Articles

« Back to Result | List

คุยกับ ชนิดา ปรีชาวิทยากุล แห่ง SENADA ว่าด้วยการสร้างแบรนด์และการผลักดันธุรกิจแฟชั่นไทยให้พัฒนา

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

khun-lee

ทำของดีมีคุณภาพจะอยู่ได้นาน และไปที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

คุณชนิดา ปรีชาวิทยากุล หนึ่งในวิทยากรของโครงการ “จับคู่ทางธุรกิจ” (Business Matching) กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังและสิ่งทอ (โดย TCDCCONNECT) คือดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ Senada และ Senada theory เธอผู้นี้เป็นหญิงเก่งแห่งวงการแฟชั่น ผู้สามารถพัฒนาแบรนด์ของตนจนเป็นที่ยอมรับผ่านร้านมัลติแบรนด์ชื่อดังทั้งในโตเกียว นิวยอร์ค ฯลฯ วันนี้คุณชนิดาให้เกียรติมาแบ่งปันประสบการณ์ “การจับคู่ธุรกิจ” ไปจนถึงการต่อสู้เพื่อให้แบรนด์ของเธอก้าวสู่ตลาดสากล 

จุดเปลี่ยนจาก “ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความฝันอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง” มาสู่ “ผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองได้สำเร็จ” คืออะไร
เราเริ่มต้นทำเสื้อผ้าด้วยความชอบและคิดว่าเราน่าจะทำได้ โดยไม่ได้คิดว่า เสื้อผ้าคือธุรกิจตั้งแต่แรก Senada จะเป็นแบรนด์ที่มีความ “Feminine” และ “Vintage” ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนสะสมเสื้อผ้าวินเทจ เสื้อเหล่านี้จึงเป็นเหมือนครูสอนเรา เวลาที่เราไม่เข้าใจอะไรก็จะกลับไปดูการปักหรือคัทติ้งแบบต่างๆ ทำให้เราเกิดพัฒนาการในการใช้เทคนิคแบบงานวินเทจ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ไปในที่สุด

ที่สำคัญอีกอย่างคือเรามีจังหวะที่ดีด้วย ในช่วงปีค.ศ. 2000 ที่เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก คนมักจะพูดถึงคอมพิวเตอร์ โลกาภิวัฒน์ แต่ในทางกลับกัน ด้านแฟชั่นเสื้อผ้ากลับมีคนคิดถึงงานวินเทจเยอะ ทำให้เป็นจังหวะดีของเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายวินเทจ เราก็เลยได้เกิด และไปสู่ระดับสากลในจังหวะนั้นเอง เมื่อมองย้อนหลังไปเราพบว่า ความเป็นแบรนด์ Senada นั้น เกิดขึ้นได้ด้วยแรงบันดาลใจจากวินเทจที่ดี ทำให้เราลึกซึ้งกับงานรายละเอียดที่หนังสือไม่ได้สอน เว้นแต่ว่าไปดูงานตามพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ

เสน่ห์ของแบรนด์ Senada ก็จะอยู่กับงานพิมพ์ที่มีคาแรคเตอร์ของตัวเอง มีความหวานผสมกับความ Missed Match (ไม่ใช่ Mix & Match) นะคะ กลายเป็นการ “ตัดกัน” ที่เกิดเป็นสไตล์เรา เช่น คู่สีนี้ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้ หรือคอลเลกชั่นที่เป็นสไตล์อาร์ตนูโว มีนางฟ้า แต่ไม่ใช่นางฟ้าในยุคอาร์ตนูโวนะ เป็นนางฟ้าสมัยใหม่ล่องลอยในอวกาศ ฯลฯ เราพยายามเอาสิ่งที่เป็น Vintage และ Futuristic มาอยู่ด้วยกัน กลายเป็นสไตล์ Modern Vintage ขึ้นมา สังเกตว่า เราจะไม่ใช้ความเป็นวินเทจล้วนๆ แต่จะนำมาใช้ให้ทันสมัย และให้จับอยู่กับกระแสไปได้ตลอดเวลา

ถ้าคุณมีโอกาสได้วางหลักสูตรการเรียนแฟชั่นดีไซน์ คุณจะมีวิชาประเภทใดและสัดส่วนอย่างไรให้นักเรียนของคุณพร้อมสำหรับการออกไปทำงานจริง
พี่คิดว่า คนจะเรียนแฟชั่นก็ควรเหมือนคนเรียนหมอ คือ ก่อนที่จะใช้คำว่า “ดีไซเนอร์” เราต้องเป็น “เมคเกอร์” ก่อน โดยเริ่มจากการตัดเย็บซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ พื้นฐานแรกเริ่มนี้จะทำให้เขาเห็นว่า เขาชอบการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์จริงหรือไม่ มีทักษะหรือไม่มี เมื่อได้รู้แล้วเขาก็จะชัดเจน หรืออาจพบความชอบอื่นก็ได้ ส่วนหลักสูตรทั่วไปที่เขาต้องเรียน เช่น History of Fashion ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแฟชั่นมักจะกลับไปกลับมา ถ้าเราไม่แม่นเรื่องประวัติศาสตร์แฟชั่นมันจะไปต่อไม่ได้ เหมือนการออกแบบที่ไม่มีหัวไม่มีหาง วิชาทั้งสองด้าน คือ “ศิลปกรรม” และ “เทคนิค” ควรจะไปด้วยกัน จำนวนชั่วโมงในการเวิร์คชอปก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอน ซึ่งครูก็ควรจะเข้าใจหลักการของการเวิร์คชอปที่ดี จริงๆ แล้วน่าจะดึงคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริงๆ เข้ามาร่วมสอนด้วย เพราะบางทีครูที่เป็นครูจริงๆ อาจไม่ได้ตามอัพเดทเรื่องแฟชั่นอย่างใกล้ชิดพอ ทุกวันนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องวัสดุและเทคนิคต่างๆ อยู่ตลอด

ทุกวันนี้การอัพเดทเรื่อง “วัสดุ” ในวงการแฟชั่นเป็นอย่างไรบ้าง
จริงๆ มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดนะ เพราะแฟชั่นมีซีซั่น รายละเอียดของแต่ละคอลเล็กชั่นก็ไม่เหมือนกัน ผ้าหรือวัสดุในงานแฟชั่นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับงานสถาปัตย์แหละ ยิ่งในวงการแฟชั่นยิ่งเปลี่ยนเร็ว เพราะต้องการความเฉพาะตัวแปลกใหม่ วัสดุมีอำนาจนะคะ เหมือนเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของโรงงานผู้ผลิต เช่น ผู้ผลิตผ้าของอิตาลีหรือฝรั่งเศสที่มักจะผลักดันผ้าที่เขาคิดค้นออกมาเป็นพิเศษ (ซึ่งคนอื่นทำไม่ได้) ให้มาอยู่ในกระแส บางทีมันก็มีเรื่องการเมืองอยู่ในวงการนี้ ฉะนั้นจะมีการชูเรื่องของวัสดุเป็นกระแสหลักด้วย คนทำเสื้อผ้าก็ต้องรู้จักการใช้วัสดุ และดัดแปลงวัสดุนั้นเป็นเสื้อผ้าในสไตล์ของตัวเองให้ได้ เรื่องนี้เป็นทักษะสำคัญที่เราต้องอัพเดทตลอดเวลา

แล้วเมืองไทยมีความโดดเด่นเรื่องวัสดุ (หรือเรื่องอื่นๆ) ในทางแฟชั่นบ้างไหม
ต้องบอกตรงๆ ว่า เรามักจะเป็นผู้ตามเสมอ และเป็นธรรมดาว่า โลกฝั่งเอเชียมักจะเป็นผู้ตามฝั่งตะวันตก แต่เมื่อมองมุมกลับ ยุคนี้โลกได้เชื่อมต่อกันหมดแล้ว เป็นโลกที่ตะวันตกผสมกับตะวันออก ฉะนั้น มันอยู่ที่ความฉลาดของดีไซเนอร์ในการนำมาสิ่งต่างๆ มาผสมกลมกลืนกัน บางทีตะวันตกก็นำวัสดุของทางตะวันออกไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นไหมไทย งานปักของอินเดีย หรือกระทั่งงานของชนเผ่าที่ยังซ่อนเร้นอยู่ อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ไทยเรามีอยู่และโดดเด่นมากคือ “งานหัตถกรรม” แต่มันยังไม่สามารถเกิดและมาอยู่ในอุตสาหกรรมใหญ่ได้ เพราะไม่มีการวางระบบให้เข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ทุกอย่างยังปิดอยู่ในระดับหมู่บ้าน แต่นั่นก็คือ ความงามของเขา เป็นวัฒนธรรมของไทยเรา พี่มองว่า หากมีองค์กรเข้ามาสนับสนุน ทำการยกระดับหรือสร้างมาตรฐานที่ดีให้แก่งานหัตถกรรมไทย หรือทำให้มันเข้าสู่อุตสาหกรรมได้เมื่อไหร่ นั่นจะสำคัญมากในเชิงการค้า

khun-lee2

ถ้าให้เปรียบเทียบงานออกแบบแฟชั่นเหมือนงานอย่างอื่น คุณจะเปรียบกับสิ่งใด
พี่คิดว่า อาชีพเราเหมือนนักกีฬาเลย เพราะเรามีซีซั่นเป็นตัวกำหนด ก่อนจะถึงรันเวย์ก็เหมือนนักกีฬาก่อนลงแข่งขัน ต้องฟิตร่างกาย เก็บตัวฝึกซ้อมเต็มที่ พี่รู้สึกว่า ช่วงเก็บตัวของพี่ต้องไม่ว่อกแว่ก ต้องคอนโทรลเรื่องเวลาอย่างดี ถึงเวลาทดลองทำงานก็ต้องเต็มที่ เพียงช่วงนี้ช่วงเดียวเพื่อจะถึงวันที่เราจะได้ออกคอลเลกชั่นที่สวยงามบนรันเวย์ ถึงวันนั้น เราจะขายได้หรือไม่ก็ยังตอบไม่ได้ เหมือนนักกีฬาที่ชนะหรือไม่ก็ยังตอบไม่ได้เช่นกัน ช่วงก่อนแข่งนี่เป็นช่วงที่เราเครียดและกดดันมากๆ พอออกรันเวย์เราก็โล่งอกไปทีหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดมันก็ได้อะดรินาลีนกลับมา แต่ถ้าคอลเลกชั่นไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นอะไรที่เศร้ามาก แต่ชีวิตก็ยังไม่จบนะ เราก็ต้องแข่งต่อไป ฤดูกาลหน้าก็ต้องกลับมาอีก เราจึงเหมือนกับนักกีฬาจริงๆ มีแข่ง มีแพ้ มีชนะ มีได้ มีเสีย แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องอดทนมากๆ มีวินัยมากๆ และหยุดไม่ได้

คิดว่าการพัฒนาธุรกิจสิ่งทอและแฟชั่นในเมืองไทยควรจะเป็นไปในทิศทางใด
เราต้องสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับทั้งคนไทยและต่างประเทศก่อน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงภายในซึ่งส่งผลถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะทำอย่างไรให้ต่างชาติเขามั่นใจที่จะลงทุนหรือทำธุรกิจกับเรา เพราะการทำธุรกิจเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจน

ส่วนอีกด้านที่เราต้องทำให้โลกยอมรับเราให้ได้ก็คือ การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่คิดว่าจะทำแต่ของถูก ขายง่าย ขายเร็ว ขอบอกว่า มันไม่ยั่งยืน เพราะโลกใบนี้มันเปิดหมดแล้ว เราไม่มีวันถูกกว่าจีน ไม่มีวันถูกกว่าอินเดีย ถ้าวันนี้เราอยากให้สังคมหรือธุรกิจโดยรวมพัฒนาต่อ เราต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “การเพิ่มมูลค่า” ให้เกิดขึ้น ช่วยกันผลักดันเรื่องมาตรฐาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้ได้รับการยอมรับในระดับโลก

Senada เป็น Eco-Fashion ด้วยรึเปล่า
แม้เราเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เราต้องสร้างจุดแข็งของโปรดักท์เราให้ได้ เราจึงทำเรื่องนี้มาตลอด เพราะสินค้าเราจะต้องส่งออกไปญี่ปุ่น ยุโรป ซึ่งเขากรีนมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม แต่ประเทศเรายังถือว่าใหม่อยู่ บ้านเราควรผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริงๆ ในระบบอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ในแคมเปญโฆษณา ผู้ประกอบการต้องลงมือทำให้ตลาดเห็นว่า “เราตระหนักและทำได้จริง” การที่เราส่งออกไปญี่ปุ่นได้ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า สินค้าของเราจะเป็นที่ยอมรับในอีกหลายประเทศ เพราะมาตรฐานญี่ปุ่นนั้นสูงมาก บ้านเรายังไม่มีความตื่นตัวเรื่องนี้ โรงงานต่างๆ ก็ไม่ได้ลงทุนอะไร เพราะเรายังต้องบริโภคของราคาถูกอยู่

แต่ถ้าวันหนึ่งผู้บริโภคลุกขึ้นมาบอกว่า เราไม่เอาของราคาถูกแต่อันตรายอีกแล้ว เหมือนกับญี่ปุ่นที่ลุกขึ้นมาบอกว่า ฉันต้องการของดี เอื้อเฟื้อต่อสิ่งแวดล้อม แพงกว่านี้อีกนิดก็ยินดีจ่าย นั่นล่ะคือสิ่งที่ทำให้โรงงานต้องปรับตัวตามไปโดยปริยาย ในฐานะผู้ผลิตแล้ว เราก็เลือกทำงานกับคนที่มีแนวคิดกรีนเหมือนเรา และเรายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อรักษามาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมันคุ้มค่าค่ะ เพราะมันไปได้นาน และไปไหนก็ได้ทุกที่ในโลก ทำให้เรามีทางเลือกที่มากขึ้นด้วย

ความคิดเห็นของคุณต่อโครงการ “จับคู่ทางธุรกิจ”
ดีนะคะ แต่ควรทำให้ต่อเนื่อง เลือกคู่ก็ต้องดูกันนานๆ เพราะกว่าจะเจอคู่ที่ถูกใจนั้นยาก แต่ก็นับว่าเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้ผู้เข้าร่วมได้มาเจอในสิ่งที่ตรงกัน ที่สำคัญต้องทำให้เกิดความยั่งยืนและนำไปสู่ธุรกิจที่เป็นจริงได้ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับธุรกิจก็คือ การที่คนทำงานเบื้องหลังนั้นอยู่ได้ ถ้าดีไซเนอร์ได้มีโอกาสทำงานและผู้ประกอบการเห็นคุณค่าของดีไซเนอร์มากขึ้น เราจะเห็นเลยว่าธุรกิจ OEM เดิมเขาจะเรียก “มูลค่าเพิ่ม” จากสินค้าได้มากขึ้น แต่เดิมเราอาจคูณ 1.3 เท่า ทีนี้เราจะคูณได้ 5 เท่า ยิ่งหากเป็นระดับซูเปอร์แบรนด์แล้วเขาคูณได้ถึง 14 เท่าค่ะ พี่มองว่าตรงนี้จะทำให้เราเกิดกำลังใจมากขึ้นเมื่อแบรนด์ของเราได้เพิ่มมูลค่าของตัวเองไปเรื่อยๆ แม้จะต้องใช้เวลามากก็ตาม แต่มันคุ้มค่าค่ะ


« Back to Result

  • Published Date: 2010-08-25
  • Resource: www.tcdcconnect.com