Creative Knowledge

« Back to Result | List

ช่องทางการตลาดของธุรกิจสีเขียว “ได้ผลผลิตมาแล้ว จะเอาไปขายใคร”

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

greenBuss1

เรื่อง : อาศิรา พนาราม
เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าตอนนี้ทั่วทุกมุมโลกกำลังเริ่มจริงจังกับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เราจะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในหลายระดับและแง่มุม
โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนและชุมชนเป็นอย่างมากก็คือ
‘วิถีของเกษตรอินทรีย์’ ซึ่งหมายรวมถึงการที่ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค
ช่วยกันสร้างระบบของสินค้าเกษตรอินทรีย์ (หรือสินค้าออร์แกนิก) ให้เกิดขึ้น
ในเมืองไทยเราก็มี ‘เครือข่ายตลาดสีเขียว’ ของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ที่ทำงานสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ
เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในธุรกิจเกษตรอินทรีย์ อาทิ การสร้างเครือข่ายผู้บริโภค
การรณรงค์ให้เกิดความตระหนักรู้ต่อเรื่องดังกล่าวในวงกว้าง ฯลฯ ในขวบปีที่ผ่านมานั้น
เครือข่ายตลาดสีเขียวได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง ‘ธุรกิจสีเขียวและอาหารท้องถิ่น’ ขึ้น (คู่กับปาฐกถาเรื่อง
‘เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง’ โดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก ฮอดจ์)
โดยได้เชิญตัวแทนผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์มาร่วมเสวนาด้วยกัน 3 ท่าน ได้แก่ คุณพูลเพ็ชร
สีเหลืองอ่อน แกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อำเภอสนามชัยเขต คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้จัดการบริษัท แดรี่โฮม จำกัด
และคุณหมอพัฒนา กิจไกรลาศ เจ้าของร้าน Health Me Organic Home Delivery
ประเด็นคำถามสำคัญที่คาใจผู้ผลิตทุกคนเสมอมาก็คือ “เมื่อได้ผลผลิตมาแล้ว จะเอาไปขายใคร (ขายที่ไหน
ขายอย่างไร)”
ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละท่านก็ได้ช่วยกันระดมสมองเพื่อหาทิศทางการอยู่รอดของธุรกิจเกษตรอินทรีย์
และหาช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเราขอทำบทสรุปและนำเสนอเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
1. สินค้าต้องดีและมีคุณภาพจริงๆ ข้อนี้คือหัวใจสำคัญอันดับแรกของการทำธุรกิจเกษตรอินทรีย์
ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคและตัวแทนจำหน่ายเปิดรับสินค้าได้ง่าย และเกิดการบอกต่อไปเรื่อยๆ
2. เปลี่ยนผู้ผลิตให้เป็นผู้บริโภค เริ่มต้นจากภายในชุมชนก่อน
ประสบการณ์จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอสนามชัยเขตที่เคยพบปัญหาการไม่มีตลาดใหญ่รอบรับในช่วงเริ่มต้น
จึงได้ปรับทิศทางมาสู่การผลิตเพื่อบริโภคและซื้อขายหมุนเวียนกันในกลุ่มก่อน
จากนั้นเมื่อผู้บริโภคภายนอกเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวก็จะเริ่มทยอยเข้ามาหา ทำให้เครือข่ายค่อยๆ
ขยายออกไปเอง ทุกวันนี้กลุ่มของอำเภอสนามชัยเขตเติบโตจนมีฐานการผลิตและเครือข่ายตลาดที่แข็งแรงมาก
3. จากผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิต ธุรกิจบริการส่งสินค้าออร์แกนิก สินค้าปลอดเคมี และสินค้าเพื่อสุขภาพของร้าน
‘Health Me Organic Home Delivery’ ไม่ได้จู่ๆ ก็เปิดร้านขึ้นมาได้
พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้บริโภคพืชผักและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกก่อน ต่อมาจึงเริ่มปลูกรับประทานเองในบ้าน
เมื่อทั้งซื้อทั้งปลูกเองเยอะขึ้น ก็เริ่มมีเพื่อนบ้านมาฝากซื้อ ไม่นานคุณหมอพัฒนาและภรรยา (เจ้าของร้าน Health
Me) ก็พบว่าในละแวกบ้านมีผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคสินค้าเหล่านี้อยู่พอสมควร
จึงอาสาเป็นตัวแทนส่งสินค้าออร์แกนิกให้กับสมาชิกแบบถึงบ้าน (ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 300 กว่าครอบครัวแล้ว)
จากนั้นก็ได้เปิดร้านอาหาร Health Me ขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย
รวมทั้งเป็นจุดประชาสัมพันธ์ที่พวกเขาสามารถสาธิตให้ลูกค้าเห็นว่า
พืชผลออร์แกนิกนั้นสามารถนำไปปรุงอาหารได้มากกว่าที่คิด
4. ผลิตแล้วราคาต้องเป็นธรรม คำว่า ‘เป็นธรรม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้อง ‘ราคาถูก’ เสมอไป
แต่หมายถึงการมีราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับทั้งผู้ผลิต คนกลาง และร้านค้าปลีก
ทุกฝ่ายต้องพอมีกำไรให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เราอาจจะมองว่าสินค้าออร์แกนิกมีราคาสูง
แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่ผลิตน้อย และเมื่อผลิตน้อยจึงมีค่าใช้จ่ายประจำต่อหน่วยสูง
(เมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตในระบบเกษตรอุตสาหกรรม)
ผู้ประกอบการจำเป็นต้องอธิบายข้อมูลเหล่านี้ให้ร้านค้าและลูกค้าเข้าใจเสียก่อน
5. ทำตลาดสวนกระแส แต่ไม่ปฏิเสธ Modern Trade แม้ว่า Modern Trade
จะเป็นช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้ในวงกว้าง
แต่ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องมีความพร้อมในระดับสูงเสียก่อน
เพราะการตลาดช่องทางนี้มีต้นทุนสูงและมีเงื่อนไขทางการขายเพิ่มขึ้นมากมาย
ฉะนั้นผู้ผลิตควรต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนว่าตนจะได้ประโยชน์คุ้มค่าไหม หากไม่คุ้มก็อย่าเพิ่งทำ
เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ อีกมากที่เหมาะสมกับสินค้าออร์แกนิก เหมาะกับกำลังการผลิต
และเหมาะกับระดับของธุรกิจประเภทนี้ในปัจจุบัน
6. ต่อรอง (แกมขอร้อง) เพื่อให้ได้การค้าที่เป็นธรรม เงื่อนไขของ Modern Trade
โดยทั่วไปอาจไม่เอื้อต่อผู้ผลิตรายย่อย (เช่น วางขาย 3 เดือนหรือ 6 เดือนจึงจะวางบิลได้)
ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการต่อรองควบคู่ไปกับการนำเสนอข้อมูลด้านคุณภาพของสินค้า
แน่นอนว่าผู้ประกอบการรายเล็กย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง จึงควรบอกไปตรงๆ
ถึงเงื่อนไขการอยู่รอดและข้อจำกัดทางการผลิต (เช่น ขอวางบิลภายใน 1 เดือน) ในช่วงแรกอาจจะยากมาก
แต่หากสินค้าได้วางขายใน Modern Trade สักที่หนึ่งแล้ว ที่อื่นๆ ก็จะค่อยๆ ตามมาเอง
ยิ่งในตอนนี้ที่กระแสการสนับสนุนสินค้าชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากในสังคม
โอกาสการเข้าสู่ Modern Trade ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็น่าจะเป็นไปได้มากขึ้น
7. เข้าถึงใจผู้บริโภคด้วยการสื่อสาร
แม้ทุกวันนี้ผู้บริโภคจะรู้ถึงประโยชน์ของการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วพอควร
แต่การให้ข้อมูลเชิงลึกและการสื่อสารก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ฉะนั้น
นอกเหนือจากการออกแบบฉลากสินค้าหรือชั้นวางสินค้าให้ดีแล้ว
ผู้ประกอบการควรหาโอกาสพาสินค้าไปออกร้านและพบปะพูดคุยกับลูกค้าตัวจริงบ้าง
เพราะการให้ข้อมูลโดยตรงกับลูกค้านั้นจะทำให้เกิดความประทับใจ
และลูกค้าจะช่วยเผยแพร่ข้อมูลของเราต่อไปแบบปากต่อปาก
8. หาผู้บริโภคให้เจอ ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไม่ควรพึ่งพาช่องทางการขายเพียงช่องทางเดียว
แต่ควรกระจายไปหลายๆ แห่งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าไปออกร้าน
การเสนอสินค้าไปยังช่องทางการขายใหม่ๆ ฯลฯ เราต้องวิ่งหาผู้บริโภคของตัวเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
9. สร้างเครือข่ายผู้บริโภคที่รับสินค้าของเราประจำ
สินค้าของแดรี่โฮมนั้นนอกจากจะวางขายที่หน้าร้านตัวเองและตาม Modern Trade แล้ว
เขายังมีสมาชิกที่รับสินค้าส่งตรงถึงบ้านด้วย วิธีการนี้ทำให้แดรี่โฮมมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน
และในขณะเดียวกันก็ไม่สูญเสียลูกค้าเก่าด้วย
10. รวมตัวกันเป็นเครือข่ายธุรกิจสีเขียว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ให้การสนับสนุน
และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เครือข่ายที่เข้มแข็งสามารถสร้างสรรค์ทั้งกิจกรรมการค้าและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
เกิดเป็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศได้
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
HYPERLINK "http://www.thaigreenmarket.com/" http://www.thaigreenmarket.com/
HYPERLINK "http://www.healthmethai.com/" http://www.healthmethai.com/
HYPERLINK "http://www.dairyhome.co.th" http://www.dairyhome.co.th
เครดิตภาพประกอบ
http://www.thaigreenmarket.com/backend/cmsimg/cmsext115.jpg
HYPERLINK "http://forums.212cafe.com/rasisalai/board-1/topic-4.html"
http://forums.212cafe.com/rasisalai/board-1/topic-4.html
HYPERLINK "http://www.thannews.th.com/images/2417/images/M2024171.jpg"
http://www.thannews.th.com/images/2417/images/M2024171.jpg
HYPERLINK "http://liamm.exteen.com/category/life" http://liamm.exteen.com/category/life
HYPERLINK "http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hilife/
20090528/45789/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%8
1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81-
%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0
%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88.html" http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hilife/
20090528/45789/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%8
1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81-
%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0
%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88.html

เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าตอนนี้ทั่วทุกมุมโลกกำลังเริ่มจริงจังกับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราจะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในหลายระดับและแง่มุม โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนและชุมชนเป็นอย่างมากก็คือ ‘วิถีของเกษตรอินทรีย์’ ซึ่งหมายรวมถึงการที่ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคช่วยกันสร้างระบบของสินค้าเกษตรอินทรีย์ (หรือสินค้าออร์แกนิก) ให้เกิดขึ้น

ในเมืองไทยเราก็มี ‘เครือข่ายตลาดสีเขียว’ ของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ที่ทำงานสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในธุรกิจเกษตรอินทรีย์ อาทิ การสร้างเครือข่ายผู้บริโภค การรณรงค์ให้เกิดความตระหนักรู้ต่อเรื่องดังกล่าวในวงกว้าง ฯลฯ ในขวบปีที่ผ่านมานั้น เครือข่ายตลาดสีเขียวได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง ‘ธุรกิจสีเขียวและอาหารท้องถิ่น’ ขึ้น (คู่กับปาฐกถาเรื่อง ‘เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง’ โดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก ฮอดจ์) โดยได้เชิญตัวแทนผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์มาร่วมเสวนาด้วยกัน 3 ท่าน ได้แก่ คุณพูลเพ็ชร สีเหลืองอ่อน แกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อำเภอสนามชัยเขต คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้จัดการบริษัท แดรี่โฮม จำกัด และคุณหมอพัฒนา กิจไกรลาศ เจ้าของร้าน Health Me Organic Home Delivery

greenBuss2

ประเด็นคำถามสำคัญที่คาใจผู้ผลิตทุกคนเสมอมาก็คือ “เมื่อได้ผลผลิตมาแล้ว จะเอาไปขายใคร (ขายที่ไหน ขายอย่างไร)” ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละท่านก็ได้ช่วยกันระดมสมองเพื่อหาทิศทางการอยู่รอดของธุรกิจเกษตรอินทรีย์ และหาช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเราขอทำบทสรุปและนำเสนอเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. สินค้าต้องดีและมีคุณภาพจริงๆ ข้อนี้คือหัวใจสำคัญอันดับแรกของการทำธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคและตัวแทนจำหน่ายเปิดรับสินค้าได้ง่าย และเกิดการบอกต่อไปเรื่อยๆ

2. เปลี่ยนผู้ผลิตให้เป็นผู้บริโภค เริ่มต้นจากภายในชุมชนก่อน ประสบการณ์จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอสนามชัยเขตที่เคยพบปัญหาการไม่มีตลาดใหญ่รอบรับในช่วงเริ่มต้น จึงได้ปรับทิศทางมาสู่การผลิตเพื่อบริโภคและซื้อขายหมุนเวียนกันในกลุ่มก่อน จากนั้นเมื่อผู้บริโภคภายนอกเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวก็จะเริ่มทยอยเข้ามาหา ทำให้เครือข่ายค่อยๆ ขยายออกไปเอง ทุกวันนี้กลุ่มของอำเภอสนามชัยเขตเติบโตจนมีฐานการผลิตและเครือข่ายตลาดที่แข็งแรงมาก

3. จากผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิต ธุรกิจบริการส่งสินค้าออร์แกนิก สินค้าปลอดเคมี และสินค้าเพื่อสุขภาพของร้าน Health Me Organic Home Delivery’ ไม่ได้จู่ๆ ก็เปิดร้านขึ้นมาได้ พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้บริโภคพืชผักและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกก่อน ต่อมาจึงเริ่มปลูกรับประทานเองในบ้าน เมื่อทั้งซื้อทั้งปลูกเองเยอะขึ้น ก็เริ่มมีเพื่อนบ้านมาฝากซื้อ ไม่นานคุณหมอพัฒนาและภรรยา (เจ้าของร้าน Health Me) ก็พบว่าในละแวกบ้านมีผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคสินค้าเหล่านี้อยู่พอสมควร จึงอาสาเป็นตัวแทนส่งสินค้าออร์แกนิกให้กับสมาชิกแบบถึงบ้าน (ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 300 กว่าครอบครัวแล้ว) จากนั้นก็ได้เปิดร้านอาหาร Health Me ขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งเป็นจุดประชาสัมพันธ์ที่พวกเขาสามารถสาธิตให้ลูกค้าเห็นว่า พืชผลออร์แกนิกนั้นสามารถนำไปปรุงอาหารได้มากกว่าที่คิด

greenBuss3

4. ผลิตแล้วราคาต้องเป็นธรรม คำว่า ‘เป็นธรรม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้อง ‘ราคาถูก’ เสมอไป แต่หมายถึงการมีราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับทั้งผู้ผลิต คนกลาง และร้านค้าปลีก ทุกฝ่ายต้องพอมีกำไรให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เราอาจจะมองว่าสินค้าออร์แกนิกมีราคาสูง แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่ผลิตน้อย และเมื่อผลิตน้อยจึงมีค่าใช้จ่ายประจำต่อหน่วยสูง (เมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตในระบบเกษตรอุตสาหกรรม) ผู้ประกอบการจำเป็นต้องอธิบายข้อมูลเหล่านี้ให้ร้านค้าและลูกค้าเข้าใจเสียก่อน

5. ทำตลาดสวนกระแส แต่ไม่ปฏิเสธ Modern Trade แม้ว่า Modern Trade จะเป็นช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้ในวงกว้าง แต่ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องมีความพร้อมในระดับสูงเสียก่อน เพราะการตลาดช่องทางนี้มีต้นทุนสูงและมีเงื่อนไขทางการขายเพิ่มขึ้นมากมาย ฉะนั้นผู้ผลิตควรต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนว่าตนจะได้ประโยชน์คุ้มค่าไหม หากไม่คุ้มก็อย่าเพิ่งทำ เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ อีกมากที่เหมาะสมกับสินค้าออร์แกนิก เหมาะกับกำลังการผลิตและเหมาะกับระดับของธุรกิจประเภทนี้ในปัจจุบัน

6. ต่อรอง (แกมขอร้อง) เพื่อให้ได้การค้าที่เป็นธรรม เงื่อนไขของ Modern Trade โดยทั่วไปอาจไม่เอื้อต่อผู้ผลิตรายย่อย (เช่น วางขาย 3 เดือนหรือ 6 เดือนจึงจะวางบิลได้) ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการต่อรองควบคู่ไปกับการนำเสนอข้อมูลด้านคุณภาพของสินค้า แน่นอนว่าผู้ประกอบการรายเล็กย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง จึงควรบอกไปตรงๆ ถึงเงื่อนไขการอยู่รอดและข้อจำกัดทางการผลิต (เช่น ขอวางบิลภายใน 1 เดือน) ในช่วงแรกอาจจะยากมาก แต่หากสินค้าได้วางขายใน Modern Trade สักที่หนึ่งแล้ว ที่อื่นๆ ก็จะค่อยๆ ตามมาเอง ยิ่งในตอนนี้ที่กระแสการสนับสนุนสินค้าชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มมีบทบาทมากในสังคม โอกาสการเข้าสู่ Modern Trade ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็น่าจะเป็นไปได้มากขึ้น

7. เข้าถึงใจผู้บริโภคด้วยการสื่อสาร แม้ทุกวันนี้ผู้บริโภคจะรู้ถึงประโยชน์ของการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วพอควร แต่การให้ข้อมูลเชิงลึกและการสื่อสารก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ฉะนั้น นอกเหนือจากการออกแบบฉลากสินค้าหรือชั้นวางสินค้าให้ดีแล้ว ผู้ประกอบการควรหาโอกาสพาสินค้าไปออกร้านและพบปะพูดคุยกับลูกค้าตัวจริงบ้าง เพราะการให้ข้อมูลโดยตรงกับลูกค้านั้นจะทำให้เกิดความประทับใจ และลูกค้าจะช่วยเผยแพร่ข้อมูลของเราต่อไปแบบปากต่อปาก

8. หาผู้บริโภคให้เจอ ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไม่ควรพึ่งพาช่องทางการขายเพียงช่องทางเดียว แต่ควรกระจายไปหลายๆ แห่งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าไปออกร้าน การเสนอสินค้าไปยังช่องทางการขายใหม่ๆ ฯลฯ เราต้องวิ่งหาผู้บริโภคของตัวเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

9. สร้างเครือข่ายผู้บริโภคที่รับสินค้าของเราประจำ สินค้าของแดรี่โฮมนั้นนอกจากจะวางขายที่หน้าร้านตัวเองและตาม Modern Trade แล้ว เขายังมีสมาชิกที่รับสินค้าส่งตรงถึงบ้านด้วย วิธีการนี้ทำให้แดรี่โฮมมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน และในขณะเดียวกันก็ไม่สูญเสียลูกค้าเก่าด้วย

10. รวมตัวกันเป็นเครือข่ายธุรกิจสีเขียว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ให้การสนับสนุน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เครือข่ายที่เข้มแข็งสามารถสร้างสรรค์ทั้งกิจกรรมการค้าและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เกิดเป็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศได้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
http://www.thaigreenmarket.com/
http://www.healthmethai.com/
http://www.dairyhome.co.th

เครดิตภาพประกอบ:
http://www.thaigreenmarket.com/backend/cmsimg/cmsext115.jpg
http://forums.212cafe.com/rasisalai/board-1/topic-4.html
http://www.thannews.th.com/images/2417/images/M2024171.jpg
http://liamm.exteen.com/category/life
http://www.bangkokbiznews.com/

« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-10
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง