Articles

« Back to Result | List

Green Economics ประเทศไทย (ตอนที่ 2) หลักเศรษฐศาสตร์ใหม่ คนไม่ถือตังค์คือคนรวย

โดย ระวิวรรณ ศรีสยาม - แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน

ปธรรม”
จากความเดิมตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้แนะนำให้ท่านรู้จักกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร
"นักพัฒนาผู้ทำงานตามรอยพ่อ" กันไปอย่างคร่าวๆ แล้ว ด้วยความที่ท่านเชื่อว่าแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง"
คือหนทางที่ถูกต้องในการช่วยเหลือพัฒนาประเทศ อาจาร์ยวิวัฒน์ ศัลยกำธร
จึงมุ่งมั่นทำงานตามแนวทางพระราชดำรินี้ด้วยการก่อตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ"
(ซึ่งปัจจุบันมีกระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วถึง 52 แห่ง)
โครงการนี้มุ่งเน้นหลักการพึ่งพาตนเองและลดค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ
รวมทั้งส่งเสริมการทำงานในรูปแบบภาคีที่มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครื่องข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน
ภาคประชาคมและสื่อ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับอาจาร์ยวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ "อาจารย์ยักษ์" ของหลายๆ คน
โดยท่านมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายมาแบ่งปันให้เราและท่านผู้อ่านได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
อาจาร์ยมุ่งมั่นทำงานด้านนี้มา 14 ปีแล้ว มีการตอบรับอย่างไรบ้าง
ที่จริงผมทำมาก่อน 12 ปี แล้วจึงลาออกจาก กปร. มาทำเองต่ออีก 14 ปี รวมๆ ก็ 20 กว่าปีแล้ว
การเติบโตของศูนย์อบรมฯ เร็วกว่าที่คิดไว้มาก ตอนแรกผมตั้งเป้าไว้ว่า 14 ปี อยากทำให้ได้ 25 ศูนย์ฯ แต่ปัจจุบันมี
52 ศูนย์ฯ แล้ว เราประเมินว่า "กระแสรอง" อย่างกสิกรรมพอเพียง กสิกรรมธรรมชาติ หรือเกษตรทางเลือกต่างๆ
จะทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน กับผืนฟ้าแผ่นน้ำ และที่สำคัญกับมนุษย์ด้วยกัน
ซึ่งตอนนี้คนก็เริ่มเห็นแล้วว่าเรามาถูกทาง อย่างภาคเหนือที่เคยประสบภัยพิบัติหมอกควัน
นั่นก็เพราะเขาไม่ทำเกษตรแบบเรา ถ้าทำอย่างเราจะไม่มีการเผา ในจุดที่เราทำ 2 แสนกว่าไร่ (ที่ศรีสัชนาลัย)
เราหยุดการเผาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านรอบๆ ศูนย์ฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
เราทำงานด้วยการเปลี่ยนคนให้คิดเป็น ให้เขารู้จักพอ ถ้าเราสร้างศูนย์อบรมฯ ด้วยเงิน 20 ล้าน สร้างตึกใหญ่โต
มีคอมพิวเตอร์ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมั้ยว่ามันก็ไม่สำเร็จ ตึกมันไม่ได้สร้างคน ตึกมันสอนคนไม่ได้
เราต้องทำเล็กๆ จากข้างใน ทำให้เขาเข้าใจว่า “พอแล้วคือรวย” มันเป็นนามธรรมครับ
ถ้าทุกคนหันมาทำเกษตรผสมผสานกันหมด ปลูกป่าหากินเองได้ การค้าในอนาคตจะเดินถึงทางตันหรือไม่
มันเป็นไปไม่ได้หรอก เหมือนคุณบอกว่าถ้าทุกคนถือศีล 5 กันเคร่งครัดแล้วเราจะเจอทางตัน
เรื่องการค้าขายผมว่าแผ่นดินมันบังคับไว้แล้ว คนอยู่ชายทะเลหรือบนเขาสูงจะไปปลูกข้าวกินมันไม่มีทางพอเพียง
ข้อบังคับทางภูมิศาสตร์จะทำให้คนในแต่ละท้องถิ่นต้องค้าขายแลกเปลี่ยนกัน
อย่างผมเป็นคนชอบกินปลาโอมาก แต่จะให้ผมไปจับปลาโอกินเองก็คงไม่ได้ คนที่เกิดมาบนท้องนาไม่ใช่นักล่า
ไม่มีทักษะการออกทะเลหากินอย่างชาวประมง ฉะนั้นผมต้องเอาเงินไปหาซื้อกินครับ
เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติมีโครงการธนาคารต้นไม้ด้วย เรื่องนี้ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร
แนวคิดของ “ธนาคารต้นไม้” จะทำให้ต้นไม้ถูกปักลงบนแผ่นดินตั้งแต่ยอดเขาถึงชายทะเล
ปัญหาของเราตอนนี้คือเรามีต้นไม้ไม่พอ บนเขาก็มีไม่พอครับ ต้นไม้นี่ให้อาหารนะ
มนุษย์ไปยืนตากแดดรับพลังงานจากแสงอาทิตย์เองไม่ได้
คุณต้องอาศัยต้นไม้ที่แทงใบเป็นโซล่าร์เซลล์รับพลังงานมาเก็บไว้ให้ก่อน จากนั้นมนุษย์ค่อยเอาต้นไม้มากิน ทั้งราก
ทั้งใบ ทั้งผล หรือสัตว์เอาไปกินก่อนแล้วมนุษย์ค่อยจับสัตว์มากินอีกที
ถ้าเราศึกษากันจริงๆ จะรู้ว่าต้นไม้เกือบทุกชนิดกินได้ มนุษย์แต่ละท้องถิ่นก็เลือกกินตามวัฒนธรรมของเขา
ตั้งแต่ไม้ชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นเตี้ย ไม้เรี่ยติดดิน ไม้หัวใต้ดิน เก็บมากินมาใช้ได้หมด ใช้ซักผ้า ทำยาสระผมมะกรูด
ทำเครื่องอุปโภคบริโภค ทำที่อยู่อาศัย ฯลฯ ปลูกต้นไม้แล้วคุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลย
อยากได้อะไรคุณก็ไปตัดเอาจากที่คุณปลูก อยากทำโต๊ะเก้าอี้ อยากปลูกบ้าน ก็ไปตัดเอา
แบบนี้ประชาชนถึงจะมีเงินเก็บ ไม่งั้นหาเท่าไหร่ก็ไม่พอ เดี๋ยวก็ซ่อมที่อยู่ เดี๋ยวก็ซ่อมของใช้
การปลูกต้นไม้ทำให้ “พอ” ได้หลายอย่าง ที่สำคัญโลกกำลังวิตกกันว่าจะมีอากาศเย็นไม่พอ มีออกซิเจนไม่พอ
(แต่มีคาร์บอนไดออกไซด์เกินพอ) การปลูกต้นไม้นี่แหละจะเป็นตัวทำให้ทุกอย่างมันพอดี
ส่วนวิธีการระดมให้คนเร่งปลูกต้นไม้นั้นเราก็ให้เขาบันทึกลงสมุดไว้เหมือนธนาคาร เราปลูกพริกไว้เท่านี้
ไม้ยืนต้นเท่านี้ ไม้ซุงเท่านี้ ใครจะตีค่าอะไรหรือไม่ช่างมันไปก่อน เพราะแท้จริงต้นไม้มันมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว
มีค่าสูงกว่าการปลูกตึกอีก มันให้ดอกให้ใบให้ผล ให้อากาศคุณหายใจ ทำให้โลกเย็น
แต่ไม่มีใครไปตีค่าให้มัน ต้องรอให้มันตายกลายเป็นต้นซุงเสียก่อนถึงจะไปตีค่าเป็นเงินได้ มนุษย์โง่นะ จริงๆ
แล้วผมว่าถ้าคนไหนมีต้นไม้เยอะคนนั้นแหละที่รวย เผลอๆ รวยกว่าคนมีหุ้นอีก
เพราะถ้าหุ้นตกฮวบขึ้นมาคุณก็เจ๊งเลย แต่ต้นไม้ไม่มีสิทธ์ิหุ้นตก มันเพิ่มค่าของมันทุกวัน ยิ่งโตก็ยิ่งราคาสูง
ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจแบบ Trade Economy มัวแต่ให้ราคากับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีชีวิต
คิดดูครับว่าปลูกบ้านหลังหนึ่งมีแต่จะเสื่อมลงทุกวัน ผมว่าการตีราคาทางเศรษฐศาตร์ตามสูตรที่ HYPERLINK
"http://en.wikipedia.org/wiki/Adam_Smith" Adam Smith สอนนี่มันผิดนะ
เราควรต้องให้ราคากับสิ่งมีชีวิตถึงจะถูก พวกนักการเงินน่ะตัวดี ตีราคาต้นไม้ไม่เป็น
ฉะนั้นเราถึงต้องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับคนของเรา เป็นความรู้ที่ถูกต้องบนโลกใบนี้ ผมเชื่อว่า
"ธนาคารต้นไม้"
จะเป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ใหม่ให้เกิดขึ้นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครับ
ถ้าเราให้มูลค่าของต้นไม้เป็นเงิน ก็อาจมีคนเข้ามาปลูกต้นไม้เพราะหวังได้เงินด้วย
ก็คงจะมี แต่ถ้าความโลภทำให้คุณแกล้งทำความดี ผมว่ามันก็ไม่เป็นไรนะ ยังดีกว่าโลภแล้วไปทำลายป่า
ไปปลูกมันสำปะหลัง ปลูกยูคาลิปตัส ไม่นานดินก็เสื่อมหมด เจ๊งกันหมดคราวนี้ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนี่อันตรายที่สุด
มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะปล่อยให้คนโลภไปทำลายธรรมชาติ หรือไปหลอกเขาให้มาสร้างธรรมชาติดีล่ะ (หัวเราะ)
ก็แล้วแต่เคล็ดลับของคุณ
ผมมั่นใจว่าพอคนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ ได้สัมผัสกับความดีของต้นไม้
เขาจะซึมซับค่าความดีของมันและจะคิดได้เองว่า “ตายแล้ว…ที่ผ่านมาหลงผิดมานาน
ไปวิ่งไขว่คว้าหาแต่เงินเนี่ย...เข้าใจผิด” ผมอยากให้คนโลภปลูกต้นไม้รวมกันสัก 10 ล้านต้น
ให้ทุ่มเททำด้วยความโลภนี่แหละ เดี๋ยวเขาก็จะรู้เอง
เพราะการปลูกต้นไม้คือธรรมชาติที่ปลูกความดีเข้าไปด้วย คนโบราณเชื่อว่าคนปลูกต้นไม้จะมีเทวดาคุ้มครอง
ที่จริงมันมีนัยยะทางวิทยาศาตร์นะ เพราะคนที่อยู่กับต้นไม้จะมีเซลล์ในร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนปกติ
อากาศที่ดีมันมีค่ามาก สมัยก่อนใครพูดว่าอีกหน่อยเราต้องซื้อน้ำกิน หัวเราะกันก๊าก
แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าอีกหน่อยเราคงต้องซื้ออากาศหายใจ อันนี้เรื่องจริง ทุกวันนี้อากาศร้อนและสกปรกมาก
เราอยู่กันไม่ได้ ต้องซื้อแอร์ ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ซื้ออากาศหายใจกัน
กลายเป็นว่าทุกนาทีที่เราหลับเราต้องจ่ายค่าอากาศหายใจ อากาศที่ดีมันมีค่ามากเลยนะ
มนุษย์ยุคนี้คงเริ่มเข้าใจแล้ว
ปัจจุบันแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงค่อนข้างเจาะไปที่เกษตรกร
แล้วสำหรับคนเมืองที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตเป็นที่ดิน เขาจะปรับใช้ได้อย่างไรบ้าง
พระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน “ความพอเพียง” ให้กับคนทุกอาชีพทุกระดับ
ทุกคนสามารถสร้างความพอเพียงให้กับชีวิตได้ คิดดูว่าอะไรที่พอดีกับตัวคุณหรือกับอาชีพคุณ
คุณเท่านั้นที่จะรู้ดีที่สุด ความรู้คือหัวใจข้อที่หนึ่ง ส่วนข้อที่สองคือแม้คุณจะรู้แล้วทำแล้ว มีพอเหลือพอใช้แล้ว
แต่ถ้าใจคุณไม่พอ ยังไงมันก็ไม่มีวันพอเลย ลองสังเกตจากการดำรงชีวิต
เราจะเห็นว่าความรู้สึกพอของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนนอน 12 ชั่วโมงทุกวันถึงบอกว่าพอ นี่คือเกินพอ
หรือบางคนกินข้าวมื้อละ 5 จานถึงบอกว่าอิ่ม นี่คือเกินพอ หรือเหมือนกับคุณใส่เสื้อ
ที่จริงมันไม่ใช่ใส่ให้พอดีกับตัวนะ มันใส่ให้พอดีกับใจต่างหาก บางคนชอบหลวมหน่อย
บางคนชอบคับหน่อย ความพอดีมันสัมพันธ์กับใจเสมอ ฉะนั้นพอไม่พอมันขึ้นอยู่กับว่า
หนึ่งคุณรู้จริงรึเปล่าในเรื่องการใช้ชีวิต รู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเองอย่างดีแล้วรึยัง
และสองคือคุณมีคุณธรรมรึเปล่า
อย่างผมที่เป็นข้าราชการเคยทำงานกับพระเจ้าอยู่หัวมา
คนก็จะคาดหวังว่าผมต้องรู้จริงและซื่อสัตย์สุจริตแบบพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากนั้นผมก็ต้องเข้าใจและสำนึกเสมอว่าผมกินเงินเดือนประชาชนอยู่นะ แม้ผมจะออกจากราชการมา 14 ปี
แต่บำนาญที่ผมได้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเงินภาษีประชาชน ผมต้องเข้าใจบทบาทนี้ก่อน
ถ้าบอกว่าประชาชนไม่เกี่ยวกับผม ผมก็ต้องคืนบำนาญไป อันนี้มันเป็นความพอดีของผม
ส่วนอีกบทบาทหนึ่งคืออาชีพชาวนา ตระกูลผมเป็นชาวนา ผมก็อยากสืบทอดอาชีพของตระกูลด้วย
ผมเชื่อว่าขาดน้ำมัน ขาดเงิน ไม่ตายนะ แต่ขาดอาหารคุณอยู่ไม่ได้ อาชีพเกษตรกรจึงถือเป็นอาชีพที่สำคัญ
พระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำไว้ด้วยว่าอย่าสร้างอาหารอย่างเดียว ให้สร้างของใช้ด้วย การปลูกต้นไม้ไว้น่ะดี เพราะปลูก
3 อย่างแล้วเราจะได้ 4 อย่าง คือได้อากาศมาด้วย
green-eco-2-1

เครือข่ายที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทำให้แนวทางเศรษฐกิจทฤษฏีใหม่นี้สามารถฉายแววออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม”
จากความเดิมตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้แนะนำให้ท่านรู้จักกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร "นักพัฒนาผู้ทำงานตามรอยพ่อ" กันไปอย่างคร่าวๆ แล้ว ด้วยความที่ท่านเชื่อว่าแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" คือหนทางที่ถูกต้องในการช่วยเหลือพัฒนาประเทศ อาจาร์ยวิวัฒน์ ศัลยกำธร จึงมุ่งมั่นทำงานตามแนวทางพระราชดำรินี้ด้วยการก่อตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ" (ซึ่งปัจจุบันมีกระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วถึง 52 แห่ง) โครงการนี้มุ่งเน้นหลักการพึ่งพาตนเองและลดค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมการทำงานในรูปแบบภาคีที่มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครื่องข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาคมและสื่อ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับอาจาร์ยวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ "อาจารย์ยักษ์" ของหลายๆ คน โดยท่านมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายมาแบ่งปันให้เราและท่านผู้อ่านได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

อาจาร์ยมุ่งมั่นทำงานด้านนี้มา 14 ปีแล้ว มีการตอบรับอย่างไรบ้าง
ที่จริงผมทำมาก่อน 12 ปี แล้วจึงลาออกจาก กปร. มาทำเองต่ออีก 14 ปี รวมๆ ก็ 20 กว่าปีแล้ว การเติบโตของศูนย์อบรมฯ เร็วกว่าที่คิดไว้มาก ตอนแรกผมตั้งเป้าไว้ว่า 14 ปี อยากทำให้ได้ 25 ศูนย์ฯ แต่ปัจจุบันมี 52 ศูนย์ฯ แล้ว เราประเมินว่า "กระแสรอง" อย่างกสิกรรมพอเพียง กสิกรรมธรรมชาติ หรือเกษตรทางเลือกต่างๆ จะทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน กับผืนฟ้าแผ่นน้ำ และที่สำคัญกับมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้คนก็เริ่มเห็นแล้วว่าเรามาถูกทาง อย่างภาคเหนือที่เคยประสบภัยพิบัติหมอกควัน นั่นก็เพราะเขาไม่ทำเกษตรแบบเรา ถ้าทำอย่างเราจะไม่มีการเผา ในจุดที่เราทำ 2 แสนกว่าไร่ (ที่ศรีสัชนาลัย) เราหยุดการเผาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านรอบๆ ศูนย์ฯ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

green-eco-2-2

เราทำงานด้วยการเปลี่ยนคนให้คิดเป็น ให้เขารู้จักพอ ถ้าเราสร้างศูนย์อบรมฯ ด้วยเงิน 20 ล้าน สร้างตึกใหญ่โต
มีคอมพิวเตอร์ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมั้ยว่ามันก็ไม่สำเร็จ ตึกมันไม่ได้สร้างคน ตึกมันสอนคนไม่ได้ เราต้องทำเล็กๆ จากข้างใน ทำให้เขาเข้าใจว่า “พอแล้วคือรวย” มันเป็นนามธรรมครับ

ถ้าทุกคนหันมาทำเกษตรผสมผสานกันหมด ปลูกป่าหากินเองได้ การค้าในอนาคตจะเดินถึงทางตันหรือไม่
มันเป็นไปไม่ได้หรอก เหมือนคุณบอกว่าถ้าทุกคนถือศีล 5 กันเคร่งครัดแล้วเราจะเจอทางตัน เรื่องการค้าขายผมว่าแผ่นดินมันบังคับไว้แล้ว คนอยู่ชายทะเลหรือบนเขาสูงจะไปปลูกข้าวกินมันไม่มีทางพอเพียง

ข้อบังคับทางภูมิศาสตร์จะทำให้คนในแต่ละท้องถิ่นต้องค้าขายแลกเปลี่ยนกัน อย่างผมเป็นคนชอบกินปลาโอมาก แต่จะให้ผมไปจับปลาโอกินเองก็คงไม่ได้ คนที่เกิดมาบนท้องนาไม่ใช่นักล่า ไม่มีทักษะการออกทะเลหากินอย่างชาวประมง ฉะนั้นผมต้องเอาเงินไปหาซื้อกินครับ

เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติมีโครงการธนาคารต้นไม้ด้วย เรื่องนี้ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร
แนวคิดของ “ธนาคารต้นไม้” จะทำให้ต้นไม้ถูกปักลงบนแผ่นดินตั้งแต่ยอดเขาถึงชายทะเล ปัญหาของเราตอนนี้คือเรามีต้นไม้ไม่พอ บนเขาก็มีไม่พอครับ ต้นไม้นี่ให้อาหารนะ มนุษย์ไปยืนตากแดดรับพลังงานจากแสงอาทิตย์เองไม่ได้ คุณต้องอาศัยต้นไม้ที่แทงใบเป็นโซล่าร์เซลล์รับพลังงานมาเก็บไว้ให้ก่อน จากนั้นมนุษย์ค่อยเอาต้นไม้มากิน ทั้งราก ทั้งใบ ทั้งผล หรือสัตว์เอาไปกินก่อนแล้วมนุษย์ค่อยจับสัตว์มากินอีกที

ถ้าเราศึกษากันจริงๆ จะรู้ว่าต้นไม้เกือบทุกชนิดกินได้ มนุษย์แต่ละท้องถิ่นก็เลือกกินตามวัฒนธรรมของเขา ตั้งแต่ไม้ชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นเตี้ย ไม้เรี่ยติดดิน ไม้หัวใต้ดิน เก็บมากินมาใช้ได้หมด ใช้ซักผ้า ทำยาสระผมมะกรูด ทำเครื่องอุปโภคบริโภค ทำที่อยู่อาศัย ฯลฯ

ปลูกต้นไม้แล้วคุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลย อยากได้อะไรคุณก็ไปตัดเอาจากที่คุณปลูก อยากทำโต๊ะเก้าอี้ อยากปลูกบ้าน ก็ไปตัดเอา แบบนี้ประชาชนถึงจะมีเงินเก็บ ไม่งั้นหาเท่าไหร่ก็ไม่พอ เดี๋ยวก็ซ่อมที่อยู่ เดี๋ยวก็ซ่อมของใช้ การปลูกต้นไม้ทำให้ “พอ” ได้หลายอย่าง ที่สำคัญโลกกำลังวิตกกันว่าจะมีอากาศเย็นไม่พอ มีออกซิเจนไม่พอ (แต่มีคาร์บอนไดออกไซด์เกินพอ) การปลูกต้นไม้นี่แหละจะเป็นตัวทำให้ทุกอย่างมันพอดี

ส่วนวิธีการระดมให้คนเร่งปลูกต้นไม้นั้นเราก็ให้เขาบันทึกลงสมุดไว้เหมือนธนาคาร เราปลูกพริกไว้เท่านี้ ไม้ยืนต้นเท่านี้ ไม้ซุงเท่านี้ ใครจะตีค่าอะไรหรือไม่ช่างมันไปก่อน เพราะแท้จริงต้นไม้มันมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว มีค่าสูงกว่าการปลูกตึกอีก มันให้ดอกให้ใบให้ผล ให้อากาศคุณหายใจ ทำให้โลกเย็น แต่ไม่มีใครไปตีค่าให้มัน ต้องรอให้มันตายกลายเป็นต้นซุงเสียก่อนถึงจะไปตีค่าเป็นเงินได้ มนุษย์โง่นะ จริงๆ แล้วผมว่าถ้าคนไหนมีต้นไม้เยอะคนนั้นแหละที่รวย เผลอๆ รวยกว่าคนมีหุ้นอีก เพราะถ้าหุ้นตกฮวบขึ้นมาคุณก็เจ๊งเลย แต่ต้นไม้ไม่มีสิทธ์ิหุ้นตก มันเพิ่มค่าของมันทุกวัน ยิ่งโตก็ยิ่งราคาสูง

ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจแบบ Trade Economy มัวแต่ให้ราคากับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีชีวิต คิดดูครับว่าปลูกบ้านหลังหนึ่งมีแต่จะเสื่อมลงทุกวัน ผมว่าการตีราคาทางเศรษฐศาตร์ตามสูตรที่ Adam Smith สอนนี่มันผิดนะ เราควรต้องให้ราคากับสิ่งมีชีวิตถึงจะถูก พวกนักการเงินน่ะตัวดี ตีราคาต้นไม้ไม่เป็น ฉะนั้นเราถึงต้องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับคนของเรา เป็นความรู้ที่ถูกต้องบนโลกใบนี้ ผมเชื่อว่า "ธนาคารต้นไม้" จะเป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ใหม่ให้เกิดขึ้นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครับ

ถ้าเราให้มูลค่าของต้นไม้เป็นเงิน ก็อาจมีคนเข้ามาปลูกต้นไม้เพราะหวังได้เงินด้วย
ก็คงจะมี แต่ถ้าความโลภทำให้คุณแกล้งทำความดี ผมว่ามันก็ไม่เป็นไรนะ ยังดีกว่าโลภแล้วไปทำลายป่า ไปปลูกมันสำปะหลัง ปลูกยูคาลิปตัส ไม่นานดินก็เสื่อมหมด เจ๊งกันหมดคราวนี้ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนี่อันตรายที่สุด มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะปล่อยให้คนโลภไปทำลายธรรมชาติ หรือไปหลอกเขาให้มาสร้างธรรมชาติดีล่ะ (หัวเราะ) ก็แล้วแต่เคล็ดลับของคุณ
ผมมั่นใจว่า พอคนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ ได้สัมผัสกับความดีของต้นไม้ เขาจะซึมซับค่าความดีของมันและจะคิดได้เองว่า “ตายแล้ว…ที่ผ่านมาหลงผิดมานาน ไปวิ่งไขว่คว้าหาแต่เงินเนี่ย...เข้าใจผิด” ผมอยากให้คนโลภปลูกต้นไม้รวมกันสัก 10 ล้านต้น ให้ทุ่มเททำด้วยความโลภนี่แหละ เดี๋ยวเขาก็จะรู้เอง เพราะการปลูกต้นไม้คือธรรมชาติที่ปลูกความดีเข้าไปด้วย คนโบราณเชื่อว่าคนปลูกต้นไม้จะมีเทวดาคุ้มครอง ที่จริงมันมีนัยยะทางวิทยาศาตร์นะ เพราะคนที่อยู่กับต้นไม้จะมีเซลล์ในร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนปกติ อากาศที่ดีมันมีค่ามาก สมัยก่อนใครพูดว่าอีกหน่อยเราต้องซื้อน้ำกิน หัวเราะกันก๊าก แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าอีกหน่อยเราคงต้องซื้ออากาศหายใจ อันนี้เรื่องจริง ทุกวันนี้อากาศร้อนและสกปรกมาก เราอยู่กันไม่ได้ ต้องซื้อแอร์ ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ซื้ออากาศหายใจกัน กลายเป็นว่าทุกนาทีที่เราหลับเราต้องจ่ายค่าอากาศหายใจ อากาศที่ดีมันมีค่ามากเลยนะ มนุษย์ยุคนี้คงเริ่มเข้าใจแล้ว

green-eco-2-3

ปัจจุบันแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงค่อนข้างเจาะไปที่เกษตรกร
แล้วสำหรับคนเมืองที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตเป็นที่ดิน เขาจะปรับใช้ได้อย่างไรบ้าง
พระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน “ความพอเพียง” ให้กับคนทุกอาชีพทุกระดับ ทุกคนสามารถสร้างความพอเพียงให้กับชีวิตได้ คิดดูว่าอะไรที่พอดีกับตัวคุณหรือกับอาชีพคุณ คุณเท่านั้นที่จะรู้ดีที่สุด ความรู้คือหัวใจข้อที่หนึ่ง ส่วนข้อที่สองคือแม้คุณจะรู้แล้วทำแล้ว มีพอเหลือพอใช้แล้ว แต่ถ้าใจคุณไม่พอ ยังไงมันก็ไม่มีวันพอเลย ลองสังเกตจากการดำรงชีวิต เราจะเห็นว่าความรู้สึกพอของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนนอน 12 ชั่วโมงทุกวันถึงบอกว่าพอ นี่คือเกินพอ หรือบางคนกินข้าวมื้อละ 5 จานถึงบอกว่าอิ่ม นี่คือเกินพอ หรือเหมือนกับคุณใส่เสื้อ ที่จริงมันไม่ใช่ใส่ให้พอดีกับตัวนะ มันใส่ให้พอดีกับใจต่างหาก บางคนชอบหลวมหน่อย บางคนชอบคับหน่อย ความพอดีมันสัมพันธ์กับใจเสมอ ฉะนั้นพอไม่พอมันขึ้นอยู่กับว่า หนึ่งคุณรู้จริงรึเปล่าในเรื่องการใช้ชีวิต รู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเองอย่างดีแล้วรึยัง และสองคือคุณมีคุณธรรมรึเปล่า อย่างผมที่เป็นข้าราชการเคยทำงานกับพระเจ้าอยู่หัวมา


« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-21
  • Resource: www.tcdcconnect.com