย่างที่มันเป็นจริงๆ ไม่ได้ล่ะ ?

lung-boon-mee2

ความเป็นไทยที่ ขาย ได้
นอกเหนือไปจากตัวหนังและฝีมือของผู้กำกับหนุ่มคนนี้แล้ว ประเด็นสำคัญอีกข้อที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ การที่หนังเรื่องนี้ ขายความเป็นไทย ได้อย่างน่าชื่นชม คำว่า “ขาย” ที่ผมหมายถึง ณ ที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการได้เงินหรือได้กล่องนะครับ แต่หมายถึงการที่กรรมการและผู้ชมชาวต่างชาติได้มีโอกาสเข้าถึง “Thai-ness” หรือ “ความไทย” ในอีกระดับ (ซึ่งก็ไทยจริงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ช้าง วัด หน้าจั่ว มวยไทย ดอกกล้วยไม้ รำกลองยาว หรือสไบเฉียง เลยแม้แต่น้อย) ดังที่กรรมการอย่าง ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับชื่อดัง และ เบนิซิโอ เดล โทโร ดาราเจ้าบทบาท ได้ให้ความเห็นว่า “ลุงบุญมีฯ” ทำให้พวกเขาเข้าใจประเด็นเรื่องความตายจากมุมมองใหม่แบบตะวันออก

ที่ว่า “เป็นไทย” นั้น ผมมองจากการถ่ายทอดเนื้อความของเรื่องผ่านการระลึกชาติของลุงบุญมี ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด, เรื่องชาติที่แล้ว-ชาตินี้-ชาติหน้า, เรื่องภูตผี, ความเชื่อเรื่องกรรม (ลุงบุญมีเชื่อว่าตนเคยยิงคอมมิวนิสต์ตายไปหลายคนจึงต้องมารับกรรมในชาตินี้) ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบความเชื่อแบบไทย”

แม้ว่า การเวียนว่ายตายเกิดจะเป็นความเชื่อในหลักศาสนาพุทธ แต่ด้วยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยนับถือพุทธ ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นอัตลักษณ์ไทยอย่างหนึ่งไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคนกับคน คนกับปลา คนกับป่า คนกับผี และแฟนตาซีอย่างผีดูแลคน และสัตว์พูดได้ (โดยเฉพาะปลาพูดได้ เป็นตัวละครที่สำคัญในละครไทยมาโดยตลอด) ก็ยังสะท้อนถึงความเป็นไทยที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ (ความไม่สงบที่บ้านนาบัว จ.นครพนม) ซึ่งยิ่งตอกย้ำทำให้ภาพความเป็นไทยมีรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นไปอีก

lung-boon-mee3

หัวใจของสินค้าทางวัฒนธรรม - อะไร คือ ไทยแท้ ?
ผมคิดว่าความเป็นไทยที่ “เป็นปัจจุบัน” และ “ตรงไปตรงมา” โดยปราศจากการเสแสร้งหรือปั้นแต่งของคุณเจ้ยนี่แหละ ที่ทำให้หนังของเขา “ขายได้” เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนังไทย (และอะไรอีกหลายอย่างที่ติดพะยี่ห้อไทย) มักจะยึดติดอยู่กับ “แบรนด์ที่บ่งบอกความเป็นไทย” เพียง 7-8 ข้อ ข้างต้น ซึ่งผมเองก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับช้างหรือหน้าจั่วหรอกนะ แต่บางทีถ้าอยากรู้ว่า โลกภายนอกเขาคิดอย่างไรกับเราเรื่องแบรนด์ที่บ่งบอกความเป็นไทย” เนี่ย ลองไปหาหนังเรื่อง Bridget Jones’s Diary ภาค 2 (ตอนที่นางเอกมาติดคุกที่เมืองไทย) มาดูเล่นๆ สิครับ เราอาจจะเห็นภาพตัวเองชัดขึ้นก็ได้ หนังฝรั่งเขาเสียดสีสังคมเราสารพัด เช่น มีฉากผู้หญิงใส่ชุดไทยนั่งประดิบประดอยทำกับข้าว แต่อาหารที่เสิร์ฟจริงกลับมาจากครัวอุตสาหกรรมที่ผัดกับข้าวกันโช้งเช้ง, ฉากหญิงโสเภณีในคุกที่ร้องเพลง Like a Virgin ของ Madonna แบบผิดๆ ถูกๆ, ฉากรถกระบะบรรทุกพระพุทธรูปแต่เปิดเพลง Material Girls ดังสนั่น ฯลฯ) สัญลักษณ์พวกนี้คือมุมมองของ “คนอื่น” ต่อความเป็นไทยในปัจจุบันนะครับ ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “มันคือความเป็นจริงของสังคม hybrid อย่างทุกวันนี้”

ฉะนั้น ถ้ากรอบความคิดเรายังจำกัดตัวเองไว้กับแบรนด์ที่บ่งบอกความเป็นไทยเพียงไม่กี่ชิ้น สินค้าทางวัฒนธรรมของเราก็คงมิวายต้องโยงใยกับสงครามไทยพม่า หรือไม่ก็ตามหาช้างกันไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งเมื่อไม่มีใครสนใจกรุสมบัติเก่าเหล่านี้แล้ว แม้แต่คนรุ่นใหม่ของเราเองก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “แล้วความเป็นไทยที่แท้นั้นคืออะไร” ...บางทีนี่อาจจะเป็นหน้าที่อีกประการของ “หนังไทย” ในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรมก็ได้นะครับ

เครดิตรูป:
http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/05/12747956741274795946l.jpg http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/05/152.png http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/05/11111.png http://www.onopen.com/filmvirus/10-06-01/5387 http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/04/100415_uncleLEAD1.jpg

« Back to Result

  • Published Date: 2010-09-15
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี