Creative Knowledge

« Back to Result | List

ชุมชนริมน้ำจันทบูร : ต่อยอดวิถีชีวิตให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม

เรื่องและภาพ : อาศิรา พนาราม

chanriver1

เพื่อตอบรับกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่รัฐบาลกำลังนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศ โครงการหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดึง “อัตลักษณ์ทางการค้า” ของแต่ละจังหวัดออกมาเป็นแรงขับเคลื่อน โดยมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแต่ละแห่ง ทำการลงพื้นที่ดูความเป็นไปได้ใน 2 แนวทาง คือ 1.ฟื้นฟูธุรกิจที่เป็นร้านค้ารายย่อย (Retail) แบบรากหญ้าให้กลับมาคึกคัก และ 2.พัฒนาพื้นที่เชิงวัฒนธรรมให้ผสานไปกับการค้าและการท่องเที่ยว

สำหรับจังหวัดจันทบุรีที่เพิ่งจัดงานเฉลิมฉลองครบ 100 ปี ของโบสถ์คริสต์ (อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล) และชุมชนคริสตชน 300 ปีไปนั้น ก็มีย่านชุมชนเก่าริมแม่น้ำจันทบุรี (ฝั่งตรงข้ามกับโบสถ์คริสต์) ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต และสถาปัตยกรรมที่งดงามไม่แพ้ใคร จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคัดเลือกโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีให้นำไปพัฒนาเป็น “พื้นที่สัญลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม” แห่งใหม่

เมื่อผลการสำรวจความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ออกมาว่า “เห็นด้วย” กับการพัฒนาชุมชนให้เป็นย่านการค้า คณะกรรมการดำเนินงานพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนในการฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมริมน้ำ
เพียงมองผ่านก็จะเห็นชัดว่าย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรีแห่งนี้มีพลังดึงดูดด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ประกอบกับเรือนแถวไม้ฉลุสวยงาม ทำให้ย่านนี้กลายเป็นโลเคชั่นที่รู้กันในวงการภาพยนตร์และโฆษณาว่า สามารถปรับเป็นฉากเมืองเก่าได้อย่างเหมาะเจาะ

ภายใต้รูปธรรมอันงดงามนี้ยังมีหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นรากฐานการก่อร่างชุมชนริมน้ำจันทบูรให้ต่างจากชุมชนริมน้ำอื่นๆ (ที่ได้พัฒนาเป็นตลาดโบราณจนโด่งดังไปแล้ว) ด้วยทำเลที่เคยเป็นท่าน้ำสำคัญสำหรับการค้าขายมาแต่อดีต เป็นจุดพบปะกันระหว่างชาวไทย จีน และญวน ที่ต่างก็ล่องเรือเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าจากแดนไกล กับสินค้าพื้นเมืองของจันทบุรีในสมัยนั้น เช่น ของป่า และ ยางพารา (เป็นเหตุให้จันทบุรีกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝรั่งเศสเข้ายึดในสมัยรัชกาลที่ 5)

ในฐานะพืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด “ยางพารา” คือ ตัวแปรสำคัญอันหนึ่ง ที่นำพาให้บ้านเรือนของคหบดีแถบริมแม่น้ำจันทบูรมีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างจากชุมชนโดยรอบ เพราะเมื่อครั้งอดีตที่ “หลวงราชไมตรี” ข้าหลวงนายหนึ่งของจันทบูรได้ไปศึกษาต่อในปีนัง และมองเห็นว่าสภาพภูมิประเทศของจันทบุรีน่าจะปลูกยางพาราได้ดีไม่แพ้ในภาคใต้ จึงได้บุกเบิกการปลูกยางพาราขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างตึกแถวเลียนแบบสถาปัตยกรรมปีนังที่นิยมกันในช่วงนั้น (ซึ่งมีทั้งความงามและฟังก์ชั่นสำหรับการค้าขาย)

เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ สถาปัตยกรรมที่น่าชมของย่านริมน้ำจันทบูรจึงมีอยู่สองแบบ หนึ่งคือบ้านตึกปูนปั้นแบบโคโลเนียลของข้าราชการหัวการค้า และสองคือบ้านไม้ฉลุลายสวยงามของคหบดีหรือคนธรรมดาที่มั่งมีจากการค้านั่นเอง

น่าเสียดายที่ความมั่งคั่งของย่านการค้าเดิมนี้ ทำให้ผู้คนมีกำลังทรัพย์ส่งลูกหลานไปเรียนต่อในเมืองหลวงบ้าง ในต่างประเทศบ้าง ลูกหลานเชื้อสายเมืองจันท์ในยุคต่อมาจึงพากันไปตั้งรกรากในเมืองใหญ่ (แทนที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด) ปล่อยไว้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ให้คอยดูแลบ้าน และเมื่อหมดคนดูแลไป บ้านก็ถูกขายต่อ ให้เช่า หรือถึงขั้นปล่อยให้ทิ้งร้าง บ้านงามๆ หลายหลังจึงอยู่ในสภาพที่ขาดการดูแล

chanriver2

ธรรมะจัดสรรดันโครงการพัฒนา
ในจังหวะเดียวกับที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดริเริ่มโครงการ ก็ได้มีนักศึกษาปริญญาโทด้านผังเมือง จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
สถาบันอาศรมศิลป์ มาลงพื้นที่ในชุมชนนี้ เมื่อกลุ่มนักศึกษาได้พบกับคนในชุมชนที่มีวิสัยทัศน์และมีกำลังในการพัฒนาท้องถิ่น การทำงานร่วมกันจึงเริ่มต้นขึ้น งานวิจัยที่นักศึกษาเดินเท้าเก็บข้อมูลกันเป็นรายหลังนั้น ได้ช่วยขุดประวัติศาสตร์ของบ้านเรือนและชุมชนจันทบูรขึ้นมา ซึ่งต่อมาข้อมูลเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบในการดำเนินงาน โดยมีพาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ให้งบสนับสนุน

และในเวลาใกล้เคียงกันนั้น มิวเซียมสยาม ในสังกัดของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ และได้พบกับบ้านเลขที่ 69 ซึ่งยังคงความงดงามสมบูรณ์อย่างมาก โชคดีว่าคุณยายทองคำ เจ้าของบ้านเป็นผู้มีจิตสาธารณะ จึงได้มอบบ้านหลังนี้ไว้ให้ทางสถาบันทำเป็น “พิพิธภัณฑ์ชุมชน” ในอนาคตอันใกล้

เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนโยบายจากส่วนกลาง งานวิจัยด้านภูมิสถาปัตย์ รวมทั้งวิสัยทัศน์ และความร่วมมือของคนในชุมชน ที่จะช่วยกันผลักดันให้โครงการพัฒนาท้องถิ่นนี้เดินหน้าต่อไปได้

chanriver3

วัฒนธรรมนำการค้า - หัวใจการพัฒนาที่ยั่งยืน
ขึ้นชื่อว่าชุมชนริมน้ำ หลายคนอาจเข้าใจว่าแนวทางการพัฒนาก็น่าจะเหมือนกับชุมชนริมน้ำอื่นๆ แต่คณะกรรมการของที่นี่กลับมองต่างออกไป และไม่คิดนำโมเดลของตลาดเก่าริมน้ำอื่นๆ มาใช้ กล่าวคือปัจจัยด้านวิถีชีวิตของตลาดน้ำภาคกลางและท่าน้ำแห่งตะวันออกนั้นแตกต่างกันอยู่มาก ตลาดน้ำภาคกลางเป็นตลาดซึ่งซื้อขายของกันบนเรือ ฉะนั้นบ้านริมน้ำของภาคกลางจึงหันหน้าเข้าหาสายน้ำทั้งสองฝั่ง ส่วนที่จันทบุรีนั้นแม้สินค้าจะเดินทางมาทางน้ำก็จริง แต่พอมาถึงท่าก็ขึ้นมาค้าขายกันบนบก บ้านเรือนของชุมชนริมน้ำที่นี่จึงหันหลังให้น้ำ ถัดเข้าไปบนบกมีถนนตรงกลาง และสร้างเรือนแถวยาวคู่กันไปตามแนวถนน ซึ่งถนนนั้นก็จะเป็นถนนค้าขาย มีท่าเรือเป็นที่ขึ้นของ เรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตคนละแบบบนโครงสร้างที่ต่างกัน

ที่สำคัญจากกรณีศึกษาของตลาดเก่าที่โด่งดังมาแล้ว เช่น อัมพวาหรือสามชุก ประกอบกับประสบการณ์ของนักวิชาการและผู้รู้หลายท่านที่ได้มาร่วมแบ่งปัน คณะกรรมการชุมชนเชื่อว่า สิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับการพัฒนานั้นไม่ได้มีแค่ผลลัพธ์ด้านดีเพียงด้านเดียว ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการจึงตัดสินใจว่าจะไม่ปุบปับเปลี่ยนชุมชนให้เป็นตลาดหรือถนนคนเดินในทันที แต่จะทำให้เกิดเป็นย่านที่ชูจุดเด่นในเรื่องวัฒนธรรมเฉพาะ โดยมีบ้านเรือนซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตเป็นพระเอกในการเล่าเรื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นสุขต่อคนทุกฝ่าย คือนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมก็สุขจากการได้สัมผัสกับ “ของจริง” ส่วนคนในพื้นที่เองก็ยังอยู่สบายเป็นสุขได้ โดยไม่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องการ เป็นการเติบโตอย่างช้าๆ และเป็นระบบ บนรากฐานของแนวคิด “วัฒนธรรมนำการค้า” นั่นเอง

chanriver4

ก้าวแรกของโครงการ - ความรู้คู่การประชาสัมพันธ์
ชื่อ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” นั้นไม่ได้มีมาแต่แรก (ย่านนี้แต่เดิมมีชื่อเรียกแยกกันตามชื่อท่าน้ำ ไม่เคยมีชื่อรวม) คณะกรรมการจึงได้จัดการประกวดตั้งชื่อขึ้นมา ถือเป็นกิจกรรมแรกที่ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่นี้ จากนั้นคณะกรรมการก็ได้ทำการประชุมและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีการทำเอกสารแจกฟรีชื่อ "เสียงริมน้ำจันทบูร" เพื่อสื่อสารถึงวัตถุประสงค์ กิจกรรม และความคืบหน้าต่างๆ ของโครงการกับคนในชุมชน ด้านการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ทางโครงการก็มีเอกสารแจกฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว ประกอบกับทำ “ป้ายบ้าน” ไปติดไว้ที่หน้าบ้านหลังสำคัญๆ เพื่อเพิ่มเรื่องราวให้กับการท่องเที่ยวในชุมชนด้วย

แผนในระยะสั้นของคณะกรรมการ คือ การจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ชุมชน โดยจะทำไปพร้อมๆ กับการรณรงค์ให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่อยู่อาศัย (ในฐานะเครื่องมือชั้นดีที่จะทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราว) ส่วนในอนาคตก็จะมีพิพิธภัณฑ์ (โดยมิวเซียมสยาม) ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แห่งสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์กับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สัมพันธ์กันในจังหวัดจันทบุรีด้วย เช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่จะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของชุมชนเข้ากับประวัติศาสตร์ของจังหวัดได้ เชื่อว่าในอนาคตการสร้างเครือข่ายดังกล่าวอาจได้รับการต่อยอดให้เป็น “เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์” ของจังหวัดก็เป็นได้

ปัญหาในการพัฒนา
1. ปัญหาเรื่องสิทธิครอบครอง : เจ้าของเดิมของอาคารที่มีความงามทางสถาปัตยกรรมได้ย้ายถิ่นฐานกันไปเกือบหมด มีไม่กี่หลังคาเรือนที่ยังอยู่ดูแลสมบัติมรดกตกทอดของตน ที่เหลือก็ปล่อยให้คนต่างถิ่นเช่า (ซึ่งไม่ใยดีต่อการดูแลรักษาฟื้นฟู) ส่วนหนึ่งก็ถูกปล่อยให้ปรักหักพังไม่มีใครสนใจ เมื่อคณะกรรมการอยากจะเข้าไปจัดการก็ติดปัญหาเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ

2. ปัญหาด้านต้นทุนการพัฒนา : งบประมาณจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดไม่ได้ครอบคลุมถึงงานการอนุรักษ์บ้านเรือน ซึ่งเจ้าของบ้านแต่ละหลังก็ไม่ได้มีความพร้อมที่จะทำการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพที่อยู่อาศัยกันทุกหลังคาเรือน สิ่งที่คณะกรรมการพอจะทำได้ตอนนี้ก็คือ การสร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามา ทำให้คนในชุมชนมองเห็นความเป็นไปได้และสนใจที่จะลงทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ด้วย

3. ปัญหาด้านองค์ความรู้ : ชุมชนยังขาดผู้ที่มีความรู้โดยตรงด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แม้คณะกรรมการหลายคนจะเชื่อมั่นในแนวคิด แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่มีความเข้าใจมากพอที่จะสร้างวิธีการที่เหมาะสม จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำเพื่อหา หนทางต่อยอดอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งอบรมทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
chanthaboonriver.com

Chantaboon Waterside Community: Leveraging ways of life into cultural product
Story and Photo: Asira Panaram

chanriver1

As a follow up to the government’s Creative Economy policy as the driving force for our Nation’s future economy, “Commercial Identity” project under the direction of the Ministry of Commerce, to bring out the provincial identities with the help from the Office of Commerce in each province, saw 2 feasible directions which are 1) To revitalize local retail, 2) Develop cultural based commercial and tourism.

The province of Chantaburi had recently not only celebrated the centenary of the “Cathedral of the Immaculate Conception” and tercentenary of its Christian community, but its old river community (opposite of the Catholic Church) is distinctive in terms of geography, lifestyle and architecture. Thus, the river community was chosen by Chantaburi’s Office of Commerce to be developed into a new “cultural destination,” with approval from the public poll, to develop this community into commercial area, so a development committee was establish to revive and refresh this old community.

chanriver2

History and Waterside Architecture
At a glance, it is clear to see that the alluring power of the Colonial Architecture together with the clustered wooden buildings with lace-like wooden decorative, have turned this area into popular location for the film and advertising industry, since it can perfectly turn into a shooting set of an old town.

Behind these beautiful façades are the founding histories of the Chantaboon Waterside community which is different from others similar communities (which had already been developed into famous nostalgic market.) With its history as an import trading port, a meeting point between the Thais, the Chinese, and the Vietnamese that sailed in to trade foreign goods with the local products of Chantaburi products such as wild products and rubber tree (this is one of the reason for Chantaboon to be the strategic location for the French to try to invade Thailand during the reign of Rama V.)

The rubber tree was a cash crop with high market demands, and that is why most of the big and beautiful residences of the Chantaboon waterside merchant community are uniquely different from other surround communities. Since the time of “Luang Rachamitree,” a royal servant, went to study in Penang and realized that the geography of Chantaburi is suitable for rubber plantation, just like in the Southern part of Thailand, and initiated rubber plantation, along with replicating Penang’s popular architecture of that time (with aesthetic beauties and commercial functions.)

From then until now, there are two different types of charming architectures in Chantaboon waterside community, the first is the colonial buildings with sculpted clay ornaments owned by the royal servants, and the wooden homes with intricate lace-like wooden decorative of the wealthy merchants. Due to the abundant wealth of this community, the rich send off their children to study in the capital city or to foreign countries, resulting in the migration to the bigger cities. This had led to the abandonment of their home town, once the elder generation past on, these once gorgeous buildings were rented out, sold off, or simply neglected into ruin.

chanriver3

Dharma Development Project
At the same period the Ministry of Commerce started the project, a group of Urban Planning post-graduate students from the school of Architecture, Arsomsilp Institute of the Art, came to survey this very community. After talking to some of the visionary community people with capability to develop this local community, the students started the collaboration by collecting the data house after house on foot. They’ve uncovered histories of the Chantaboon community and each residence, and later these became valuable raw data for the development process which is also partly subsidized by the Chataburi Office of Commerce.

And in similar timeframe, the Museum of Siam, under the direction Office of Knowledge Management and Development (OKMD) came to surveyed the location, and found house number 69 had perfectly retained its elegance, was fortunate that the owner of this house had kindly given the house for the Museum of Siam to use it as community museum in the near future. Making this success case a good balance between central policies, architectural studies, together with vision and contribution from the local community, had push this community development project into gear.

chanriver4

Culture before Commerce – the heart of sustainable development
Many may presume that the development direction of this waterside community will be no different from most other of its kind; however the development committee of the Chantaboon waterside chooses not to follow the common waterside community model. Due to the stark different between riverside markets in the central and the eastern region, where in the central the transaction is done in the boat—floating markets, so the front of the house overlooks the water way on both sides, while in Chantaburi, the merchandizes may travels via the water, but they are then upload to dry land, thus the house and building waterside community has its back to the water and its front along both sides of the main road which is where the transactions are made, making these 2 types a completely different lifestyles and infrastructures.

More importantly, from case studies of popular old markets such as Umphawa and Samchook, together with experience shared by various scholars, the community development committee believes that the rush in prosperity and interest that follows all development projects doesn’t only have positive impacts on the living community. So the committee decided not to rush in and turn the community into markets or walking streets, but will turn it into a district with unique cultural proposition, where the buildings that reflect their way of life will be the leading story teller. All for the happiness of all stakeholders, the tourist can happily experience the authenticity, while the local can live in peace without any unwanted changes. This is considered as sustainable development with core philosophy of “Culture before Commerce.”

First Step – Education and Communication
Prior to the project, each area is named after each pier and there was no central name for the whole district. The committee then hosted a naming competition which not only gave rise to the name, “Chantaboon Waterside Community,” but it is considered as the first communication and PR activity for the project. Soon after the committee continuously held meetings to create understanding between the locals, there was the free publication called “Voice by Chantaboon River” to continuously communicate the objectives, activities and updates on the project. As for the communication with the tourists, free pamphlets were provided with informative signage in front of key residences to paint the whole story of this amazing community to the visitors.

Short-term plan of the committee is to organize a historical exhibition of this community, along with promoting the importance of habitat conservation and development (as important tool to communicate community histories). As for the future, the community museum (by Museum of Siam) as mentioned above, will become an important knowledge center. Furthermore, there will be other communications to promote Chantaburi province as a tourist destination such as the Panichnavee National Museum, another tourist destination connecting the history of the community to the history of the province, perhaps this network creation can be leverage into a “historical tourism route” of the Chantaburi province.

Development Obstacles
1) Lack of possession rights: most original owners of these beautiful architectures have left the area, leaving only a few that is still in the possession of the family as inheritance, the rest are leased out to people from other areas (with no interest in the conservation and renovation.) A few are neglected and left in ruin, but when the committee would like to manage the property they were faced with possession rights problems.

2) Lack of development fund: the central budget from the Chantaburi Office of Commerce doesn’t cover the conservation of the residences, while most owners are not ready for the conservation and renovation of their residences. The only thing that the committee can help is to create activities and opportunity to bring in visitors, so the community can see the potential and consider it as investment community.

3) Lack of knowledge: the community lacks in the people with firsthand knowledge and experience in “Creative Economy.” The Committee fully support the idea, however they admit that they haven’t got enough understanding of the subject to create the right process, thus they invited specialists to consult on the direction of sustainable development as well as to create understanding with the local community.



« Back to Result

  • Published Date: 2010-05-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี