Creative Knowledge

« Back to Result | List

คุยกับคุณชเล วุทธานันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PASAYA เกี่ยวกับการจับคู่ทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

pasayaPic1

คุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผ้าแฟชั่น ที่พลิกวิกฤติการส่งออกจากการเป็น OEM มาสู่ธุรกิจ ODM และสร้างแบรนด์ PASAYA ขึ้นจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล คุณชเลได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรในโครงการ “จับคู่ทางธุรกิจ” กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังและสิ่งทอ (โดย TCDCCONNECT) ในฐานะผู้ประกอบการ คุณชเลได้แชร์ประสบการณ์ “การจับคู่ทำงานกับนักออกแบบ” อันเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาที่พบในแวดวงการศึกษาด้านแฟชั่น ซึ่งยัง “ขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์” ที่จำเป็นสำหรับงานออกแบบผ้า

“ดีไซน์” สำหรับคือคุณชเลคืออะไร
เวลาผมพูดถึงดีไซน์ผมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ “ฟอร์ม” หรือ “สีสัน” แต่ผมหมายรวมถึง “ฟังก์ชั่นในการใช้งาน” และความสร้างสรรค์ต่างๆ ที่เราจะใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์ ดีไซน์มันเป็นองค์รวมของการแก้ปัญหาครับ ทุกวันนี้การตอบโจทย์ทางการผลิต การแก้ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน ล้วนแต่ต้องอาศัยงานดีไซน์ทั้งนั้น

ผมคิดว่า การทำผ้าก็เหมือนกับการสร้างงานสถาปัตย์ ผมมักจะเปรียบเทียบอย่างนี้ เพราะเวลาเราพูดถึงสถาปนิกคนจะเข้าใจทันทีว่าเขาทำอะไรบ้าง คนออกแบบผ้าจริงๆ ก็เหมือนสถาปนิก คือ ต้องมีความเข้าใจในวัสดุ มีความเข้าใจว่าเราจะสร้างฟอร์มต่างๆ หรืออะไรต่ออะไรขึ้นมาอย่างไร แม้แต่เรื่องสีสันมันก็ขึ้นอยู่กับคอนเซปท์ที่เราวางไว้ทั้งหมด ในการทำผ้าเราต้องมีความรู้ด้านวิศวกรรมที่ดีพอ เพราะถ้าไม่พอก็จะทำออกมาไม่ได้ หรือทำออกมาได้ก็ไม่ทน หรือไม่ก็ต้นทุนสูงมาก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการผลิต

Home Textile มีเทรนด์ที่ต้องตามเหมือนกับแฟชั่นไหม
มีครับ แต่จะไม่ใช่อะไรที่เปลี่ยนทุกซีซั่น ไม่ได้เปลี่ยนเร็วเหมือนแฟชั่น อย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เทรนด์จะเป็นของประเทศจีนและญี่ปุ่น คือ มีดีไซน์แบบจีนและแบบญี่ปุ่นเกิดขึ้นเยอะ แต่พอช่วงนี้ เทรนด์จะเปลี่ยนเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น เช่น พวก Space Age หรืออะไรที่เป็นกราฟฟิก ส่วนพวกดอกไม้เยอะๆ ในต่างประเทศ ถือว่าค่อนข้างดาวน์ลงแล้ว ช่วงนี้จะเป็นอะไรที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นชีวิตสมัยใหม่ เหมือนกับชีวิตที่ไปอยู่ในอวกาศอย่างนั้นเลย การทำผ้าก็จะไปในแนวทางนั้น เป็นผ้าที่ดูโมเดิร์น ยุคอวกาศ ไม่ใช่อะไรที่ Retro หรือ Bohemian อย่างที่ผ่านมา

pasayaPic2

PASAYA อาศัยอะไรในการตัดสินใจกำหนดรูปแบบของแต่ละคอลเล็กชั่น
การออกคอลเลกชั่นทุกวันนี้เราอาศัย 1.สถิติการขายจากฐานข้อมูลของเรา เช่น ดีไซน์ลักษณะไหนขายดี ลักษณะไหนขายไม่ดี เราก็จะนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ 2.การดูแมกกาซีนต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่า ทิศทางของผลิตภัณฑ์กำลังจะไปในทางไหน ผมรับแมกกาซีนเกี่ยวกับ house และ home living ทั้งของอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ นี่เป็นข้อมูลที่เราต้องบริโภคอยู่ทุกวัน 3.การไปงานแฟร์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่า ทิศทางของสินค้าและการออกแบบกำลังจะไปทางไหน สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่เราสะสมมาเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งเราก็เกิดความรู้สึกว่า เออ...อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ การตัดสินใจของเรามันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

หากคุณมีโอกาสวางหลักสูตรวิชา Textile Design คุณจะเขียนหลักสูตรออกมาอย่างไร เพื่อให้นักเรียนของคุณมีความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมนี้จริงๆ
ผมคิดว่า วิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคำนวณ เคมี หรือฟิสิกส์ เพราะถ้าไม่มีพื้นฐานเลย เมื่อมาทำงานในภาคอุตสากรรมแล้วเขาจะจินตนาการไม่ออกว่าสิ่งต่างๆ มันเชื่อมโยงกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้แม้แต่ในวงการแฟชั่นก็ต้องใช้เครื่องจักรครับ ทีนี้ถ้าเราจะใช้เครื่องจักรเย็บผ้าเราต้องทำอย่างไร จะจับเดรปผ้าต้องทำอย่างไร พลีทต้องทำอย่างไร ผ้าแข็งเราจะแก้ไขอย่างไร หรือผ้าโพลีเอสเตอร์โดนความร้อนแล้วจะเป็นอย่างไร ฯลฯ ฉะนั้นคุณต้องจินตนาการให้ออกว่า กรรมวิธีมันคืออะไรถึงจะทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเช่นนั้น นี่เป็นความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนั้น เราควรต้องสอนวิชาทางด้านการอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้สักนิด ถ้าให้ผมมอง ผมว่า สัดส่วนระหว่างวิชาศิลปกรรมหรือสังคมศาสตร์กับวิชาด้านวิทยาศาสตร์ควรจะอยู่กันครึ่งๆ หรืออย่างน้อยวิชาทางวิทยาศาสตร์สัก 40% ก็ยังดีครับ เพราะถ้าต่ำกว่า 40% ผมคิดว่า ไม่พอแน่ ทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของเราหมดแล้ว คุณป้าทอผ้ากี่กระตุกก็ยังต้องมีโทรศัพท์มือถือ เงื่อนไขที่เราอยู่ในสังคมสมัยใหม่เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีความรู้ คุณป้าอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามันทำงานอย่างไร แต่เด็กรุ่นใหม่จำเป็นต้องรู้ครับ

ปัจจัยทางสังคม เช่น สภาพเศรษฐกิจหรือการเมืองภายในประเทศ มีผลต่อการผลิตงานของ PASAYA บ้างหรือไม่
ไม่มีผลต่อการออกแบบแต่มีผลในทางธุรกิจ ในช่วงที่มีภาวะความขัดแย้งในบ้านเมือง ก็ทำให้ยอดขายตกลงมาหมด เพราะประชาชนไม่มีความรู้สึกอยากจับจ่าย แต่เมื่อมันผ่านไป ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม การจับจ่ายก็ดีขึ้นทุกธุรกิจ เห็นชัดเลยครับว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาทางการเมือง มันคือตัวบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ ทุกธุรกิจต้องได้รับผลกระทบแน่นอน จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความแรงของเหตุการณ์ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจโดยรวมของโลก ผมมองว่า มันก็กำลังฟื้นตัว เศรษฐกิจต่างประเทศมีผลกับเรามากครับ ทั้งต่อตลาดภายในประเทศและต่อสินค้าส่งออกด้วย เพราะถ้าตลาดต่างประเทศอย่างยุโรปหรืออเมริกาไม่ฟื้น การส่งออกก็จะชลอตัวทันที

ส่วนมากการส่งออกของไทยเราจะเป็นสินค้า low-end เพราะสินค้า hi-end เราต้องไปแข่งกับแบรนด์สูงๆ ของทางยุโรป ซึ่งมันก็ยากเหมือนกัน ส่วนสินค้าส่งออกของ PASAYA นั้น เราก็ไม่ได้อยู่ตรง top-end เราอยู่ตรง medium-high กับ medium-low เท่านั้น ก็มีการแข่งขันกันในระดับกลางๆ ครับ

ผู้บริโภคในปัจจุบันเสพข้อมูลมากขึ้น และมีความรู้ด้านการออกแบบมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับ PASAYA อย่างไร
ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะ PASAYA ทำสินค้าที่มีดีไซน์อยู่แล้ว ถ้าผู้บริโภคมีการศึกษาที่ดี ก้าวทันเทรนด์ของโลก หรือสังคมเรามีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น มีความก้าวหน้าในเชิงวิชาการหรือเศรษฐกิจมากขึ้น เขาก็จะต้องการบริโภคสินค้าที่ดีและมีดีไซน์มากขึ้นด้วย ผมว่าเงื่อนไขนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกธุรกิจที่ผลิตสินค้าที่มีดีไซน์เลยก็ว่าได้

ในการทำธุรกิจของ PASAYA คุณมีตัวอย่างการจับคู่ทางธุรกิจที่ดีมาเล่าให้ฟังบ้างไหม
การจับคู่ทางธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นในทางงานขายเสียมากกว่า เช่น เราอาศัยกรมส่งเสริมการส่งออกช่วยจับคู่เรากับธุรกิจต่างประเทศ หรือจับคู่เราให้ไปพบกับผู้ผลิตอื่นๆ ในประเทศ ที่เขาอาจมีกรรมวีธีหรือเครื่องจักรที่เราไม่มี

ส่วนตัวผมมองว่า การจับคู่ธุรกิจใดๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่มีประโยชน์นะครับ อย่างโครงการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างดีไซเนอร์และผู้ประกอบการของ TCDCCONNECT ก็เป็นไอเดียที่ดีมาก และอยากให้การจับคู่เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะว่าดีไซเนอร์ก็ไม่รู้หรอกว่าใ ครบ้างที่ต้องการตัวเขา มันเป็นเรื่องที่ลำบากพอควร ส่วนผู้ประกอบการเองก็ไม่รู้ว่าดีไซเนอร์คนไหนมีความสามารถอะไร มีทัศนคติหรือวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ

ฉะนั้น กิจกรรมการจับคู่นี้อย่างน้อยก็เป็นการแมทช์คนที่มีความปรารถนาร่วมกันได้อันหนึ่ง และมันจะทำให้การดีไซน์เติบโตขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมที่มีดีไซเนอร์เป็นส่วนประกอบประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่ไม่สนใจดีไซน์เลยเขาก็คงไม่มางานนี้หรอกจริงมั้ย

ฝากข้อคิดให้กับผู้ประกอบการและนักออกแบบที่กำลังจะจับคู่กัน
สิ่งที่ผมอยากพูดกับฝ่ายผู้ประกอบการคือ ผู้ประกอบการเองต้องเข้าใจดีไซเนอร์ก่อนว่า พวกเขาเป็นคนที่อ่อนไหว เขาอาจต้องได้รับการเอาใจเป็นพิเศษสักหน่อยหนึ่ง เช่น พูดเพราะๆ หรือยืดหยุ่นกับเขาสักหน่อย เช่น บางคนเรียนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาไม่ดี อาจจำเป็นต้องอธิบายในเรื่องเดียวกันหลายๆ ครั้ง เราก็ต้องอดทนกับเขาหน่อย เพราะมันเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในสังคมเรามานาน แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมว่าผู้ประกอบการจะทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ได้ดีก็ต่อเมื่อเขามีศักยภาพที่อยู่ในระดับเดียวกัน ผู้ประกอบการที่เก่งก็ต้องการดีไซเนอร์ที่เก่ง ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นก็อาจต้องการดีไซเนอร์ที่ยังไม่ต้องเก่งมาก มันต้องพอดีๆ กันครับ

ข้อคิดสำหรับดีไซเนอร์ คือ ผมว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์ส่วนมากจะมีความละมุนในตัวเองอยู่ แต่ความละมุนนี้ในแง่หนึ่งก็คือความยืดหยุ่นที่มากมายเหลือเกิน อันนี้เป็นธรรมชาติของเขา ดีไซเนอร์จะไม่ตรงเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเหมือนวิศวกรครับ เขาเป็นพวกที่อ้อมได้เลื้อยได้ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ดีไซเนอร์ต้องมองตัวเองเป็นเหมือนสถาปนิก เพราะสถาปนิก คือ คนที่มีความรู้ทางวิศวกรรม แต่สามารถเลื้อยไปเลื้อยมาได้ หรือไม่ก็เป็นศิลปินที่มีความสามารถในการคำนวณ ซึ่งถ้าดีไซเนอร์สามารถเป็นแบบนี้ได้ การปรับตัวเข้าจับคู่กับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการก็จะง่ายขึ้นมากนะครับ



« Back to Result

  • Published Date: 2010-09-10
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี