Creative Knowledge

« Back to Result | List

กาลครั้งหนึ่งในย่านเก่า… เรื่องเล่าจากทางสามแพร่งฯ

โดย : พลอย มัลลิกะมาส

Pic 1

พื้นที่บริเวณถนนอัษฎางค์ที่ทอดตัวยาวไปจรดกับถนนตะนาวบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเสือ คือ ที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพระนคร ที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกกันว่า "ทางสามแพร่ง" ย่านสามแพร่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า แพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งตั้งขึ้นตามพระนามของพระโอรส 3 พระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 อันได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถมถวัลย์วงศ์ กรมหลวงสรรพศาสตรศุภกิจ ซึ่งต่างเคยประทับอยู่ในย่านนี้

อดีตตลาดดัง แหล่งเย็บเสื้อโหล และอาหารจีนแคะ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีย่านวัยรุ่นสุดฮิตอย่างสยามสแควร์และมาบุญครอง บริเวณถนนบำรุงเมือง คือ แหล่งรวมสินค้าทันสมัยและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นย่านการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุคนั้น ในขณะที่แพร่งภูธรก็เต็มไปด้วยตลาดสดและร้านอาหาร ซึ่งเปิดขึ้นเพื่อรองรับบรรดาข้าราชการตามหน่วยงานต่างๆ ที่รายล้อมอยู่ในบริเวณนั้น ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า "ยุคเสื่อผืนหมอนใบ"​ ชาวจีนแคะก็ได้อพยพเข้ามาอาศัยในแพร่งภูธรมากขึ้น โดยพวกผู้ชายต่างพากันเปิดบ้านเป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อโหล ฝ่ายภรรยาก็เปิดร้านขายอาหารจีนแคะ จนทำให้แพร่งภูธรกลายเป็นแหล่งรวมร้านอาหารอร่อยแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ในยุคต่อมาเมื่อหน่วยราชการต่างๆ ได้ย้ายออกไปสร้างสำนักงานในบริเวณอื่น แพร่งภูธรก็ไม่ได้เป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคักอีกต่อไป บรรยากาศในแพร่งฯ ค่อยๆ เงียบเหงาซบเซาไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ดี แม้ทุกวันนี้สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราสังเกตว่ายังคงมีเอกลักษณ์สำคัญอันหนึ่งที่ช่วยต่อลมหายใจรวยรินให้กับชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ นั่นก็คือเรื่องของเมนูอาหารจานอร่อยที่หากินที่อื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น โชติจิตร ร้านอาหารไทยเก่าแก่อายุกว่า 60 ปี, นัฐพร ไอศครีมกะทิแบบไทยๆ, ข้าวหมูแดงอุดมโภชนา, ข้าวเหนียวมะม่วง ก.พานิช และอื่นๆ

วันนี้ TCDCCONNECT ได้พูดคุยกับคุณธีรพล คชาชีวะ ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านสมองหมูไทยทำ (ร้านดังอีกแห่งของแพร่งภูธร) เขาคนนี้คือประธานชุมชนคนสำคัญ ผู้ริเริ่มทำงานพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเองมาตั้งแต่ปีพ.ศ.​2541

Pic 2

วันงามที่สามแพร่ง สร้างพลังด้วยนิทานชุมชน
คุณธีรพล ประธานชุมชนคนเก่ง เล่าให้เราฟังว่า เมื่อปีพ.ศ.2540 จากเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ที่โรงงานการ์เมนท์ต่างชาติยกทัพเข้ากลืนกินผู้ผลิตรายย่อย) ประกอบกับที่บรรดาสถานที่ราชการได้โยกย้ายออกไปจากชุมชน ผู้คนและธุรกิจในย่านนี้ต้องเผชิญกับพิษเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นเองทำให้พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกันทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อความอยู่รอด เริ่มต้นจากการจัดกิจกรรม "วันงามที่สามแพร่ง" ที่ได้เชิญนักวิชาการด้านต่างๆ มาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชุมชน อาทิเช่น เรื่องของอาคารเก่าแก่ที่ควรค่าแก่อนุรักษ์ มีการเชิญสื่อและผู้ที่สนใจมาเที่ยวชมในชุมชน รวมทั้งยังได้ลงขันกันทาสีอาคารเก่าจำนวน 114 หลัง แต่ที่เขาภาคภูมิใจมากก็คือ กิจกรรมทั้งหมด ณ ตอนนั้นเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนเองทั้งสิ้น (ภาครัฐยังไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย)

"ชุมชนจะแข็งแรงได้นั้น สำคัญที่สุด คือ ต้องมีคนลุกขึ้นมาเล่านิทานให้คนในชุมชนฟัง ผมจึงทำตัวเป็นนักเล่านิทาน ด้วยการไปค้นหาประวัติของสามแพร่งว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วค่อยๆ เล่าให้ชาวบ้านฟัง เพื่อให้เขารู้และเข้าใจในคุณค่าของถิ่นฐานที่เขาอยู่"

คุณธีรพลบอกกับเราว่า เขาได้พยายามผลักดันเรื่องการอนุรักษ์ให้คนเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด (ด้วยการทาสีกลุ่มตึกเก่าเป็นสีเดียวกันทั้งหมด) ทั้งนี้เพื่อปลุกกระแสช่วยเหลือชาวบ้าน และเพื่อเปิดมุมมองให้สังคมวงกว้างได้ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ไม่นานความพยายามของคุณธีรพลก็แสดงผล ผู้คนทั้งในและนอกชุมชนเริ่มเกิดแรงบันดาลใจอยากจะ "ขัดสีฉวีวรรณ" ย่านเก่านี้ขึ้นใหม่ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มค่าให้กับตราสินค้าที่ชื่อ “ย่านสามแพร่ง” และยังช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนไปในตัว

Pic 3

ขัดสีฉวีวัฒนธรรม ที่โรงแรมเดอะภูธร
ที่เห็นชัดที่สุดคือการเปิดตัวของ "เดอะภูธร" (The Bhuthorn) โรงแรมขนาดกะทัดรัดที่เพิ่งได้รับรางวัลหัวข้อการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมประจำปีพ.ศ.2553 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ คุณดิเรก เส็งหลวง สถาปนิกและเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ได้นำเอาอาคารเก่าโบราณมาประแป้งแต่งตัวใหม่ และเปิดเป็นบูติคโฮเต็ลไอเดียเก๋ภายใต้คอนเซ็ปต์ เราเสิร์ฟกรุงเทพฯ ให้คุณทุกห้อง พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกเอาบุคลิกเฉพาะของเจ้านายทั้ง 3 พระองค์ (ข้างต้น) มาถ่ายทอดไว้ในห้องพัก 3 ห้อง ได้แก่ ห้องภูธร ห้องนรา และห้องสรรพศาสตร์ ถือเป็นอีกกรณีศึกษาของธุรกิจที่พยายามเข้าใจและถ่ายทอดตัวตนทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) ภายใต้แนวทางที่ชุมชนนั้นๆ เป็นอยู่จริง

"ผมพยายามคำนึงถึงเรื่องของวัฒนธรรม บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมเดิมที่ชุมชนเป็นอยู่ โดยพยายามเข้าใจจิตใจของคนที่อยู่มาก่อนให้มากที่สุด และไม่พยายามสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากของที่มีอยู่เดิมมาก เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใหม่กับคนดั้งเดิมในท้องถิ่นอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขที่สุด" คุณดิเรก เจ้าของโรงแรมเดอะภูธร บอกกับเราเช่นนั้น

จับตาดูให้ดี นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้กลยุทธ์ "ปัดฝุ่นของเก่าเพื่อสร้างธุรกิจใหม่" ที่อาจกลายเป็นสินค้าขายดีระดับประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้ ..ใครจะไปรู้


« Back to Result

  • Published Date: 2010-04-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี